ไข้หวัด ผู้ทานมังสวิรัต ผู้ป่วยHIV

ไข้หวัด  ผู้ทานมังสวิรัต ผู้ป่วยHIV

สาหร่ายเกลียวทองเบสสร้างภูมิคุ้มกันทำให้เป็นไขหวัดได้ยาก

สาหร่ายเกลียวทอง Best กับอาการไข้หวัด

ทุกคนคงรู้จักไข้หวัดกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว เพราะไม่มีใครไม่เคยเป็นไข้หวัด อาการสำคัญของไข้หวัดคือ คัดจมูก น้ำมูกไหล บางทีก็มีอาการไอร่วมด้วย นอกจากนี้อาการข้างเคียงของไข้หวัดที่อาจเป็นได้ คือ มึนศีรษะ อ่อนเพลีย เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว ถ้าเป็นในเด็กเล็ก อาจมีไข้ขึ้นมาได้ด้วย เบื่ออาหาร บางทีอาจอาเจียนหรือไม่ทานอาหารไข้หวัดเกิดจากเชื้อไวรัส ปัจจุบันยังไม่มียาที่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ แต่ยังโชคดีที่ร่างกายคนเราสามารถสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาทำลายเชื้อตัวนี้ได้ แต่ภูมิต้านทานนี้มิได้คงอยู่ตลอดไป ดังนั้นการเป็นไข้หวัดจึงเป็นแล้วเป็นอีกได้ตลอดเวลา

ปกติเมื่อเรากินยาแก้ไข้หวัดมิได้หมายความว่ายาตัวนั้นเข้าไปฆ่าเชื้อไวรัสเป็นเพียงการแก้อาการเฉพาะหน้า เพื่อบรรเทาอาการเท่านั้น เพื่อให้ร่างกายมีเวลาในการสร้างภูมิต้านทาน มร.ไลนัส พอลลิง นักวิทยาศาสตร์ที่เคยได้รับรางวัลโนเบลมาแล้ว เคยเสนอแนะให้กินวิตามินซีเป็นประจำวันละ 1 – 3 กรัม เพื่อป้องกันไข้หวัด และให้เพิ่มปริมาณทันทีเมื่อรู้สึกตัวว่าเริ่มจะติดเชื้อหวัด แต่ต้องเป็นวิตามินซีบริสุทธิ์ ไม่เจือปนน้ำตาลหรือ
สารปรุงแต่งกลิ่น สีและรส ขณะเดียวกันเคยมีรายงานบางชิ้นเสนอให้กินวิตามินซีถึง 10 – 15 กรัม / วันโดยเฉลี่ย จะช่วยให้โรคหวัดมีระยะเวลาติดเชื้อสั้นลงได้ อย่างไรก็ตามรายงานข้างต้นยังไม่เป็นที่ยืนยัน แต่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วกันว่า วิตามินซีช่วยป้องกันโรคหวัดได้เป็นอย่างดี
พืชธรรมชาติอย่างสาหร่ายเกลียวทอง นอกจากมีวิตามินซีแล้ว ยังมีกรดอะมิโนจำเป็นที่ช่วยส่งเสริมการทำงานของวิตามินซี เพื่อช่วยสร้างภูมิต้านทานของร่างกายด้วย วิตามินเอ และเบต้าแคโรทีนก็จัดว่าเป็นสารอาหารที่ช่วยสร้างภูมิต้านทานแก่ร่างกาย ซึ่งสารอาหารทั้งสองชนิดก็มีอยู่มากในสาหร่ายเกลียวทองเช่นกัน นอกจากสาหร่ายเกลียวทองแล้ว กระเทียมก็มีสรรพคุณในการแก้เจ็บคอ หรือใช้น้ำผึ้งผสมมะนาวเติมเกลือเล็กน้อย ก็ช่วยให้ชุ่มคอ ลดการระคายเคืองได้ดี เนื้อว่านหางจระเข้ก็มีสรรพคุณช่วยป้องกันการติดเชื้อหวัดได้ และมีผลลดอาการไข้และอักเสบได้ด้วย สำคัญที่สุดคือ เมื่อเป็นไข้หวัด ร่างกายต้องการพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารและน้ำให้เพียงพอเพื่อจะได้ฟูมฟักภูมิต้านทานมาต่อสู้กับเชื้อหวัดได้ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเย็น การอาบน้ำเย็น และตัวให้อบอุ่นตลอดเวลา

 

สาหร่ายเบส18

สำหรับผู้ที่ทานมังสวิรัติอย่างเคร่งครัดงดเว้นการบริโภคจำพวกเนื้อสัตว์ทุกชนิดแล้ว ยังไม่ดื่มนม หรือทานไข่ อาจทำให้ร่างกายเกิดภาวะทุพโภชนาการหรือภาวะขาดสารอาหารที่จำเป็น เช่น การขาดกรดอะมิโนจำเป็นทั้ง 8 ชนิด (Essential Amino Acid) ที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ต้องหาจากอาหาร รวมทั้งวิตามินบี 12 และธาตุเหล็ก เป็นต้น ซึ่งสารอาหารเหล่านี้สำคัญแลจำเป็นต่อร่างกายในการสร้างกล้ามเนื้อและเอนไซน์ต่างๆ

ในอดีตนักโภชนาการด้านมังสวิรัติต้องทานข้าวกล้องเสริม เพราะมีกรดอะมิโนจำเป็นอยู่บ้าง แต่ในปัจจุบันการกินสาหร่ายเกลียวทอง Best ร่วมด้วยก็เป็นทางเลือกที่นิยมเช่นกันมาก เพราะจะทำให้ได้รับกรดอะมิโนจำเป็นทั้ง 8 ชนิด ซึ่งมีอัตราการย่อยหรือความสามารถในการนำโปรตีนสุทธิไปใช้ได้มากกว่าร้อยละ 95 ซึ่งมากกว่าโปรตีนจากเนื้อสัตว์ถึง 2 เท่า  นักมังสวิรัติโดยมากมักจะทานเต้าหู้ ถั่วเหลือง เพื่อให้ได้กรดอะมิโนจำเป็น กรดไขมันไม่อิ่มตัว และวิตามินอี ซึ่งสารอาหารที่กล่าวมาทั้งหมดนี้มีอยู่ครบถ้วนในสาหร่ายเกลียวทอง Best เช่นกัน นอกจากนี้ในสาหร่ายเกลียวทอง Best ยังมีกรดไขมันแกมมาไลโนเลนิก (Gamma Linolenic) และธาตุเซเลเนียม (Selenium) ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ในการช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล รวมทั้งเป็นสารช่วยสร้างฮอร์โมนพรอสตาเกนดิน (Prostagaindin Hormone) สำหรับสร้างวิตามินดี เพื่อเป็นสารต้านอนุมูลอิสระให้ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ทานมังสวิรัติควรทานวิตามินบี 12 เสริม เพราะในพืชผักส่วนใหญ่แทบทุกชนิดจะไม่สารอาหารที่มีวิตามินบี 12 อยู่เลย วิตามินชนิดนี้จำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง การทำงานของระบบประสาทและสมอง  และการเจริญเติบโตของเซลล์ในร่างกาย ทั้งนี้การทานวิตามินเสริมอาจผิดต่อหลักการมังสวิรัติที่เคร่งครัด และวิตามิน B12 ที่เป็นชนิดแคปซูลโดยมากมักผลิตมาจากตับปลา ตัววัว หรือหอยนางรม ฯลฯ อีกทั้งแคปซูลที่บรรจุยังทำมาจากเจลลาตินซึ่งผลิตจากไขมันสัตว์ การกินสาหร่ายเกลียวทอง Best จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ทานมังสวิรัติแบบเคร่งครัด เพราะสาหร่ายเกลียวทองเป็นพืชที่อุดมไปด้วยวิตามินบี 12 และโครเมียมที่เป็นตัวสร้างวิตามินบี 12 จึงปราศจากการเบียดเบียนชีวิตสัตว์ทุกประการ

การทานผักและผลไม้สดๆ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ควรปฏิบัติ เพราะในผักและผลไม้สดล้วนมีเอนไซม์จากพืชมาช่วยย่อยอาหารทดแทนการขาดเอนไซม์จากสัตว์ โดยผักผลไม้ที่ผ่านความร้อนหรือผ่านกระบวนการแปรรูป หรืออาหารสำเร็จรูปนั้น จะไม่ค่อยมีเอนไซม์หลงเหลือ เนื่องจากถูกทำลายสภาพไปเกือบหมดระหว่างกระบวนการแปรรูป และควรทานผักโขมที่มีธาตุเหล็กในปริมาณมาก เพื่อให้ร่างกายได้นำเอาธาตุเหล็กไปใช้ในกระบวนการสร้างเม็ดเลือดแดง ธาตุเหล็กนี้ยังเป็นส่วนสำคัญในการรักษาโรคโลหิตจางอีกด้ย โดยปกติธาตุเหล็กจะมีอยู่มากในเนื้อสัตว์ เครื่องใน และอาหารทะเล นักมังสวิรัติที่งดทานเนื้อสัตว์ทุกชนิด จึงนิยมทานสาหร่ายเกลียวทอง Best ควบคู่ไปด้วย เพื่อเพิ่มสารอาหารดังกล่าวที่เพียงพอต่อร่างกาย

     สมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกา (American Heart Association) ได้รายงานว่า นักมังสวิรัติส่วนใหญ่จะมีอายุยืนยาว เพราะไม่ค่อยเป็นโรคหัวใจ หรือเบาหวาน ไม่ค่อยประสบปัญหาโรคอ้วน ไม่ค่อยเป็นโรคความดันโลหิตสูง รวมทั้งมะเร็งบางชนิด เพราะได้รับสารอาหารที่เหมาะสมและครบถ้วน รวมถึงการที่ได้บริโภคโฟเลต (วิตามินบี 9) วิตามินซี วิตามินดี แคโรทีนอยด์ และสารอาหารจากพืชเป็นประจำในปริมาณสูง ซึ่งสารอาหารดังกล่าวนี้มีอยู่ในสาหร่ายเกลียวทอง Best เช่นเดียวกัน
สาหร่ายเบส19

ขณะนี้ National Cancer Institute ได้คัดสารสกัดจากสิ่งมีชีวิตในทะเลมากกว่า 18,000 ชนิด เพื่อหาตัวยาที่สามารถยับยั้งการเจริญของเนื้องอก ไวรัสหรือเชื้อรา และที่สามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันได้ ในปี 1986 National Cancer Institute ได้เริ่มทดสอบสารสกัดจากสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน เพื่อใช้ยับยั้งไวรัสเอดส์และมะเร็งกว่า 100 ประเภท

3 ปีต่อมา National Cancer Institute ก็ประกาศว่า สารสกัดจากสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินให้ผลเป็นที่น่าพอใจต่อเชื้อไวรัสเอดส์ สารสกัดที่ว่านี้คือ สารธรรมชาติ ซัลโฟไลปิด (Sulfolipid) ที่มีอยู่ในกลัยโคไลปิด (glycolipid) ของสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินนั่นเอง National Cancer Institute ได้จัดสารนี้เป็นสารอันดับแรก ๆ เพื่อทำการทดลองต่อและได้ทดลองกับสัตว์มานับปีแล้ว

National Cancer Institute ย้ำว่าการทดลองโครงการที่มีขนาดใหญ่ รวมทั้งที่จะทดลองกับมนุษย์ที่ติดเชื้อเอดส์นั้น ยังไม่สามารถกระทำได้จนกว่าจะสามารถผลิตสารซัสโฟไลปิดได้ในปริมาณมากพอ นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ยังได้ให้ความคิดเห็นต่ออีกว่า ถ้าซัลโฟไลปิดมีผลต่อเชื้อเอดส์ได้ การใช้สาหร่ายเกลียวทอง ร่วมกับยาอย่าง AZT ก็จะปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้สารสกัดจากสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน เช่น Lyngbya, Anabaena, Phormidium และ Oscillatoria ซึ่งอยู่ในครอบครัวเดียวกับสาหร่ายเกลียวทอง องค์ประกอบ 4-8% เป็นซัลโดไลปิด สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินชนิดนี้สามารถทำการเพาะเลี้ยงโดยบังคับให้มีปริมาณไลปิดสูงๆ ได้ ดังนั้นเชื่อว่าในไม่ช้าก็จะสามารถเพาะเลี้ยงและนำมาสกัดสารยับยั้งมะเร็งและและเชื้อไวรัสเอดส์ได้

 

องค์ประกอบของสาหร่าย

อาหารขั้นพื้นฐานที่สุด เมื่อชีวิตแรกอุบัติขึ้นบนพื้นผิวของโลกนั้น น่าจะเป็นเพียงแค่เซลล์เดียวธรรมดา ล่องลอยอยู่ในสารชีวเคมีเข้มข้นที่ประกอบกันขึ้นเป็นน้ำของดาวเคราะห์ดวงนี้ สิ่งมีชีวิตที่ปรากฏอยู่บนบกและมี หลายเซลล์ซับซ้อนนั้น เคยเป็นพวกแรกๆ ที่ได้ผ่านช่วงเวลาแห่งวิวัฒนาการมาสู่อนาคตในระยะเริ่มต้นของยุคดึกดำบรรพ์ สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่ล่องลอยอยู่ในน้ำอย่างสงบสุขและอบอุ่นภายใต้แสงอาทิตย์ เริ่มกลายเป็นเสมือนโรงงานจุลเคมีที่ผลิตโปรตีน

, คาร์โบไฮเดรท, กรดอะมิโน, วิตามิน, เอนไซม์, และสารเคมีชีวภาพอื่นๆ ที่เราได้ทราบกันต่อมาว่า มีอยู่ในห้วงจักรวาล

จากการเปลี่ยนแปลงอันน่ามหัศจรรย์โดยไม่มีสิ่งใดมารบกวน รูปแบบของชีวิตได้พัฒนาผ่านช่วงเวลานับพันๆ ปี สิ่งที่สืบทอดมาจากเซลล์ที่พัฒนาแล้วเหล่านี้ ยังคงดำรงระบบการแปรรูป

พลังงานแสงอาทิตย์ไปเป็นอาหารอันบริสุทธิ์อย่างต่อเนื่อง โรงงานผลิตอาหารขนาดเล็กจิ๋วแต่ทรหดเหล่านี้ก็คือสาหร่าย (Algae)
สาหร่ายเซลล์เดียวที่ถูกจำแนกพวกให้เป็น Monera ตามความหมายทางชีววิทยา คือโรงงานผลิตอาหารแห่งแรกของโลก ซึ่งต้องอาศัยพลังงานของดวงอาทิตย์ในการสร้างสรรค์สาร อาหารบำรุงเลี้ยงชีวิตโดยผ่าน กระบวนการสังเคราะห์แสง ความเรียบง่ายของสาหร่ายช่วยลดกิจกรรมที่ไม่จำเป็นและการสูญเสียพลังงานลง ทำให้เซลล์สามารถมุ่งเน้นเฉพาะกิจกรรม การผลิตอาหาร แต่เพียงอย่างเดียวสำหรับคนที่สนใจในความบริสุทธิ์ของอาหาร คำกล่าวที่ว่าให้รับประทาน “สิ่งที่อยู่ล่างสุดของห่วงโซ่อาหาร” เป็นความจริงที่ไม่ต้องท้าพิสูจน์มาเป็นเวลานานแล้ว เนื่องจากอาหารที่เรียบง่าย แสดงว่าเป็นอาหารที่มีความเข้มข้นของการปนเปื้อนน้อยกว่า สาหร่ายมิใช่จะอยู่ในส่วนล่างสุดของห่วงโซ่อาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นฐานและเป็นจุดแรกเริ่มที่สร้างอาหารขึ้นด้วย

 

องค์ประกอบทางเคมีของสาหร่ายเกลียวทอง 

การวิเคราะห์ทางเคมี ของสาหร่ายเกลียวทอง ส่วนประกอบอื่น
โปรตีน
71.0%
เส้นใยธรรมชาติ
0.9%
คาร์โบไฮเดรท
16.9%
ไขมัน
7.0%
โคเลสเตอรอล น้อยกว่า
0.05%
ความชื้น
7.0%
กรดนิวคลีอิก
4.5%
คาโรทีนอยด์
0.4%
คลอโรฟิลล์
0.8%
โปรตีนธรรมชาติ
(%N ด 6.25)
71% (ค่าเฉลี่ย)
การวิเคราะห์วิตามิน ของสาหร่ายเกลียวทอง กรดอะมิโนจำเป็น
ไบโอติน
0.4 mg./kg.
วิตามินบี 12
2 mg./kg.
ดี-คา-แพนโทธีเนท
11 mg./kg.
กรดโฟลิก
0.5 mg./kg.
ไอโนซิโทล
350 mg./kg.
กรดนิโคตินิก
118 mg./kg.
วิตามินบี 6
3 mg./kg.
วิตามินบี 2
40 mg./kg.
วิตามินบี 1
55 mg./kg.
วิตามินบี E
190 mg./kg.
ไอโซลิวซีน
4.1%
ลิวซีน
5.8%
ไลซีน
4.0%
เมธิโอนีน
2.2%
เฟนีลอะลานีน
4.0%
เธรโอนีน
4.2%
ทริพโตเฟน
1.1%
วาลีน
6.0%
การวิเคราะห์แร่ธาตุของสาหร่ายเกลียวทอง กรดอะมิโนจำเป็น
แคลเซียม
1315 mg./kg.
ฟอสฟอรัส
8942 mg./kg.
เหล็ก
580 mg./kg.
โซเดียม
412 mg./kg.
แมกนีเซียม
1915 mg./kg.
มังกานีส
25 mg./kg.
สังกะสี
39 mg./kg.
โปตัสเซียม
15400 mg./kg.
ซีลีเนียม
0.4 mg./kg.
อะลานีน
5.8%
อาร์จินีน
6.0%
กรดแอสพาร์ติก
6.4%
ซีสทีน
0.7%
กรดกลูตามิก
8.9%
กลัยซีน
3.5%
ฮิสติดีน
1.1%
โพรลีน
3.0%
ซีรีน
               4.0%
ไทโรซีน
4.6%

สาหร่ายเบส1

โทร.สั่งสาหร่ายเกลียวทอง

โทร. 081-9140148 Line id: herbal-center

อาหารเสริมช่วยลดโรคโลหิตจาง/เลือดจาง อาหารเสริมลดคอเรสเตอรอสและบำรุงโรคหัวใจ

อาหารเสริมช่วยลดโรคโลหิตจาง/เลือดจาง อาหารเสริมลดคอเรสเตอรอสและบำรุงโรคหัวใจ
อาหารเสริมช่วยลดโรคโลหิตจาง/เลือดจาง
สาหร่ายเกลียวทอง
เสริมอาหารด้วยสาหร่ายเกลียวทองช่วยลดโรคโลหิตจาง/เลือดจาง
โลหิตจางอันเนื่องมาจากขาดธาตุเหล็กจะพบมากที่สุดในผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 18 ถึง 25 ปี เหตุเนื่องมาจากการกินอาหารที่ผิดๆ และผู้หญิงยังมีโอกาสสูญเสียธาตุเหล็กในร่างกายมากว่าผู้ชาย เพราะจะสูญเสียเลือดไปกับมีประจำเดือน และจากการคลอดบุตร การสูญเสียเลือดอันเนื่องจากสาเหตุอื่นๆ ก่อให้เกิดอาการโลหิตจางได้เช่นกัน เช่น การสูญเสียเลือดจากบาดแผลภายนอกการผ่าตัดเป็นแผลในกระเพาะ หรือสีดวงทวาร และโรคโลหิตจางบางชนิดเฉียบพลัน สาเหตุเกิดจากการขาดวิตามินบี 12 อาหารที่กำหนดให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคโลหิตจางรับประทานนั้นต้องเป็นอาหารที่มีแคลอรี่สูงมีโปรตีนและวิตามินมากรวมทั้งต้องมีธาตุเหล็ก และสารอาหารจำเป็นในการสร้างเม็ดเลือดแดง ซึ่งในสาหร่ายเกลียวทอง Best จะอุดมไปด้วยธาตุเหล็กที่มีมากกว่าผักโขมถึง 58 เท่า และมีวิตามินบี 12 มากกว่าไข่ไก่ถึงร้อยเท่า ทำให้ผู้บริโภคที่มีโลหิตจางฟื้นตัวได้เร็วมากขึ้น
สาหร่ายเบส10
อาหารเสริมลดคอเรสเตอรอล ลดไขมันในเลือด และบำรุงโรคหัวใจด้วยสาหร่ายเกลียวทอง

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าคอเลสเตอรอลในเลือด คือ ปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตมนุษยชาติเป็นอันดับต้นๆของสาเหตุการเสียชีวิตทั้งหมด ดังนั้น วิธีป้องกันโรคที่ต้นเหตุนอกจากจะต้องปรับปรุงและควบคุมเรื่องของอาหารการกินแล้ว ยังได้มีการค้นคว้าเพื่อหาสารอาหารธรรมชาติที่มีผลต่อการลดระดับของคอเลสเตอรอลในร่างกาย สาหร่ายเกลียวทองเป็นอาหารธรรมชาติชนิดหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจทำการค้นคว้าวิจัย และได้เริ่มมีการทดลองในหนู โดยผลการทดลองทางแล็บพบว่า สาหร่ายเกลียวทองสามารถลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดของหนูทดลองได้โดยไม่มีอันตราย หลังจากนั้น จึงได้มีการหันมาทดสอบกับมนุษย์ โดยทำการทดลองกับผู้ชายจำนวน 30 คนที่มีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ความดันโลหิตสูงเล็กน้อย และมีปริมาณไขมันในเลือดสูง ผลปรากฏว่า ภายหลังจากที่ได้รับประทานสาหร่ายเกลียวทองผ่านไป 8 สัปดาห์ ชายเหล่านั้นมีระดับคอเลสเตอรอลและปริมาณไตรกลีเซอไรด์ลดลง ทั้งที่ชายเหล่านั้น ไม่ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการบริโภคอาหารในแต่ละวันแต่อย่างใด เพียงแต่รับประทานสาหร่ายเกลียวทองเพิ่มไปด้วยเท่านั้น

การทดลองนี้ Department of Internal Medicine แห่ง Tokai University ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการค้นคว้าวิจัยและได้ สรุปว่าสาหร่ายเกลียวทองมีผลทำให้คอเลสเตอรอลในเลือดลดต่ำลง และมีแนวโน้มในทางที่เป็นผลดีต่อหัวใจและหลอดเลือด ทั้งนี้เพราะตัวชี้วัดการเกิดหลอดเลือดตีบแข็งดีขึ้น และไม่พบว่ามีผลข้างเคียง นอกจากนี้ได้มีเอกสารสิ่งตีพิมพ์เพื่อยืนยันถึงงานวิจัยที่พบว่า GLA (Gamma Linolenic Acid) ช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ สาหร่ายเกลียวทองมี GLA ในปริมาณสูง ดังนั้นผู้ที่รับประทานสาหร่ายเกลียวทองก็ได้รับสาร GLA นี้ด้วย และเมื่อรับประทานสาหร่ายเกลียวทองเป็นประจำจึงส่งผลทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายลดลง

สาหร่ายเกลียวทองหรือสาหร่ายสไปรูลิน่าอุดมไปด้วยกรดไขมันแกมมาไลโนเลนิก (Gamma Linolenic Acid – GLA) ที่มีผลช่วยให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดต่ำได้ GLA นี้เป็นกรดไขมันที่จำเป็นจัดอยู่ในกลุ่มของโอเมก้า 6 เช่นเดียวกับน้ำมันดอกอีฟนิ่งพริมโรส สาหร่ายเกลียวทอง 2500 mg จะมีความสามารถในการลดระดับไขมัน LDL (Low Density Lipoprotein) และช่วยเพิ่มไขมัน HDL (High Density Lipoprotein) เทียบเท่ากับน้ำมันดอกอีฟนิ่งพริมโรส 1 แคปซูล

ในทางการแพทย์พบว่า HDL เป็นไขมันดี ซึ่งถ้าหากมีปริมาณ HDL ในเลือดสูงจำนำคอเรสเตอรอลที่สะสมในเลือดกลับไปยังตับ ผลลัพธ์ที่ได้คือคอเลสเตอรอลในเลือดจะลดต่ำลง เนื่องจากนี้วิตามินบีรวมโดยเฉพาะวิตามิน บี3 เป็นวิตามินที่มีพร้อมอยู่แล้วในสาหร่ายเกลียวทอง ซึ่งมีส่วนช่วยทำหน้าที่ของ GLA ด้วยเช่นเดียวกัน ผลตามมาของการลดไขมันเลวในเลือดก็คือ สาหร่ายเกลียวทองช่วยป้องกันความดันโลหิตสูง และป้องกันภาวะหัวใจขาดเลือด รวมทั้งลดภาวะไตขาดเลือดและยังช่วยทำให้ไตทำงานให้ดีขึ้น

ได้มีทดลองเกี่ยวกับสาหร่ายเกลียวทองในนานาประเทศ เช่น อาร์เจนตินา ญี่ปุ่น อินเดีย ฯลฯ นักวิทยาศาสตร์ที่ทำการค้นคว้าวิจัยต่างยืนยันถึงคุณสมบัติในการลดระดับคอเลสเตอรอล และทำให้หลอดเลือดแดงของหัวใจทำงานดีขึ้น รวมทั้งลดความดันโลหิต ซึ่งผลการศึกษาได้ยืนยันตรงกันว่า สาหร่ายเกลียวทองสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้จริง เมื่อระบบเลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ทำให้หัวใจได้รับสารอาหารและออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงได้ดีขึ้น หัวใจไม่ต้องทำงานหนักหัวใจไม่ต้องการเลือดเพิ่ม จึงไม่ก่อให้เกิดภาวะการขาดเลือด สุขภาพหัวใจก็จะเป็นปกติ หัวใจของมนุษย์ปกติจะเต้นราววันละ 1 แสนครั้ง หรือปีละะ 36.5 ล้านครั้ง เมื่อมีอายุ 60 ปีขึ้นไป หัวใจต้องเต้นถึง 2 พันล้านครั้ง โดยไม่หยุดพักและไม่ผิดจังหวะ แม้แต่ครั้งเดียว เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจเป็นเซลล์เนื้อเรียบที่มีความอดทนมาก แม้ในขณะที่หัวใจหยุดเต้นแล้ว เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจก็ยังไม่ยอมตาย และยังมีชีวิตอยู่ต่อไปได้นานถึง 8 นาที ถ้าสามารถแก้ไขได้ทันหัวใจก็อาจจะสามารถกลับมาเต้นทำงานเป็นปกติได้ ดังนั้น เราจึงต้องถนอมหัวใจที่ทำงานให้เราอย่างซื่อสัตย์ที่สุด และดูแลความเป็นอยู่ของหัวใจด้วยการให้อาหารที่ดี ไม่ปล่อยให้หัวใจทำงานหนัหักโหมจนเกินไป

 

12 วิธีลดโคเลสเตอรอล (ไขมันในเลือด)

(1). กินไข่พอประมาณ

  • ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเซอร์เรย์ทบทวนการวิจัยเร็วๆ นี้พบว่า ไข่ไม่ได้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คอเลสเตอรอลสูง
  • คนที่มีสุขภาพดีกินไข่วันละ 1 ฟองได้ และควรลดอาหารไขมันสูงอื่นๆ โดยเฉพาะถ้าวันไหนกินไข่ ให้ลดอาหารประเภท “ผัดๆ ทอดๆ” ในวันนั้นด้วยจึงจะดี
  • ไข่ขาวไม่มีโคเลสเตอรอล… ถ้าชอบเมนูไข่ และอยากกินไข่มากๆ อาจเลือกใช้ไข่แดง 1 ฟอง เพิ่มไข่ขาวไปอีกได้
  • แน่นอนว่า ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือมีความเสี่ยงต่อโรคสูง… ควรปรึกษาหมอที่ดูแลท่านก่อนเสมอ

(2). ลดไขมันทรานส์และไขมันอิ่มตัว

  • ประมาณ 80% มาจากการสร้างของตับเพื่อใช้ในการสร้างผนังเซลล์ น้ำดี ฮอร์โมน และวิตามิน D ที่เหลือประมาณ 20% มาจากอาหาร
  • ควรเน้นการลดอาหารไขมันสูง โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัว (มีมากในกะทิ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม น้ำมันสัตว์ ผลิตภัณฑ์นมไขมันเต็มส่วน และการกินเนื้อมากเกิน) หรือไขมันทรานส์ (มีมากในเนยขาว เนยเทียม คอฟฟี่เมต ครีมเทียม เบเกอรี อาหารฟาสต์ฟูด ขนมกรุบกรอบสำเร็จรูป) เป็นหลัก เนื่องจากอาหารเหล่านี้ทำให้ตับสร้างโคเลสเตอรอลเพิ่มขึ้น
  • การลดโคเลสเตอรอลในอาหาร (มีมากในเครื่องในสัตว์ น้ำมันสัตว์ เช่น น้ำมันหมู เนื้อติดมัน หนังสัตว์ปีก ฯลฯ อาหารทะเลที่ไม่ใช่ปลาและปลิงทะเล) มีผลน้อยกว่าการลดไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์
  • ควรลดเนื้อแดงหรือเนื้อสัตว์ใหญ่ เช่น วัว ควาย หมู แพะ แกะ ฯลฯ ลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง กินปลา สัตว์ปีกที่นำหนังออก หรือโปรตีนจากพืช เช่น ถั่ว เต้าหู้ นมถั่วเหลือง ฯลฯ แทน

 

(3). กินเส้นใย (ไฟเบอร์) ชนิดละลายน้ำ

  • น้ำดีมีโคเลสเตอรอลปนอยู่ค่อนข้างมาก ถ้าไม่กินเส้นใยชนิดละลายน้ำเลย โคเลสเตอรอลในน้ำดีจะถูกดูดซึมกลับเข้าไปในร่างกาย
  • พืชหลายชนิดมีเส้นใยชนิดละลายน้ำสูง เช่น ข้าวโอ๊ต ถั่ว นัท (ถั่วเปลือกแข็ง) ผลไม้หลายชนิด (เช่น แอปเปิล ฯลฯ) ฯลฯ ผักที่มีเมือกลื่น (เช่น กระเจี๊ยบ มะเขือเทศ ผักปัง ฯลฯ)
  • เส้นใยชนิดละลายน้ำทำให้อิ่มได้นาน เหมาะที่จะใช้เสริมในโปรแกรมลดความอ้วน ช่วยจับโคเลสเตอรอลในน้ำดี และขับออกไปทางอุจจาระ ทำให้โคเลสเตอรอลต่ำลงได้

 

(4). กินผักผลไม้และถั่ว

  • กินผักหลายๆ สี (ควรรวมหอมแดงด้วย เนื่องจากผลไม้เขตร้อนไม่ค่อยมีสี “ม่วง-คราม-น้ำเงิน” จะได้ครบสีรุ้ง) และผลไม้ที่ไม่หวานจัดทั้งผล เช่น ฝรั่ง ส้ม ส้มโอ แอปเปิล มะละกอ กล้วยไม่สุกจัด ฯลฯ วันละ 5 ส่วนบริโภคหรือ 5 เสิร์ฟ
  • 1 serving = 1 เสิร์ฟ = กล้วยขนาดกลางหรือส้มขนาดกลาง 1 ผล = ฝ่ามือไม่รวมนิ้วมือ ขนาดความหนาประมาณข้อปลายนิ้วก้อยของคนๆ นั้น ถ้าเป็นผักสุก… ปริมาตรจะลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง
  • ถั่วมีเส้นใยชนิดละลายน้ำสูง ทำให้อิ่มนาน และใช้เสริมโปรแกรมลดความอ้วนได้ (ถ้าไม่กินมากเกิน) ควรกินถั่วหรือผลิตภัณฑ์ถั่ว เช่น เต้าหู้ ฯลฯ อย่างน้อยวันละ 1 ส่วน (ประมาณ 1 กำมือ)
  • ควรลดผลไม้หวานจัด เช่น ลำไย ลิ้นจี่ ทุเรียน ฯลฯ และผลไม้แห้งให้น้อยลง (ผลไม้แห้งให้กำลังงานสูงเป็น 2-3 เท่าของผลไม้สด)
  • ไม่ควรกินผลไม้คราวละมากๆ เช่น มากเกิน 8 ชิ้นคำต่อมื้อ ฯลฯ เนื่องจากอาจทำให้น้ำตาลในเลือดสูง และตามมาด้วยไขมันไตรกลีเซอไรด์(ผู้ช่วยฝ่ายร้าย)สูงได้

 

(5). เลือกน้ำมันพืช

  • เลือกน้ำมันพืชที่มีจุดเกิดควันสูง เพื่อป้องกันมะเร็ง มีไขมันอิ่มตัวต่ำ (กะทิ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม น้ำมันหมูมีไขมันอิ่มตัวสูง) และมีไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว (monounsaturated fat) สูง เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันคาโนลา น้ำมันเมล็ดชา ฯลฯ
  • น้ำมันมะกอกมีไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียวสูง แต่ไม่ทนความร้อน เหมาะกับการทำอาหารประเภทสลัด
  • ข้อดีของน้ำมันพืชที่มีไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียวสูงคือ มีส่วนช่วยลดโคเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) ด้วย เพิ่มโคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ด้วยไปพร้อมๆ กัน
  • น้ำมันพืชที่มีไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่งสูงและจุดเกิดควันสูงคือ น้ำมันทานตะวัน ช่วยลดโคเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) แต่ไม่ช่วยเพิ่มโคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL)

 

(6). กินปลา

  • ตัวละครหลักในเรื่องโคเลสเตอรอลมี 3 ตัวได้แก่ โคเลสเตอรอลชนิดร้าย (LDL) ทำหน้าที่ขนไขมันไปทิ้งไว้ตามผนังหลอดเลือด โคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ทำหน้าที่เก็บขยะหรือคราบไขตามผนังหลอดเลือด ทำให้ผนังหลอดเลือดสะอาด และไขมันไตรกลีเซอไรด์หรือผู้ช่วยฝ่ายร้าย (triglycerides)
  • โอเมกา-3 จากปลา(ปลาทะเลมีมากกว่าปลาน้ำจืด) ช่วยลดระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ หรือผู้ช่วยฝ่ายร้ายให้น้อยลงได้
  • ปลาที่ง่ายและดีกับสุขภาพก็ไม่ใช่ปลาแสนแพงอะไรที่ไหน ปลากระป๋องในซอสมะเขือเทศกินกับหอมแดง บีบมะนาว ใส่พริก ทำยำปลากระป๋องก็ใช้ได้เลย ปลากระป๋องไม่ใช่ของดอง แต่เป็นปลาที่ผ่านความร้อน เติมซอสและเครื่องปรุงก่อนบรรจุกระป๋องอย่างดี
  • ปลาที่ดีกับสุขภาพจริงๆ ควรเป็นปลาที่ไม่ผ่านการทอด เนื่องจากเวลาทอด… น้ำมันปลาจะซึมออก น้ำมันที่ใช้ทอดจะซึมเข้า นอกจากนั้นความร้อนจากการทอดยังทำให้น้ำมันปลาบางส่วนเสื่อมสภาพกลายเป็นไขมันทรานส์ได้ด้วย

 

(7). ไม่กินข้าวหรือแป้งมากเกิน

  • การกินข้าวหรือแป้งมากเกินทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอาหารสูง ทำให้ตับสร้างไขมันไตรกลีเซอไรด์ หรือผู้ช่วยฝ่ายร้ายเพิ่มขึ้น
  • ถ้าต้องการลดความอ้วน หรืออายุ 30 ปีขึ้นไป… ควรลดข้าวลงสัก 1 ใน 3 เติมผักเติมถั่วลงไปแทน นั่งลง กินช้าๆ อิ่มแล้วหยุด กินอาหารมื้อเล็กลง วันละ 4 มื้อ (เช้า-สาย-เที่ยง-เย็น) เพื่อป้องกันไขมันไตรกลีเซอไรด์สูง
  • การศึกษาในอังกฤษพบว่า การกินซุปก่อนอาหารหรือพร้อมอาหารทำให้อิ่มได้นานขึ้น แนวคิดนี้นำไปใช้เสริมโปรแกรมลดความอ้วนได้ โดยการดื่มอาหารเหลวข้นเสริม เช่น น้ำข้าวโอ๊ต ซุป น้ำมะเขือเทศ ฯลฯ

 

(8). เปลี่ยนผลิตภัณฑ์นม

  • เปลี่ยนผลิตภัณฑ์นมไขมันเต็ม (whole milk) เป็นนมไขมันต่ำ (low fat) หรือนมไม่มีไขมัน (non-fat) และเลือกชนิดไม่เติมน้ำตาลหรือน้ำตาลต่ำเสมอ
  • นมไขมันเต็มมีไขมันอิ่มตัวสูง

 

(9). เปลี่ยนข้าวและแป้ง

  • เปลี่ยนข้าวขาวเป็นข้าวกล้อง เปลี่ยนขนมปังขาวเป็นขนมปังโฮลวีท (เติมรำ) เพื่อเพิ่มเส้นใย (ไฟเบอร์) และเพิ่มคุณค่าทางอาหาร

 

(10). ออกแรง-ออกกำลัง

  • การออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำมีส่วนช่วยลดไขมันไตรกลีเซอไรด์หรือผู้ช่วยฝ่ายร้าย ลด LDL หรือโคเลสเตอรอลชนิดเลว และถ้าออกแรงมากหรือนานพอก็เพิ่ม HDL หรือโคเลสเตอรอลชนิดดีได้ด้วย
  • ควรออกแรง-ออกกำลังเทียบเท่าการเดินเร็วอย่างน้อยวันละ 30 นาที ขึ้นลงบันไดตามโอกาส ทำงานบ้าน และหาทางออกแรงเป็นประจำ เช่น ดู TV ไปถีบจักรยานอยู่กับที่ไป ฯลฯ
  • ไม่จำเป็นต้องออกกำลังรวดเดียว 30 นาที จะออกแรง-ออกกำลังเป็นช่วงๆ เช่น คราวละ 10 นาที ฯลฯ หลายๆ ยก นำเวลามารวมกันก็ได้

 

(11). เลิกบุหรี่

  • บุหรี่มีส่วนทำให้ HDL หรือโคเลสเตอรอลฝ่ายดีลดลง การเลิกบุหรี่จะช่วยให้อะไรๆ ดีขึ้นได้มาก รวมทั้งลดการอักเสบของผนังหลอดเลือดด้วย

 

(12). ลดน้ำหนัก

  • ถ้าอ้วน อ้วนลงพุง หรือน้ำหนักเกิน… การลดน้ำหนัก 2.3-4.6 กิโลกรัมช่วยลดโคเลสเตอรอลชนิดร้าย (LDL) และผู้ช่วยฝ่ายร้าย(ไตรกลีเซอไรด์)ให้น้อยลงได้
  • วิธีตรวจว่า อ้วนลงพุงหรือไม่ ทำได้โดยใช้สายวัดรอบเอว(ตรงที่กว้างที่สุด) ผู้ชายไม่ควรเกิน 90 เซนติเมตร ผู้หญิงไม่ควรเกิน 80 เซนติเมตร
  • วิธีตรวจว่า น้ำหนักเกินหรือไม่ ทำได้โดยนำน้ำหนักเป็นกิโลกรัมมาตั้ง หารด้วยส่วนสูงเป็นเมตร 2 ครั้ง จะได้ค่าดัชนีมวลกาย (body mass index / BMI) ซึ่งคนไทยไม่ควรเกิน 22.9

แกัปัญหาผมร่วงบาง ทำให้ดกดำด้วยอาหารเสริมสาหร่ายเกลียวทอง

แกัปัญหาผมร่วงบาง ทำให้ดกดำด้วยอาหารเสริม

สาหร่ายเกลียวทองเบส เมื่อทานเป็นประจำทำให้ผมกลับมาผมดก  ผมหนาขึ้น บำรุงเส้นผมสวย แก้ปัญหาผมร่วงค่ะ

%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%874

– ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผมดูหนาขึ้น

ในปัจจุบันมีสเปรย์บางประเภทที่มีส่วนผสมของโพลิเมอร์ซึ่งจะช่วยทำให้ผมดูหนาทันทีหลังสเปรย์ผมสามารถดูหนาเพิ่มขึ้นได้ถึง20% ถึงแม้ว่านั่นจะไม่ได้เป็นผลถาวรจึงทำให้คุณต้องใช้มันอย่างสม่ำเสมอเพราะมันส่งผลต่อความมั่นใจใช่ไหมล่ะ? ทางทีดีควรแก้ที่ต้นเหตุหากผมร่วงบางก็ควรใช้ยาปลูกผมชนิดทานและทาเพื่อให้ผมจริงๆกลับมาดกดำเหมือนเดิมจะดีกว่า

– วางหวีลงซะ!

โยนมันทิ้งขยะไปซะเพราะการจัดทรงผมด้วยการหวีนั่นทำให้ผมดูบางและแบนไร้เสน่ห์แลดูน่าเบื่อเป็นที่สุดลองพยายามจัดแต่งทรงผมด้วยนิ้วมือของคุณสิแล้วคุณได้ผมใหม่ที่ดูมีความหนาและดูมีโวลลุ่ม

– เก็บซองบุหรี่ไว้ซะ!

สืบเนื่องจากผลการศึกษาจากHarvard School of Public Health in Americaการสูบบุหรี่นั่นไม่ใช่แค่ทำให้ฮอร์โมนที่ทำให้ผมร่วงเพิ่มมากขึ้นแต่ยังทำให้หลอดเลือดเล็กๆที่หล่อเลี้ยงหนังศรีษะเล็กลงอีกด้วยซึ่งหนังศรีษะเป็นที่ส่งต่อสารอาหารให้กับรากผมเพื่อการเจริญเติบโตของเส้นผมดังนั้นนอกจากสุขภาพที่ดีขึ้นที่คุณจะได้จากการเลิกสูบบุหรี่แล้วคุณยังได้ผมที่หนาขึ้นเป็นรางวัลด้วยคุณพร้อมที่จะเขี่ยซองบุหรี่ทิ้งไปรึยัง?

– ให้สายลมพัดผ่านผมคุณสิ

ไม่ได้หมายความว่าให้คุณออกไปวิ่งตากลมแต่อย่างใดแต่หมายถึงการใช้ไดรเป่าผมความร้อนปานกลางลมแรงปานกลางก่อนจัดแต่งทรงผมจะช่วยให้ผมคุณดูมีความหนาและยกตัวสวยพร้อมจัดแต่งให้หล่อเท่ห์ไปทั้งวันไม่เชื่อลองเปรียบเทียบระหว่างวันที่ใช้ไดรกับวันที่ไม่ได้ใช้สิต่างกันนะครับแต่ข้อควรระวังคืออย่าใช้ความร้อนสูงเกินไปเพราะนั่นจะเป็นการทำลายโปรตีนในเส้นผมส่งผลให้ผลเปราะหักได้

– หาทรงผมที่ดีขึ้น

ผู้ชายหลายคนพยายามที่จะแก้ปัญหาผมบางจนเห็นหนังศรีษะหรือหัวล้านด้วยการพยายามไว้ผมยาวขึ้นแล้วปัดมาปิดบริเวณที่บางหรือบริเวณที่ศรีษะล้านแต่อันที่จริงแล้วนั่นยิ่งทำให้สังเกตเห็นความบางความล้านของศรีษะได้ชัดเจนขึ้น  ถ้าคุณยังพอมีผมอยู่บ้างไม่ถึงกับล้านการตัดผมสั้นถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดผมสกินเฮดหรือผมซอยสั้นจะช่วยให้ผู้คนไม่สังเกตุถึงความหัวล้านของคุณมากขึ้นจะช่วยเบนความสนใจมาที่ใบหน้าอันหล่อเหลาของคุณแทนยังไงล่ะ ถ้าผมคุณเริ่มบางกว่าช่วงวัยรุ่นคุณอาจขอไทยแฮร์สไตลิสของคุณตัดแบบBrink-Cutting (การใช้กรรไกรตัดผมเจาะผมเป็นรูปก่ออิฐ) เพราะมันจะช่วยทำให้ผมคุณดูมีเนื้อมากขึ้นทำให้ดูหนาขึ้นด้วยสายตาของคนทั่วไป

– ปกป้องหนังศรีษะของคุณบ้าง

การยอมให้หัวคุณอบร้อนในความร้อนอันแสนแผดเผานั่นคือหายนะผมจะเปราะบางและอ่อนแอลงเพราะสูญเสียโปรตีนแสงอาทิตย์ที่รุนแรงเป็นต้นเหตุให้หนังศรีษะเกิดอนุมูลอิสระหลายชนิดขึ้นนั่นส่งผลต่อไปยังการเจริญเติบโตของเส้นผมจากกำลังโตเปลี่ยนไปเป็นการหลุดร่วง!

– อย่ารุ่นแรงมากนัก!

ผมของมนุษย์นั่นบอบบางลง3 เท่าเมื่อเปียกโดยเฉพาะหลังสระผมดังนั้นการเช็ดด้วยผ้าเช็ดตัวสุดสากพร้อมกับความรุนแรงนั้นก่อให้เกิดความเสียหายกับเส้นผมได้คุณคงไม่อยากเห็นผมของคุณบางลงเรื่อยจนกระทั่งเห็นหนังศรีษะใช่ไหมเชื่อเถอะว่าอายุเช่นคุณ(25+) สมควรที่จะมีไดรเป่าผมดีดีซักอันแล้วเพียงใช้มันด้วยลมปานกลางความร้อนต่ำเป่าผมเบาๆและใช้มือของคุณช่วยด้วยอย่างเบามือจะทำให้เส้นผมสุขภาพดีและดูหนาขึ้นด้วย

– เพิ่มพลังให้ผมด้วยถั่วเหลือง

งานวิจัยชิ้นใหม่ได้พบว่าโมเลกุลที่ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อร่างกายย่อยถั่วเหลืองสามารถหยุดการหลุดร่วงของเส้นผมที่เกิดจากกรรมพันธุ์ของผู้ชายได้ชั่วคราวเพราะมันช่วยบล็อกเอฟเฟ็กของฮอร์โมนที่กระตุ้นให้ผมร่วง

– ใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมที่เหมาะกับผมของคุณ

ถ้าคุณพยายามใช้แว๊กซ์หรือเจลเนื้อหนักกับผมที่เส้นเล็กบางนั่นคือหายนะเลยทีเดียวเพราะมันจะทำให้ผมคุณดูไร้น้ำหนักและลีบแบนหมดราศีเลยทีเดียวผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมที่เป็นมิตรกับผมบางๆของหนุ่มๆที่มีปัญหาผมร่วงที่ดีที่สุดคือผลิตภัณฑ์เนื้อมูสซึ่งจะช่วยทำให้ผมดูมีความหนาหรือมีโวลลุ่มมากขึ้นร่วมกับการใช้สเปรย์จะทำให้ผมดูยกตัวได้ดีขึ้น

– อย่ากลัวการสระผม!

ผู้ชายจำนวนมากกังวลว่ายิ่งสระผมบ่อยเท่าใดผมก็ยิ่งร่วงมากเท่านั้นแต่อันที่จริงแล้วการสระผมช่วยให้ผมดูหนาขึ้นเพราะความสกปรกความมันของหนังศรีษะทำให้ผมดูลีบบาง ควรสระผมอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง ไม่เกิน 2 ครั้ง ไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับการหลุดร่วงของผมเพียงแต่คุณเลือกแชมพูที่เหมาะกับสภาพผมผู้ชายและมีสารบำรุงที่เป็นประโยชน์ต่อหนังศรีษะช่วยลดการหลุดร่วงของเส้นผม จำไว้ว่าใช้น้ำอุณหภูมิปกติไปค่อนอุ่นนิดหน่อยจะช่วยให้ล้างแชมพูและความมันสกปรกออกได้ง่ายแต่อย่าถึงขึ้นใช้น้ำร้อนเพราะนั่นจะทำให้หนังศรีษะคุณแห้งได้

สาหร่ายเบส1

%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a22

โทร.สั่งสาหร่ายเกลียวทอง

ภูมิแพ้ ลดน้ำหนัก ช่วยนอนไม่หลับ อ่อนเพลีย ขาดสารอาหาร โรคกระเพาะ ลดด้วยสาหร่ายเกลียวทองเบส

 

ลดภูมิแพ้ ลดน้ำหนัก ช่วยนอนไม่หลับ อ่อนเพลีย ขาดสารอาหาร โรคกระเพาะ ลดด้วยสาหร่ายเกลียวทองเบส

 

สาหร่ายเกลียวทองเบส

 

 

สาหร่ายเบส
สาหร่ายเกลียวทอง Best แหล่งอาหารโปรตีนคุณภาพสูง สาเหตุสำคัญทำไมเราจึงพบผู้ป่วยด้วยโรคตับมากขึ้นนั้น เกิดจากการติดเชื้อไวรัสจากการกินอาหารที่ไม่เหมาะสม การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป การทานยารักษาโรคเป็นระยะเวลานาน พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นที่มาของความพิการของตับ มีรายงานว่า 40% ของความพิการของตับนั้น มีสาเหตุเนื่องมาจากการใช้ยารักษาโรคเป็นระยะเวลานาน
     พาเธค(Pateck) ได้ตีพิมพ์ผลการรักษาโรคตับแข็งโดยการใช้สารอาหารที่มีโปรตีนคุณภาพสูง ทั้งนี้เพราะมองเห็นว่าพลังงานที่จะทำให้เซลล์ของตับกลับคืนสู่สภาวะปกติได้ นั้นต้องใช้ปริมาณสารอาหารจำพวกโปรตีนมากกว่าปกติหลายเท่า จึงจะทำให้ระบบการทำงานของตับกลับคืนสู้ภาวะปกติได้
      สาหร่ายเกลียวทอง Best จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่จะเป็นอาหารเสริมในอุดมคติ เหตุผลสำคัญก็คือ สาหร่ายเกลียวทอง Best มีปริมาณโปรตีนมากถึง ุ69.5 % โดยน้ำหนักแห้ง และมีอัตราการดูดซึมที่ดีเยี่ยมถึง 95.1% ทั้งนี้เพราะสาหร่ายเกลียวทอง ฺBest เป็นสาหร่ายหลายเซลล์ที่มีผนังเซลล์บางทำให้สามารถถูกดูดซึมได้ง่าย จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยโรคตับ
สาหร่ายเกลียวทอง คือ สาหร่ายสไปรูลินา (Spirulina) สายพันธุ์ไทยที่ได้รับการยกย่องจากสถาบันและองค์กรสากลระดับโลก ให้เป็นราชันย์แห่งสาหร่ายที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงที่สุดในโลกและเป็น อาหารแห่งอนาคต
จำหน่ายผลิตภัณฑ์สาหร่ายเกลียวทอง สาหร่ายสไปรูลินา ฺSpirulina ของแท้จากธรรมชาติ 100% ราคาถูก ที่ สขภาพดี24ชม.com+สุขภาพดี 24 ชั่วโมง สาหร่ายเกลียวทอง (สาหร่ายสไปรูลิน่า) คืออะไร สาหร่ายเกลียวทอง คือ สาหร่ายหลายเซลล์ สีเขียวแกมน้ำเงินที่อุดมด้วยคุณค่าทางสารอาหารครบ 5 หมู่ เพรียบพร้อมด้วยวิตามิน และเกลือแร่ที่ร่างกายต้องการย่อยสลายและดูดซึมง่าย เซลล์ต่างๆของร่างกายสามารถนำไปใช้ได้อย่างรวดเร็วและไม่มีผลข้างเคียงเมื่อรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน สาหร่ายเกลียวทอง หรือ สาหร่ายสไปรูลิน่า(spirulina) การค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสาหร่ายเริ่มมากขึ้นเมื่อพบว่ามีสาหร่ายบางชนิดมนุษย์ได้ใช้เป็นอาหารมานานกว่า 500 ปี ใน ค.ศ. 1521 ( พ.ศ. 2064 ) ได้มีการรายงานซึ่งพบจากบันทึกของกองทัพคอร์ตเตส(Cortez's Troops)ว่าชาวเม็กซิกันกินอาหารเป็นพวกสาหร่ายชนิดหนึ่ง โดยชาวพื้นเมืองปลูกในทะเลสาบ ( Lake Texcoco ) เก็บมาตากแห้งแล้วนำมาขายในตลาดเพื่อใช้เป็นอาหาร ในยุคของการตื่นตัวเรื่องสุขภาพ และความระมัดระวังที่จะเลือกอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ทำให้มีการศึกษาในหลายสถาบันเพื่อให้ได้อาหารที่เป็นอุดมคติของนักโภชนาการนำมาซึ่งการค้นพบสาหร่ายพืช ขนาดจุลินทรีย์ชนิดหนึ่ง ซึ่งเรียกชื่อต่อมาว่า สไปรูลิน่า Spirulina สารอาหารใน...สาหร่ายเกลี่ยวทองเป็นที่น่าทึ่งมากว่า สาหร่ายเกลียวทอง ประกอบด้วยสารอาหารหลากหลายที่ทรงคุณค่ามากกว่าเนื้อสัตว์ และพืชชนิดอื่นๆ เปรียบเสมือนโรงงานผลิตอาหารของโลกทีเดียว - มีโปรตีนซึ่งสูงกว่า เนื้อ นม ไข่ ถึง 3 เท่า - มีกรดอะมิโนครบถ้วน 18 ชนิด และเรียงตัวกันอย่างสมดุล - อุดมไปด้วยวิตามิน B1 , B2 , B6 , B12 , C , E และ H ซึ่งวิตามิน B12 มีมากกว่าในตับถึง 250% - มีเบต้าแคโรทีนมากกว่าแครอทถึง 20 เท่า - มีธาตุุเหล็กมากกว่าอาหารชนิดอื่น ๆ ถึง 12 เท่า - มีซิลีเนียม สังกะสี และธาตุอื่นๆ ที่จำเป็นต่อร่างกายครบถ้วน - มีกรดไขมันแกมมาไลโนเลนิก ที่ช่วยลดคลอเลสเตอรอลในเส้นเลือดมากกว่า 170 เท่าของที่มีในน้ำมันพืช - มีคลอโรฟิลล์ในปริมาณที่มากกว่าพืชชนิดใดๆ สาหร่ายเกลียวทอง คือ โปรตีน ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโนหลายชนิดในสัดส่วนที่เหมาะสม ในสาหร่ายเกลียวทองนั้น มีคุณค่าทางอาหารเหนือกว่าอาหารชนิดอื่น คือมีปริมาณโปรตีนถึงกว่า 65% ของน้ำหนักแห้ง ซึ่ง สูงกว่าปริมาณโปรตีนที่มีในเนื้อสัตว์หรือในไข่ถึง 3/2 เท่า ถือว่า สาหร่ายเกลียวทอง เป็นอาหารพิเศษที่ประกอบด้วยเนื้อโปรตีนแท้ๆ นอกจากนี้ยังประกอบด้วย คลอโรฟิลล์ และ ไฟโคไซยานิน จำนวนมาก มีโปรวิตามิน ซึ่งเป็นสารที่เปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ ซึ่งเป็น คุณสมบัติเฉพาะของสาหร่ายเกลียวทอง จะเห็นว่าสาหร่ายเกลียวทอง มีสีเขียวแกมน้ำเงิน และรวมไปถึงทั้งกรดอะมิโนที่ร่างกายต้องการ เราลองมาดูตารางเปรียบเทียบ สาหร่ายเกลียวทอง (แห้ง) เปรียบเทียบปริมาณ โปรตีน นอกจากนั้น สาหร่ายเกลียวทอง ยังประกอบไปด้วย กรดอะมิโน ที่จำเป็นต่อร่างกาย ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ซึ่งในสาหร่ายเกลียวทอง มี กรดอะมิโน ทั้ง 18 ชนิด ที่ร่างกายต้องการดังนี้คือ 1. ไอโซลิวซีน จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโต และพัฒนาการเรียนรู้ (IQ) 2. ลิวซีน กระตุ้นการทำงานของสมอง เพิ่มกำลังให้กล้ามเนื้อ ช่วยให้เซลล์ประสาทแข็งแรงขึ้น 3. ไลซีน ทำให้ระบบเส้นเลือดแดงแข็งแรง ควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์ 4. เมไทโอ นีน บำรุงรักษาตับ ต้านความเครียด ทำให้ประสาทผ่อนคลาย 5. เฟนนิลอะลา นีน ใช้สร้างไทรอกซิน กระตุ้นกอัตราการย่อย และสลายอาหารเพื่อเป็นพลังงาน 6. ทรีโอนีน ทำให้ลำไส้ทำงานดีขึ้นเพิ่มการดูดซึม 7. แวลี ช่วยกระตุ้นความจำ 8. อะลานีน ทำให้ผนังเซลล์แข็งแรง 9. แอสพาร์ติก ช่วยเปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาล 10. อาร์จินีน เป็นส่วนประกอบของน้ำเชื้อเพศชาย และช่วยในการกำจัดสารพิษ 11. ทริพโตเฟน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของวิตามินบี จิตใจเยือกเย็นสงบ 12. กลูตามิก นำกลูโคสเข้าสู่เซลล์สมอง ช่วยลดพิษอัลกอฮอล์ และช่วยทำให้มีสติ 13. อีสติตีน ช่วยให้การส่งผ่านความรู้สึกของระบบประสาทดีขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องหู 14. ซีลีน ช่วยในการสร้างเยื่อหุ้มรอบเส้นประสาท เพื่อป้องกันอันตรายในเส้นประสาท 15. ซีสทีน บำรุงตับอ่อน ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด 16. โปรตีน เป็นสารต้นตอของกลูตามิกแอซิด 17. กลัยซีน เพิ่มพลังงานและการใช้ออกซิเจนของเซลล์ 18. ไทโรซีน ชะลอความแก่ของเซลล์ ในประเทศสหรัฐอเมริกายังไม่เคยมีการศึกษาทดลองใช้ สาหร่ายเกลียวทอง และศึกษาผลของสาหร่ายเกลียวทอง ที่มีต่อสุขภาพของมนุษย์ ถึงแม้จะเป็นที่ยอมรับมาเป็นเวลานานแล้วว่า สาหร่ายเกลียวทองมีคุณค่าทางโภชนาการอย่างยิ่งก็ตามในทางกลับกันแพทย์ชาวญี่ปุ่นและเม็กซิกันกลับให้ความสนใจ อย่างลึกซึ้งในการนำสาหร่ายเกลียวทองไปใช้เสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้แก่ มนุษย์ การศึกษาวิจัยส่วนใหญ่แสดงให้เห็นว่าสาหร่ายเกลียวทองเป็นสิ่งที่ใช้เสริมการรักษาของแพทย์ และให้ผลดี โดยเฉพาะในกลุ่มคนไข้ที่มีภาวะทุพโภชนาการเรื้อรัง เป็นสาเหตุของ โรค อย่างไรก็ดี มีตัวอย่างบางกรณี ที่แสดงถึงความสามารถของสาหร่ายเกลียวทอง ในการทำให้เกิด การรักษาตนเอง ที่ทำให้เราทราบว่า มีเรื่องที่มนุษย์ยังไม่ล่วงรู้อีกมากมายเกี่ยวกับคุณสมบัติต่างๆ ของสาหร่าย ขณะนี้องค์การอาหารและยาได้จัดสาหร่ายเกลียวทองเป็นเพียงผักชนิดหนึ่งเป็นอาหารเหมือนเช่นอาหารที่รับประทานทั่วไป ดังนั้นจึงไม่ควรที่จะแอบอ้าง สรรพคุณในการรักษาโรค แต่อาหารที่ดีก็เปรียบเสมือนยาวิเศษ สำหรับผู้ป่วยควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ ควบคู่ไปกับการใช้ยาแผนปัจจุบัน ซึ่งสาหร่ายเกลียวทองจะช่วยเสริมและขยายอำนาจการรักษาของยา นอกจากนี้ยังเหมาะสำหรับผู้ที่มีสุขภาพดีอยู่แล้วเพื่อเป็นปราการในการป้องกันโรคหรือผู้ที่มีสภาพต่างๆ ดังนี้ เช่น - เหนื่อยง่าย - เป็นหวัดง่าย - วิงเวียนศรีษะอยู่เสมอ - รู้สึกเจ็บถึงกระดูกเมื่อกดเนื้อเบาๆ - หญิงมีครรภ์ กินผัก - กินผักสีเขียวหรือผักสีเหลืองไม่เพียงพอ - ไม่รับประทานอาหารเช้า - กำลังอดอาหารเพื่อลดความอ้วน - ชอบหรือไม่ชอบอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งอย่างรุนแรงจนก่อให้เกิดอาการขาดสาร อาหาร - มีอาารท้องผูกเป็นประจำ อาการผิดปกติในร่างกายที่ทำให้เกิดโรคนั้นมีหลายอย่าง และกว่า 90% ของอาการผิดปกตินั้น เกิดจากการรับประทานอาหารที่บกพร่องไม่เพียงพอหรือไม่ ถูกส่วน คุณค่าทางโภชนาการของสาหร่ายเกลียวทอง สาหร่ายเกลียวทองมีสารอาหารครบ 5 หมู่ที่ร่างกายต้องการในสัดส่วน ที่สมดุลโดยเฉพาะโปรตีนในสาหร่ายเกลียวทอง จุดเด่นคือ มีกรดอะมิโนถึง 18 ชนิด ใน 18 ชนิด มีกรดอะมิโนจำเป็น ครบสมบูรณ์ นี่คือเหตุผลที่ว่า สาหร่ายเกลียวทอง คืออาหารแห่งอนาคต (Food of the Future) ปริมาณของสารอาหารต่าง ๆ ในสาหร่ายเกลียวทอง สาหร่ายเกลียวทองมีปริมาณ โปรตีนมากถึง 60 % ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าแหล่งอาหารอื่น ๆเช่น เนื้อสัตว์ ย่อยได้จริง แค่ 20- 30 % นอกจากโปรตีน สาหร่ายยังมีสารอาหารที่จำเป็นอื่น ๆ อีกมากมาย อาทิเช่นวิตามิน ซี, บี 1,บี 2,บี 5, บี 6,บี 12,เบต้าแคโรทีน, แคลเซียม,แมกนีเซียม, เหล็ก,สังกะสี, ไขมันจำเป็น แกมม่าไลโนเลนิก เป็นต้น คลอโรฟิลล์ในสาหร่ายเกลียวทอง ในระหว่างปี 2563 – 2473 ได้มีการวิจัยอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการใช้ คลอโรฟิลล์ เป็นยารักษาโรคเบื้องต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิจัยซ้ำถึงคุณค่าของคลอโรฟิลล์ในทางเภสัชกรรมเพื่อใช้เป็นยารักษาโรค คุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมของคลอโรฟิลล์ ดึงดูดความสนใจอย่างมาก และต่อไปนี้คือ คุณสมบัติของคลอโรฟิลล์ที่มีมากในสาหร่ายเกลียวทอง (สไปรูลิน่า) 1. คลอโรฟิลล์มีผลทางการเร่งประสิทธิภาพการทำงานของเนื้อเยื่อ และอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายให้สูงขึ้น ตัวอย่างเช่น ในการทดลองเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ และเส้นประสาท พบว่า คลอโรฟิลล์ช่วยในการส่งผ่านกระแสสิ่งเร้าไปยังกล้ามเนื้อและเส้นประสาทกล้ามเนื้อ เส้นประสาทที่อ่อนล้าไม่ยอมทำงานก็กลับทำงานได้เมื่อมีการให้คลอโรฟิลล์ 2. คลอโรฟิลล์มีผลต่อกล้ามเนื้อหัวใจ คือ การหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจดีขึ้นเพราะระยะเวลา การคลายตัวนานขึ้น การทำงานโดยส่วนรวมของหัวใจก็ดีขึ้นและเนื่องจากเส้นโลหิตฝอยมีการขยายตัวดีขึ้น ดังนั้นจึงมีทางเป็นไปได้ที่ความดันเลือดลดลงด้วย ยิ่งไปกว่านั้นถ้าฉีดคลอโรฟิลล์เหลวขนาดที่ 1/2000 (1/2000 TH) เข้าทางหัวใจที่หยุดทำงานแล้ว เนื่องจากยาพิษหรือหัวใจอ่อนล้าหัวใจก็กลับทำงานใหม่ได้ 3. คลอโรฟิลล์ช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น ทั้งนี้เพราะมันช่วยกระตุ้นการบีบรูดของลำไส้ส่วนปลาย 4. คลอโรฟิลล์ช่วยให้คลอดลูกง่าย เพราะคลอโรฟิลล์ช่วยให้การบีบรัดตัวของกล้ามเนื้อ มดลูกแรงขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อการคลอด 5. คลอโรฟิลล์ช่วยส่งเสริมการงอกใหม่ของเซลล์ 6. คลอโรฟิลล์เป็นสารที่ช่วยเพิ่มปริมาณเลือด เนื่องจากคลอโรฟิลล์มีผลทางการกระตุ้นอวัยวะที่ช่วยสร้างเลือดคล้ายคลึงกับธาตุเหล็กเรื่องที่คลอโรฟิลล์มีความสัมพันธ์กับการสร้างเลือดนั้นเป็นที่น่าสนใจอย่างมากของนักวิทยาศาสตร์และแพทย์ นอกเหนือจากความสนใจในความคล้ายคลึงกันมากของโครงสร้างของคลอโรฟิลล์และฮีโมโกลบิน 7. คลอโรฟิลล์ช่วยป้องกันไม่ให้บาดแผลติดเชื้อ และช่วยให้มีการสร้างเซลล์ใหม่ ได้มีการทดลองใช้คลอโรฟิลล์ในการรักษาการสกัดคลอโรฟิลล์ จึงเข้าว่าสารที่ให้ผลในการฆ่าเชื้อนั้นไม่ใช่คลอโรฟิลล์ แต่เป็นคาโรทีน(มีพบในใบไม้สีเขียวคู่กับคลอโรฟิลล์และในร่างกายของสัตว์รงควัตถุตัวนี้จะถูกสลายกลายเป็นวิตามินเอ) ต่อ ๆ มาก็ได้มีการค้นพบว่าธาตุแมกนีเซียมในคลอโรฟิลล์ มีบทบาทอย่างสำคัญในการรักษาบาดแผล คลอโรฟิลล์ยังมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อและทำหน้าที่ในการป้องกันการเกิดแบคทีเรีย ดังนั้นจึงป้องกันมิให้แผลติดเชื้อ และช่วยให้มีการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นอีกด้วย ดังนั้นคลอโรฟิลล์จึงเท่ากับทำประโยชน์ได้ถึงสองเท่า 8. คลอโรฟิลล์ขจัดกลิ่นเหม็นของแผล เพราะเมื่ออะแนโรบิคแบคทีเรีย (แบคทีเรียที่เจริญเติบโตในที่ไม่มีออกซิเจน ซึ่งจะตายเมื่อถูกอากาศ เช่น แบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในดินและเชื้อบาดทะยัก) เข้าไปในบาดแผลมันก็จะมีฤทธิ์มากขึ้นและก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นซึ่งคลอโรฟิลล์จะทำหน้าที่ขจัดกลิ่นนี้ออกไป 9. คลอโรฟิลล์มีคุณสมบัติเป็นสารดูดความชื้นทำให้แผลแห้ง และช่วยลดการคัดหลั่ง และยิ่งกว่านั้นคือ ไม่มีผลข้างเคียงเลยและจากการใช้คลอโรฟิลล์สามารถลดการใช้ยาปฏิชีวนะได้ถึง 50% 10. รักษาแผลเปื่อยในกระเพาะอาหารและการอักเสบของทางเดินอาหาร คนญี่ปุ่นจำนวนมากต้องทรมานด้วยโรคทางเดินอาหาร จึงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ทราบว่า คลอโรฟิลล์ใช้ได้ดีกับโรคหลายโรค เช่น โรคแผลเปื่อยในกระเพาะ, โรคมีกรดมากเกินไปในกระเพาะ, โรคกระเพาะอักเสบเรื้อรัง และสภาพการหย่อนยานของกระเพาะ (สภาพกระเพาะอาหารขาดกำลัง) ในกรณีที่มีกรดมากเกินไปในกระเพาะ คลอโรฟิลล์จะช่วยในการควบคุมความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร (Gastrix Juice) เช่น ถ้ากินคลอโรฟิลล์เข้าไปก็จะไปทำลายสภาพความเป็นกรดในกระเพาะอาหารให้เกิดความเป็นกลางยิ่งไปกว่านั้นในกรณีที่เป็นแผลเปื่่อยในกระเพาะอาหารและมีการตกเลือดแฝงในกระเพาะอาหาร (Gastric Juice occult bolld test) เมื่อกินสาหร่ายเกลียวทอง(สไปรูลิน่า) ติดต่อกันเป็นประจำ อาการตกเลือดแฝงนี้จะหายไป อาการอื่น ๆ เช่น ปวดท้อง คลื่นเหียนซึ่งมักพบเสมอในผู้ป่วยโรคดังกล่าวจะหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อกินคลอโรฟิลล์ คลอโรฟิลล์ช่วยป้องกันแผลเปื่อยในกระเพาะอาหารได้อย่างไร สาหร่ายเกลียวทองสมมุติฐานที่ดีที่สุด เห็นจะเป็นเพราะว่าคลอโรฟิลล์ทำปฏิกิริยากับเพปซิน และควบคุมปฏิกิริยาการย่อยของเพปซิน (เอนไซม์มีหน้าที่ย่อยโปรตีน น้ำหลั่งในกระเพาะอาหารเพปซินร่วมกับกรดโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรดเกลือทำการย่อยสลายโปรตีนให้เป็นโพรทิเอสและเปปโตน) ในการทดลองได้แสดงให้เห็นว่า คลอโรฟิลล์ ช่วยควบคุมการย่อยอาหารยิ่งไปกว่านั้นคลอโรฟิลล์ยังมีผลต่อต้านโรคภูมิแพ้ในกระเพาะอาหาร, โรคแผลเปื่อยในกระเพาะอาหารอันเกิดจากการเป็นโรคภูมิแพ้มาก่อน เช่นเดียวกับโรคภูมิแพ้ในส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ประสิทธิภาพของคลอโรฟิลล์เริ่มเป็นที่รู้จักกันในแวดวงของศัลยกรรมโรคผิวหนังและนรีเวชวิทยาตลอดจนจักษุวิทยา จมูกและคอ รวมทั้งทันตกรรมด้วย สาหร่ายเกลียวทอง เป็นที่ทราบกันแล้วว่า ยาสำหรับโรคกระเพาะอาหารอักเสบ หรือโรคแผลเปื่อยในกระเพาะอาหารนั้นต้องมีคลอโรฟิลล์ผสมอยู่ด้วย ทั้งนี้เพราะคลอโรฟิลล์เป็นสารที่ให้ผลทางการรักษาอาการอักเสบของเยื่อบุในกระเพาะอาหารและเยื่อบุหลอดลม สาหร่ายเกลียวทองผนังกระเพาะอาหารจะทำหน้าที่ผลิตน้ำย่อย ซึ่งเป็นน้ำย่อยที่มีประสิทธิภาพ ยิ่งสามารถย่อยชิ้นเนื้อชิ้นหนึ่งได้ภายในเวลาประมาณ 20 นาที และเพื่อป้องกันไม่ให้ผนังกระเพาะอาหารเกิดการอักเสบเนื่องจากน้ำย่อยชนิดนี้ กระเพาะจะมีเยื่อมูกบุภายนอกอีกชั้นหนึ่ง อย่างไรก็ตามเมื่อคนเกิดความกังวล หรือเมื่อมีความเครียดระบบป้องกันของกระเพาะอาหารก็จะทำงานไม่เต็มที่ น้ำย่อยที่ผลิตจากผนังกระเพาะ ก็จะทำการย่อยกระเพาะเสียเองทำให้เกิดรูแผลในผนังกระเพาะ นี่คือโรคกระเพาะอาหารอักเสบ แต่ถ้าเป็นมากเรียกโรคแผลเปื่อยในกระเพาะอาหาร และในปัจจุบันดูเหมือนว่า 8% ของคนไข้โรคแผลเปื่อยในกระเพาะอาหารจะมีสาเหตุมาจากความเครียดมากกว่าการกินอาหารมากเกินไป สาหร่ายเกลียวทองในปัจจุบัน พบโรคแผลเปื่อยในกระเพาะอาหารแม้ในเด็กชั้นประถม สาเหตุโดยตรงก็ดูเหมือนจะเป็นความเครียด อันเนื่องมาจากต้องเข้าสอบในสนามสอบแข่งขันตั้งแต่ยังเล็กตามระบบการศึกษาของญี่ปุ่น ประโยชน์ของ คลอโรฟิลล์ ที่มีมากใน สาหร่ายเกลียวทอง Best 1. ทำให้บาดแผลหายเร็ว 2. ช่วยให้เส้นประสาทที่อ่อนล้าไม่ยอมทำงาน ให้กลับมาทำงานได้ 3. การหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจดีขึ้น เสริมธาตุเหล็กให้กับกล้ามเนื้อหัวใจ 4. เพิ่มปริมาณเลือดในผู้ป่วยโรคโลหิตจาง 5. เส้นเลือดฝอยมีการขยายตัวดีขึ้น ความดันโลหิตลดลง 6. การขับถ่ายดีขึ้น เพราะช่วยกระตุ้นการบีบรูดของลำไส้ 7. ทำความสะอาดลำไส้ และขจัดกลิ่นจากลำไส้ 8. แก้ปัญหาเส้นเลือดขอด ทำให้เลือดไหลเวียนบริเวณขาดีขึ้น 9. ระงับปวด เช่นปวดจากบาดแผล ริดสีดวงทวาร และอาการอักเสบในร่างกาย 10. ขจัดกลิ่นเหม็นของแผล และกำจัดกลิ่นตัว 11. ป้องกันการติดเชื้อ และสร้างเซลล์ใหม่ 12. เสริมสมรรถภาพตับ รวมทั้งบรรเทาโรคตับอักเสบ 13. แผลเปื่อยในกระเพาะอาหาร และการอักเสบของทางเดินอาหาร 14. ควบคุมความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร 15. ขับสารพิษ 16. ควบคุมการย่อยอาหาร 17. คลอดบุตรง่าย 18. ปรับระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน 19. ไข้หวัด , เสริมสุขภาพในรายที่เป็นหอบหืด 20. อาการเจ็บคอ ทอนซิลอักเสบ สาหร่ายเกลียวทอง ได้รับการยอมรับจากสถาบันชั้นนำทั่วโลก พ.ศ. 2571 UN ( United Nation ) องค์การสหประชาติ ประกาศในที่ประชุมอาหารโลกว่า ไม่มีพืชชนิดใดที่จะให้คุณค่าหลากหลายเท่ากับ สาหร่ายเกลียวทอง ( THE MOST IDEAL FOOD FOR MANKIND ) อาหารและเกษตรแห่งสหประชาติ แนะนำว่าสาหร่ายเกลียวทองเป็นอาหาร พ.ศ.2517 FAO ( Food and Agriculture Organization ) องค์การ ที่ดีที่สุดสำหรับอนาคต ( The best food for tomorrow ) พ.ศ.2524 FDA ( Food and Drug Administration ) องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (อย.) รับรองว่า สาหร่ายเกลียวทอง เป็นแหล่งอาหารเสริมที่ดีที่สุดเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ปลอดภัย และไม่มีีผลข้างเคียงที่เป็นพิษ พ.ศ.2535 WHO ( World Health Organization ) องค์การอนามัยโลกประกาศว่า สาหร่ายเกลียวทอง เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในคริสตวรรษที่ 21 จุดเด่นของสาหร่ายเกลียวทอง สไปรูลิน่า คือ สาหร่ายชนิดหนึ่ง เป็นอาหารพื้นเมืองของประชาชนในประเทศ เม็กซิโก และ อัฟริกา มันเป็นสาหร่ายสีน้ำเงิน-เขียว(Blue Green Algae) ที่ขึ้นได้ดีในเขตร้อน และในบริเวณน้ำจืด หรือน้ำกร่อยที่มีลักษณะเป็นด่าง สาหร่ายสไปรูลิน่า ดังเพราะมีวิตามิน บี12 มีเม็ดสี และผนังเซลล์อื่น สไปรูลิน่า มีชื่อเสียงเพราะเป็นแหล่งวิตามิน บี12 ซึ่งตามธรรมชาติวิตามินนี้จะไม่มีในพืช แต่มีมากในเนื้อสัตว์ และมีเม็ดสี (Phytopigment) ที่วงการโภชนาการยอมรับว่า สำคัญต่อสุขภาพมนุษย์และสัตว์ผู้บริโภค คือ เม็ดสีน้ำเงินของไฟโคไซยานิน (Phycocyanin) สีเขียวของคลอโรฟิลล์ (Cholrophyll) และสีเหลืองของคาโรทีน (Carotene) จุดเด่นของสาหร่ายสไปรูลิน่าอีกอย่างคือ การที่มีผนังเซลล์อ่อน (Soft Cell Wall) เพราะไม่มีเซลลูโลส (Cellulose) เหมือนพืชอื่น ๆ ที่ทำให้ผนังของเซลล์แข็ง การที่ผนังเซลล์ของสไปรูลิน่ามีแต่น้ำตาลกับโปรตีน ทำให้ตัวมันย่อยง่ายกว่าพืชทุกชนิดอันเป็นความแตกต่างที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ ความสำคัญของเม็ดสีน้ำเงิน – เขียว (Blue – Green Pigment) เม็ดสีที่เป็นสีน้ำเงินเข้ม คือ ไฟโคไซยานิน (Phycocyanin) มีสูงถึงร้อยละ 14 โดยน้ำหนัก ซึ่งไฟโคไซยานินนี้ให้ผลดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง ดังได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น พืชอื่น ๆ มีไฟโคไซยานินน้อยกว่ามาก และแม้แต่สาหร่ายบางชนิดก็ไม่มีเลย เม็ดสีที่เป็นสีเขียว คือ คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) ได้ใช้เป็นยาใส่แผลในสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะมันมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อโรคลดการอักเสบและบวม คลอโรฟิลล์ช่วยการฟื้นตัวของเซลล์ตับที่อักเสบ และขยายหลอดเลือด ทำให้ระบบไหลเวียนของโลหิตใน ร่างกายดีขึ้น สาหร่ายเกลียวทอง "อาหารดีคือยาวิเศษ" ในยุคปัจจุบันพฤติกรรมในการบริโภคของคนเปลี่ยนไปเนื่องจากการใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบของคนในสังคม ทำให้คนส่วนใหญ่ละเลย และขาดการเอาใจใส่ดูแลสุขภาพของตนเอง โดยเฉพาะในเรื่องของการออกกำลังกายที่ผู้คนให้ความสนใจน้อยมาก ในทางกลับกัน ผู้คนหันมาบริโภคอาหารที่ติดฉลากว่าเป็น "อาหารเพื่อสุขภาพ" หรือ"อาหารธรรมชาติ" ซึ่งวางขายในท้องตลาดและ หนึ่งในจำนวนนั้นที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง คือ "สาหร่ายเกลียวทอง (Spirulina) " ”ซึ่งได้รับการขนานนามว่า " "อาหารทิพย์จากสวรรค์" "อาหารแห่งอนาคต" "อาหารเพื่อชาวโลก" และ "อาหารมหัศจรรย์" นางเจียมจิตต์ บุญสม ผู้อำนวยการด้านการวิจัยบริษัท กรีนไดมอนด์ จำกัด เป็นผู้ให้ชื่อภาษาไทยของสาหร่ายสไปรูลิน่า ว่า "สาหร่ายเกลียวทอง" คำว่าสไปรูลิน่ามาจากคำว่า สไปรัล (Spiral) ในภาษาอังกฤษ ซึ่งหมายถึงรูปเกลียววนแบบขดหอย สาหร่ายเกลียวทองมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมคือประเทศเม็กซิโกและทวีปแอฟริกา ซึ่งชนเผ่าพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในแหล่งต่างๆเหล่านี้ได้ใช้เป็นอาหารประจำวันมาเป็นเวลาหลายพันปี สาหร่ายเกลียวทองเป็นสาหร่ายเซลล์เดียวที่อยู่ในตระกูล สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินไม่ีมีรถชาติมีจำนวนทั้งหมด 35 สายพันธุ์ แต่บางสายพันธุ์ก็ไม่เหมาะที่จะใช้เป็นอาหารเนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการต่ำและสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ สายพันธุ์เม็กซิโกซึ่งสามารถเจริญได้ดีที่อุณหภูมิ 35-36.6 องศาเซลเซียส อันเป็นระดับเดียวกับเลือดของมนุษย์และขึ้นได้ดีในแหล่งน้ำที่ค่อนข้างเค็มในเขตศูนย์ สูตร เกลียวของสาหร่ายชนิดนี้จะเปลี่ยนไปตามอุณภูมิ ค่า pH และสารอาหารที่มันได้รับ สาหร่ายชนิดนี้มีขนาดเล็กมาก ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ในการศึกษา ข้อความในหนังสือ "The Secret of Spirulina" ซึ่งนางเจียมจิตต์ บุญสม แปลเป็นภาษาไทยว่า "ความลับของสาหร่ายเกลียวทอง"ได้กล่าวถึงสาหร่ายชนิดนี้ว่า ในอดีตกาลชาวมายันที่อาศัยอยู่แถบแหลม Yucatan ในอเมริกากลางมีชีวิตอย่างเรียบง่าย ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เป็นป่าดงดิบ ไม่สามารถทำการเกษตรได้ หลังจากทำไร่เลื่อนลอยจนดินเสื่อมพวกมายันได้สร้างบ่อเพาะเลี้ยงพืชที่มีลักษณะเป็นแพสีเขียวขึ้นซึ่งอาจจะเป็นบ่อเพาะสาหร่ายเกลียวทอง อยู่ท่ามกลางป่าดงดิบที่ถูกแผ้วถางแล้ว มีระบบระบายน้ำที่สลับซับซ้อนที่ดูเหมือนจะป้องกันน้ำท่วมบ่อ นักโบราณคดีได้ค้นพบเรื่องราวเหล่านี้และสรุปว่าถึงแม้ฝนจะตกถึง 70-90 นิ้วต่อปี ระบบระบายน้ำคงจะไม่สร้างขึ้นเพื่อการชลประทานเพาะปลูกทั่วไป น่าจะเป็นการบำรุงรักษาบ่อสาหร่ายมากกว่า ซึ่งน่าจะเป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นว่าได้มีการพัฒนาฟาร์มสาหร่ายของชาวมายัน เพื่อเลี้ยงประชากร 2 ล้านคน มากกว่าที่จะเพาะปลูกการเกษตรทั่วไป ดังนั้นจึงแสดงให้เห็นว่าสาหร่ายเกลียวทองได้ถูกนำมาใช้เป็นอาหารเลี้ยงประชากรมาตั้งแต่สมัยอดีตกาลมาแล้ว นอกจากนี้หนังสือ "The Secreat of Spirulina" ยังได้กล่าวถึงปริมาณโปรตีนของสาหร่ายเกลียวทอง (แห้ง)เมื่อเปรียบเทียบกับอาหารชนิดอื่นไว้ดังนี้ - เนื้อวัว 18-20% - ถั่วเหลือง 33.35% - ไข่ 10-25% - ปลาทู ปลาอินทรีย์ 20% - ข้าวสาลี 6-10% - คลอเรลลา 40-56% - ข้าวเจ้า 7% - สาหร่ายเกลียวทอง 69.5-71% คณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุขได้ให้ข้อมูลว่าสาหร่ายเกลียวทองเป็นสาหร่ายที่มีโปรตีนสูงถึง 60-70% เมื่อเปรียบเทียบกับพืชชนิดอื่นๆ เช่น ถั่วเหลือง ซึ่งให้โปรตีนเพียง 37% และยังพบว่าโปรตีนของสาหร่ายเกลียวทองมีปริมาณสูงกว่าเนื้อสัตว์นอกจากนี้ยังประกอบไปด้วยกรดแกมม่าไลโนเลนิก(GLA) ซึ่งกรดนี้มีคุณสมบัติช่วยลดไขมันในเลือด ลดความดันโลหิตบรรเทาอาการข้ออักเสบ ปวดประจำเดือน และสิวฝ้า, วิตามิน B12 ซึ่งถ้าขาดวิตามินนี้ก็จะทำให้เกิดโรคโลหิตจางได้ , วิตามิน A ซึ่งอยู่ในรูปเบตาแคโรทีน มีบทบาทในการลดอนุมูลอิสระ ดังนั้นจึงนำมาใช้เป็นสารต้านมะเร็งชนิดต่างๆ และสาหร่ายนี้ยังเป็นแหล่งที่มีวิตามิน E, วิตามิน C ,วิตามิน B1, B12 และไนอาซีนสูง นอกจากวิตามินต่างๆแล้วยังมีเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกายอีกมากมาย เช่น ธาตุเหล็ก สังกะสี แมงกานีส ทองแดง เซเลเนียม แคลเซียม และยังประกอบด้วยสีเขียวของคลอโรฟิลล์อีกด้วย จากรายงานการวิจัยของ ดร.มาโกโตะ อูโนะ วิทยาลัยแพทยศาสตร์ เกียวโต พิสูจน์ว่าคลอโรฟิลล์ที่อยู่ในรูปสาหร่ายเกลียวทองมีผลต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและสัตว์ การเผาผลาญอาหาร การหายใจ กระตุ้นสร้างเม็ดเลือดแดง การทำงานของฮอร์โมนและการกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย งานวิจัยเกี่ยวกับสาหร่ายเกลียวทองในประเทศญี่ปุ่นได้เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2511 คณะนักวิจัยได้มาร่วมทำงานกันโดยตั้งเป้าที่จะเริ่มการผลิตในระดับอุตสาหกรรม โดยได้รับความช่วยเหลือจากสหพันธ์สาหร่ายขนาดเล็กนานาชาติ หลังจากดำเนินงานได้ 2 ปีก็โอนกิจการงานวิจัยให้กับบริษัทไดนิปปอนอิงค์ กากากูโกกิโอ คาบู ชิกิไกซา บริษัทนี้ประสบความสำเร็จในการผลิตสาหร่ายเกลียวทองในระดับอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีคุณภาพดีและเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป ผลการวิจัยของศาสตราจารย์ ดร.เคนอิชิ อะกัตซูกะ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเมจิ แห่งประเทศญี่ปุ่นที่ปรากฎในหนังสือ "The Secreat of Spirulina" พบว่าสาหร่ายสไปรูลิน่ามีลักษณะของความปลอดภัย ดังนี้ คือ เป็นผลิตภัณฑ์ที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง ไม่มีผลข้างเคียง แม้ว่าจะใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานสักเท่าใด แม้ว่าบังเอิญจะกินเข้าไปมากเกินขนาด ก็ไม่เกิดเป็นพิษหรือมีผลข้างเคียง เมื่อใช้เป็นประจำทุกวัน จะทำให้ร่างกายแข็งแรงและเพิ่มความต้านทานโรค สำหรับในประเทศไทย ได้มีนักวิจัยหลายท่านที่ทำการวิจัยเรื่องนี้ อาทิเช่น รองศาสตราจารย์ ดร.มรกต ตันติเจริญ รองผู้อำนวยการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ว่า สาหร่ายชนิดนี้นอกจากจะนำมาถ่ายทอดสู่ภาคเอกชนในการสร้างโรงงานผลิตเป็นอาหารอันโอชะของบรรดาสัตว์น้ำทั้งหลายแล้ว ยังมีประโยชน์อย่างยิ่งในการกำจัดน้ำเสีย เนื่องจากสาหร่ายเกลียวทองสามารถเกิดขึ้นเองได้ในน้ำเสีย ยิ่งถ้าปล่อยน้ำเสียลงในบ่อมากเท่าใด ก็จะยิ่งมีสาหร่ายเกลียวทองเกิดขึ้นมากเท่านั้น เพราะในน้ำเสียจะมีไนโตรเจนและฟอสฟอรัสซึ่งเป็นอาหารของสาหร่ายเกลียวทอง เมื่อไนโตร-เจนและฟอสฟอรัสลดลงน้ำก็จะอยู่ในสภาพที่ดี นอกจากนั้นยังใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญของเครื่องสำอางบางชนิดเช่น ครีมรักษาสิวเสี้ยน เป็นต้น งานวิจัยชิ้นสำคัญที่กล่าวถึงผลเสียของการกินสาหร่ายสไปรูลินาคือ งานวิจัยของ ผศ. ดร.ภญ. อรนงค์ กังสดาลอำไพ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งกล่าวว่า"ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีขายนั้น บางอย่างจะพูดถึงเฉพาะประโยชน์ กรณีสาหร่ายเกลียวทองเป็นพืช สาหร่ายเซลล์เดียวที่ให้โปรตีนแต่ปริมาณไม่มากนัก กินอาหารประเภทอื่นก็ได้ เช่น ถั่ว แต่ผลร้าย ที่ตามมาคือ สาหร่ายเกลียวทองมีกรดนิวคลีอิก สะสมเป็นกรดยูริก ตกตะกอนตามข้อก่อให้เกิดโรคเก๊าต์ ปวดตามข้อเป็นอาการตามมาไม่จำเป็นต้องรับประทานสาหร่ายเกลียวทองเพราะอาหารทั่วไปมีโปรตีนอยู่แล้ว" ต่อมา นายแพทย์อนุชาติ มาธนะสารสุนทร อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทย์ศาสตร์ หาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้เสนอผลการวิจัยซึ่งสรุปผลตรงกันข้ามกับงานวิจัยของ ภญ. อรนงค์ โดยได้แถลงผลการวิจัยเกี่ยวกับกรดยูริกในสาหร่ายเกลียวทองที่มีผลต่อการเกิดโรคเบาหวานและโรคเก๊าท์ว่า "สาหร่ายเกลียวทองมีผลในการช่วยลดกรดยูริกในเลือด ดังนั้นสาหร่ายเกลียวทอง จึงไม่ส่งผลให้เกิดโรคเบาหวานและโรคเก๊าท์อย่างแน่นอน" อีกทั้งนายสมชาย บุญสม กรรมการผู้จัดการบริษัทกรีนไดมอนด์ เชียงใหม่ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนผลิตภัณฑ์สาหร่ายเพื่อทำการวิจัยครั้งนี้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าผลการศึกษาก่อนหน้านี้ที่ทำให้นักวิชาการปักใจว่าสาหร่ายทำให้กรดยูริกในเลือดเพิ่มขึ้นและอาจทำให้เป็นโรคเก๊าท์นั้น เป็นเพราะผลการศึกษาก่อนหน้านี้นำสาหร่ายสายพันธุ์หนึ่งมาทดลองกับหนู และพบว่าทำให้เกิดกรดยูริกเพิ่มมากขึ้น จนทำให้นักวิชาการมีความเชื่อว่ากินสาหร่ายแล้วทำให้เกิดโรคเก๊าท์ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วในการวิจัยครั้งนั้นได้ใช้สาหร่ายคนละสายพันธุ์กับสไปรูลิน่า จากการวิจัยของ รศ. ดร. สุมนทิพย์ บุนนาค อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พบว่า สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินชื่อ สไปรูลิน่า เป็นสาหร่ายที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการนำมาทำเป็นอาหารเสริม เนื่องจากมีปริมาณนิวคลีอิกและเซลลูโลสต่ำ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง นอกจากนี้ รศ. ดร. สุมนทิพย์ บุนนาค ยังได้ให้สัมภาษณ์กลุ่มนาฬิกาทรายเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2545 โดยกล่าวว่า "อาหารชนิดใดก็ตามถ้าบริโภคเกินพอดีก็จะก่อให้เกิดโทษได้และถ้าเราไม่บริโภคสาหร่ายสไปรูลิน่าในปริมาณที่มากเกินไปก็จะไม่ก่อให้เกิดโทษต่อร่างกาย" ในประเทศอินเดียที่มีประชากรมากเป็นอันดับสองของโลกได้พยายามอย่างยิ่งที่จะให้มีอาหารเพียงพอสำหรับคนในประเทศ สาหร่ายเกลียวทองเป็นสาหร่ายชนิดหนึ่งที่ถูกเลือกใช้เพื่อช่วยให้บรรลุจุดประสงค์นี้ในส่วนหนึ่ง เพราะเป็นการเลี้ยงที่ใช้ต้นทุนต่ำ ขณะเดียวกันประเทศเม็กซิโก ทั้งสถาบันฝ่ายรัฐบาลและมหาวิทยาลัย ได้ศึกษาเกี่ยวกับการเติมสาหร่ายเกลียวทองลงในนมในปริมาณ 10% สำหรับให้ทารกและเด็กขาดสารอาหารดื่มผลจากการศึกษาครั้งนั้นรัฐบาลได้อนุญาตให้ใช้สาหร่ายเกลียวทองเป็นอาหารชนิดใหม่ได้ ก่อน ค.ศ. 1981 ประเทศสหรัฐอเมริกามีกฎหมาย FDA (Food and Drug Administration) ห้ามใช้ผลิตภัณฑ์ทุกชนิดเป็นยา โดยไม่ผ่านการทดสอบและรับรองเสียก่อน ดังนั้นรัฐบาลจึงไม่อนุญาตให้ประชาชนบริโภคผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากสาหร่ายเกลียวทองแต่อย่างไรก็ตามสาหร่ายสไปรูลิน่าได้รับการประกาศรับรองจากสถาบันชั้นนำของโลกหลายสถาบัน ได้แก่ ค.ศ. 1967 "THE INTERNATIONAL CONFERENCE ON APPILIED MICROBIOLOGY" ประกาศว่าสาหร่ายสไปรูลิน่าเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของมวลมนุษยชาติ ค.ศ.1974 UN ประกาศในที่ประชุมอาหารโลกว่าเป็น "THE MOST IDEAL FOOD FOR MANKIND" ค.ศ.1974 FAO (Food and Agriculture Organization) แนะนำว่าเป็น “ The Best Food for Tomorrow” ให้กับสาหร่ายสไปรูลิน่า ค.ศ.1981 FDA (Food and Druge Admistration) แห่งสหรัฐอเมริการับรองว่าสาหร่ายสไปรูลิน่า เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ปลอดภัยและไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นพิษ ค.ศ.1983 IFE (International Food Exposition)ซึ่งจัดทำขึ้นที่ประเทศเยอรมันตะวันออก มอบรางวัล "The Best Natural Food" ให้สาหร่ายสไปรูลิน่า ค.ศ.1992 WHO (World Health Organizion) ประกาศแนะนำว่า สาหร่ายสไปรูลิน่าเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในคริสตวรรษที่ 21 ที่ประเทศญี่ปุ่นมีการศึกษาสไปรูลิน่าในด้านเป็นอาหารเสริมวันละ 6-10 กรัม (12-20 เม็ด) ในปริมาณเช่นเดียวกันนี้ นักกีฬา และนักวิ่ง ฯลฯ ก็จะสามารถเพิ่มพูนกำลังได้เช่นเดียวกัน และสิ่งที่น่าทึ่งอย่างหนึ่ง ก็คือมีนักปราชญ์ชาวญี่ปุ่น ชื่อโทรุ มัทซุอิ สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่รับประทานอาหารอื่นใดเลย นอกจาก สาหร่ายเกลียวทองและสาหร่ายอื่นบ้างเป็นเวลา 15 ปี โดยไม่ปรากฏผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายแต่อย่างใด เราอาจจะพบสาหร่ายสไปรูลิน่าในรูปของเม็ด แคปซูล หรือเป็นผง เราสามารถรับประทานเป็นอาหารเสริมได้หลายรูปแบบ การบริโภคสไปรูลิน่าจะได้ผลเร็วหรือช้านั้นขึ้นอยู่กับ อายุ ความเครียด นิสัยการบริโภค ปริมาณสารเคมีหรือสารตกค้างในร่างกายความรุนแรงของโรค การบริโภคสาหร่ายในปริมาณที่เพียงพออย่างต่อเนื่อง ปริมาณการออกกำลังกายและการพักผ่อน โดยทั่วไป สัปดาห์แรก จะได้ปฎิกิริยาตอบรับร่างกายจะมีการปรับตัวมีการตอบรับที่ดีขึ้น ปัญหาสุขภาพที่มีอยู่จะค่อย ๆ ดีขึ้น ในเดือนที่ 3-5 ก็จะฟื้นฟูจนปกติ ยกเว้นผู้ที่ร่างกายทรุดโทรมมากจนเซลล์ที่ประกอบเป็นอวัยวะเสียไปหมดแล้วก็จะไม่สามารถฟื้นฟูได้ สาหร่ายมีธาตุเหล็ก มากกว่าผักโขม 58 เท่าและวิตามินบี 12 มากกว่าไข่ไก่100 เท่า จึงเพียงพอกับ ความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน สาหร่ายเกลียวทองจึงเหมาะสำหรับผู้มีภาวะโลหิตจางและลดโอกาสเสี่ยงการเป็นภาะวโลหิตจาง ในสาหร่ายมีสารสีน้ำเงินชื่อ ไฟโคไซยานินช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยป้องกันและสร้างระบบภูมิคุ้มกันกระตุ้นเซลล์ตั้งต้น ( Stem cell) ให้ผลิตเม็ดเลือดแดง และขาว เพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ ในสาหร่ายมีเอนไซม์เอนโดนิวเคลีย เอซ , B12,กรดนิวคลีอิก เป็นตัวช่วยสร้างและซ่อมแซม DNA ให้เซลส์แบ่งตัวได้รวดเร็วและไม่ผิดเพื้ยนจนกลายเป็นเซลส์มะเร็ง ในสาหร่ายมีกรดอะมิโนเมทไทโอนีนเป็นสารอาหารสำคัญของโครงสร้างเซลล์ตับ และช่วยป้องกันเซลส์ตับจากพิษแอลกอฮอล์ ผลการวิจัย ผู้ป่วยโรคตับต้องการอาหารที่มีโปรตีนและแคลลอรี่สูงๆถึงจะฟื้นฟูเซลส์ตับได้และสาหร่ายมีโปรตีนที่มีคุณภาพสูงถึง 69.5% ร่างกายสามารถดูดซึมได้ถึง 95.1% ในสาหร่ายมีเบต้าแคโรทีน มากกว่าแครอท 20 เท่าเป็นแหล่งของวิตามิน A ช่วยบำรุงสายตา แพทย์ญี่ปุ่น ใช้ยารักษาผู้ป่วยโรคตาเรื้อรังและที่มีอาการหนักควบคู่กับการรับประทานสาหร่ายวันละ 20-30 เม็ดภายใน 2-4 เดือน ผู้ป่วยอาการดีขึ้นมากถึง 90% บางรายหายเป็นปกติ สาหร่ายเกลียวทอง ช่วยเสริมสร้าง แลคโตบาซิลลัสในลำไส้ทำให้การย่อยอาหารและการดูดซึมสารอาหารดีขึ้นป้องกันการติดเชื้อและดูดซับสารพิษที่ตกค้างในลำไส้ ให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ สาหร่ายเกลียวทอง ช่วยป้องกันอาการเมาค้างได้ดี ทั้งนี้เพราะสาหร่ายเกลียวทอง มีโปรตีนปริมาณมากซึ่งจะช่วยระบบการทำงานของตับในการขับแอลกอฮอล์ออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ สาหร่ายเกลียทองมีกรด "กลูตามิก" ซึ่งมีความสำคัญในขบวนการเผาผลาญอาหารให้สมอง อีกทั้งยังอุดมไปด้วย ทริพโตเฟน แวลีน เฟนนิลอลานีน ไอโซลิวซีนลิวซีน และแมงกานีส ซึ่งช่วยบำรุงสมอง ป้องกันความจำเสื่อม สาหร่ายเกลียวทองมีสารอาหาร วิตามิน เกลือแร่ และแร่ธาตุครบถ้วน กรดอะิมิโนครบ 18 ตัว วิตามิน A, B6 สาหร่ายเกลียวทองจึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับหญิงมีครรภ์ สาหร่ายเกลียวทอง ประกอบด้วยแร่ธาตุที่สำคัญ ช่วยลดปัญหาและเสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศ อันประกอบด้วย สังกะสี, ทริพโตเฟน, อาร์จินีน คุณประโยชน์ของสาหร่ายเกลียวทอง หรือสาหร่ายสไปรูลิน่า สุขภาพดี24ชม.com จำหน่ายสาหร่ายเกลียวทอง สาหร่ายสไปรุลินา ดูแลสุขภาพดีตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยคุณค่ามหัศจรรย์จากธรรมชาติ ของสาหร่ายเกลียวทอง Best
พ.ศ. 2541 UN ( United Nation ) องค์การสหประชาติ ประกาศในที่ประชุม อาหารโลกว่า ไม่มีพืชชนิดใดที่จะให้คุณค่าหลากหลายเท่ากับ สาหร่ายเกลียวทอง ( THE MOST IDEAL FOOD FOR MANKIND )
จำหน่ายผลิตภัณฑ์สาหร่ายเกลียวทอง สาหร่ายสไปรูลินา ฺSpirulina ของแท้จากธรรมชาติ 100% ราคาถูก ที่ สขภาพดี24ชม.com+สุขภาพดี 24 ชั่วโมง สาหร่ายเกลียวทอง (สาหร่ายสไปรูลิน่า) คืออะไร สาหร่ายเกลียวทอง คือ สาหร่ายหลายเซลล์ สีเขียวแกมน้ำเงินที่อุดมด้วยคุณค่าทางสารอาหารครบ 5 หมู่ เพรียบพร้อมด้วยวิตามิน และเกลือแร่ที่ร่างกายต้องการย่อยสลายและดูดซึมง่าย เซลล์ต่างๆของร่างกายสามารถนำไปใช้ได้อย่างรวดเร็วและไม่มีผลข้างเคียงเมื่อรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน สาหร่ายเกลียวทอง หรือ สาหร่ายสไปรูลิน่า(spirulina) การค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสาหร่ายเริ่มมากขึ้นเมื่อพบว่ามีสาหร่ายบางชนิดมนุษย์ได้ใช้เป็นอาหารมานานกว่า 500 ปี ใน ค.ศ. 1521 ( พ.ศ. 2064 ) ได้มีการรายงานซึ่งพบจากบันทึกของกองทัพคอร์ตเตส(Cortez's Troops)ว่าชาวเม็กซิกันกินอาหารเป็นพวกสาหร่ายชนิดหนึ่ง โดยชาวพื้นเมืองปลูกในทะเลสาบ ( Lake Texcoco ) เก็บมาตากแห้งแล้วนำมาขายในตลาดเพื่อใช้เป็นอาหาร ในยุคของการตื่นตัวเรื่องสุขภาพ และความระมัดระวังที่จะเลือกอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ทำให้มีการศึกษาในหลายสถาบันเพื่อให้ได้อาหารที่เป็นอุดมคติของนักโภชนาการนำมาซึ่งการค้นพบสาหร่ายพืช ขนาดจุลินทรีย์ชนิดหนึ่ง ซึ่งเรียกชื่อต่อมาว่า สไปรูลิน่า Spirulina สารอาหารใน...สาหร่ายเกลี่ยวทองเป็นที่น่าทึ่งมากว่า สาหร่ายเกลียวทอง ประกอบด้วยสารอาหารหลากหลายที่ทรงคุณค่ามากกว่าเนื้อสัตว์ และพืชชนิดอื่นๆ เปรียบเสมือนโรงงานผลิตอาหารของโลกทีเดียว - มีโปรตีนซึ่งสูงกว่า เนื้อ นม ไข่ ถึง 3 เท่า - มีกรดอะมิโนครบถ้วน 18 ชนิด และเรียงตัวกันอย่างสมดุล - อุดมไปด้วยวิตามิน B1 , B2 , B6 , B12 , C , E และ H ซึ่งวิตามิน B12 มีมากกว่าในตับถึง 250% - มีเบต้าแคโรทีนมากกว่าแครอทถึง 20 เท่า - มีธาตุุเหล็กมากกว่าอาหารชนิดอื่น ๆ ถึง 12 เท่า - มีซิลีเนียม สังกะสี และธาตุอื่นๆ ที่จำเป็นต่อร่างกายครบถ้วน - มีกรดไขมันแกมมาไลโนเลนิก ที่ช่วยลดคลอเลสเตอรอลในเส้นเลือดมากกว่า 170 เท่าของที่มีในน้ำมันพืช - มีคลอโรฟิลล์ในปริมาณที่มากกว่าพืชชนิดใดๆ สาหร่ายเกลียวทอง คือ โปรตีน ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโนหลายชนิดในสัดส่วนที่เหมาะสม ในสาหร่ายเกลียวทองนั้น มีคุณค่าทางอาหารเหนือกว่าอาหารชนิดอื่น คือมีปริมาณโปรตีนถึงกว่า 65% ของน้ำหนักแห้ง ซึ่ง สูงกว่าปริมาณโปรตีนที่มีในเนื้อสัตว์หรือในไข่ถึง 3/2 เท่า ถือว่า สาหร่ายเกลียวทอง เป็นอาหารพิเศษที่ประกอบด้วยเนื้อโปรตีนแท้ๆ นอกจากนี้ยังประกอบด้วย คลอโรฟิลล์ และ ไฟโคไซยานิน จำนวนมาก มีโปรวิตามิน ซึ่งเป็นสารที่เปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ ซึ่งเป็น คุณสมบัติเฉพาะของสาหร่ายเกลียวทอง จะเห็นว่าสาหร่ายเกลียวทอง มีสีเขียวแกมน้ำเงิน และรวมไปถึงทั้งกรดอะมิโนที่ร่างกายต้องการ เราลองมาดูตารางเปรียบเทียบ สาหร่ายเกลียวทอง (แห้ง) เปรียบเทียบปริมาณ โปรตีน นอกจากนั้น สาหร่ายเกลียวทอง ยังประกอบไปด้วย กรดอะมิโน ที่จำเป็นต่อร่างกาย ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ซึ่งในสาหร่ายเกลียวทอง มี กรดอะมิโน ทั้ง 18 ชนิด ที่ร่างกายต้องการดังนี้คือ 1. ไอโซลิวซีน จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโต และพัฒนาการเรียนรู้ (IQ) 2. ลิวซีน กระตุ้นการทำงานของสมอง เพิ่มกำลังให้กล้ามเนื้อ ช่วยให้เซลล์ประสาทแข็งแรงขึ้น 3. ไลซีน ทำให้ระบบเส้นเลือดแดงแข็งแรง ควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์ 4. เมไทโอ นีน บำรุงรักษาตับ ต้านความเครียด ทำให้ประสาทผ่อนคลาย 5. เฟนนิลอะลา นีน ใช้สร้างไทรอกซิน กระตุ้นกอัตราการย่อย และสลายอาหารเพื่อเป็นพลังงาน 6. ทรีโอนีน ทำให้ลำไส้ทำงานดีขึ้นเพิ่มการดูดซึม 7. แวลี ช่วยกระตุ้นความจำ 8. อะลานีน ทำให้ผนังเซลล์แข็งแรง 9. แอสพาร์ติก ช่วยเปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาล 10. อาร์จินีน เป็นส่วนประกอบของน้ำเชื้อเพศชาย และช่วยในการกำจัดสารพิษ 11. ทริพโตเฟน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของวิตามินบี จิตใจเยือกเย็นสงบ 12. กลูตามิก นำกลูโคสเข้าสู่เซลล์สมอง ช่วยลดพิษอัลกอฮอล์ และช่วยทำให้มีสติ 13. อีสติตีน ช่วยให้การส่งผ่านความรู้สึกของระบบประสาทดีขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องหู 14. ซีลีน ช่วยในการสร้างเยื่อหุ้มรอบเส้นประสาท เพื่อป้องกันอันตรายในเส้นประสาท 15. ซีสทีน บำรุงตับอ่อน ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด 16. โปรตีน เป็นสารต้นตอของกลูตามิกแอซิด 17. กลัยซีน เพิ่มพลังงานและการใช้ออกซิเจนของเซลล์ 18. ไทโรซีน ชะลอความแก่ของเซลล์ ในประเทศสหรัฐอเมริกายังไม่เคยมีการศึกษาทดลองใช้ สาหร่ายเกลียวทอง และศึกษาผลของสาหร่ายเกลียวทอง ที่มีต่อสุขภาพของมนุษย์ ถึงแม้จะเป็นที่ยอมรับมาเป็นเวลานานแล้วว่า สาหร่ายเกลียวทองมีคุณค่าทางโภชนาการอย่างยิ่งก็ตามในทางกลับกันแพทย์ชาวญี่ปุ่นและเม็กซิกันกลับให้ความสนใจ อย่างลึกซึ้งในการนำสาหร่ายเกลียวทองไปใช้เสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้แก่ มนุษย์ การศึกษาวิจัยส่วนใหญ่แสดงให้เห็นว่าสาหร่ายเกลียวทองเป็นสิ่งที่ใช้เสริมการรักษาของแพทย์ และให้ผลดี โดยเฉพาะในกลุ่มคนไข้ที่มีภาวะทุพโภชนาการเรื้อรัง เป็นสาเหตุของ โรค อย่างไรก็ดี มีตัวอย่างบางกรณี ที่แสดงถึงความสามารถของสาหร่ายเกลียวทอง ในการทำให้เกิด การรักษาตนเอง ที่ทำให้เราทราบว่า มีเรื่องที่มนุษย์ยังไม่ล่วงรู้อีกมากมายเกี่ยวกับคุณสมบัติต่างๆ ของสาหร่าย ขณะนี้องค์การอาหารและยาได้จัดสาหร่ายเกลียวทองเป็นเพียงผักชนิดหนึ่งเป็นอาหารเหมือนเช่นอาหารที่รับประทานทั่วไป ดังนั้นจึงไม่ควรที่จะแอบอ้าง สรรพคุณในการรักษาโรค แต่อาหารที่ดีก็เปรียบเสมือนยาวิเศษ สำหรับผู้ป่วยควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ ควบคู่ไปกับการใช้ยาแผนปัจจุบัน ซึ่งสาหร่ายเกลียวทองจะช่วยเสริมและขยายอำนาจการรักษาของยา นอกจากนี้ยังเหมาะสำหรับผู้ที่มีสุขภาพดีอยู่แล้วเพื่อเป็นปราการในการป้องกันโรคหรือผู้ที่มีสภาพต่างๆ ดังนี้ เช่น - เหนื่อยง่าย - เป็นหวัดง่าย - วิงเวียนศรีษะอยู่เสมอ - รู้สึกเจ็บถึงกระดูกเมื่อกดเนื้อเบาๆ - หญิงมีครรภ์ กินผัก - กินผักสีเขียวหรือผักสีเหลืองไม่เพียงพอ - ไม่รับประทานอาหารเช้า - กำลังอดอาหารเพื่อลดความอ้วน - ชอบหรือไม่ชอบอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งอย่างรุนแรงจนก่อให้เกิดอาการขาดสาร อาหาร - มีอาารท้องผูกเป็นประจำ อาการผิดปกติในร่างกายที่ทำให้เกิดโรคนั้นมีหลายอย่าง และกว่า 90% ของอาการผิดปกตินั้น เกิดจากการรับประทานอาหารที่บกพร่องไม่เพียงพอหรือไม่ ถูกส่วน คุณค่าทางโภชนาการของสาหร่ายเกลียวทอง สาหร่ายเกลียวทองมีสารอาหารครบ 5 หมู่ที่ร่างกายต้องการในสัดส่วน ที่สมดุลโดยเฉพาะโปรตีนในสาหร่ายเกลียวทอง จุดเด่นคือ มีกรดอะมิโนถึง 18 ชนิด ใน 18 ชนิด มีกรดอะมิโนจำเป็น ครบสมบูรณ์ นี่คือเหตุผลที่ว่า สาหร่ายเกลียวทอง คืออาหารแห่งอนาคต (Food of the Future) ปริมาณของสารอาหารต่าง ๆ ในสาหร่ายเกลียวทอง สาหร่ายเกลียวทองมีปริมาณ โปรตีนมากถึง 60 % ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าแหล่งอาหารอื่น ๆเช่น เนื้อสัตว์ ย่อยได้จริง แค่ 20- 30 % นอกจากโปรตีน สาหร่ายยังมีสารอาหารที่จำเป็นอื่น ๆ อีกมากมาย อาทิเช่นวิตามิน ซี, บี 1,บี 2,บี 5, บี 6,บี 12,เบต้าแคโรทีน, แคลเซียม,แมกนีเซียม, เหล็ก,สังกะสี, ไขมันจำเป็น แกมม่าไลโนเลนิก เป็นต้น คลอโรฟิลล์ในสาหร่ายเกลียวทอง ในระหว่างปี 2563 – 2473 ได้มีการวิจัยอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการใช้ คลอโรฟิลล์ เป็นยารักษาโรคเบื้องต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิจัยซ้ำถึงคุณค่าของคลอโรฟิลล์ในทางเภสัชกรรมเพื่อใช้เป็นยารักษาโรค คุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมของคลอโรฟิลล์ ดึงดูดความสนใจอย่างมาก และต่อไปนี้คือ คุณสมบัติของคลอโรฟิลล์ที่มีมากในสาหร่ายเกลียวทอง (สไปรูลิน่า) 1. คลอโรฟิลล์มีผลทางการเร่งประสิทธิภาพการทำงานของเนื้อเยื่อ และอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายให้สูงขึ้น ตัวอย่างเช่น ในการทดลองเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ และเส้นประสาท พบว่า คลอโรฟิลล์ช่วยในการส่งผ่านกระแสสิ่งเร้าไปยังกล้ามเนื้อและเส้นประสาทกล้ามเนื้อ เส้นประสาทที่อ่อนล้าไม่ยอมทำงานก็กลับทำงานได้เมื่อมีการให้คลอโรฟิลล์ 2. คลอโรฟิลล์มีผลต่อกล้ามเนื้อหัวใจ คือ การหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจดีขึ้นเพราะระยะเวลา การคลายตัวนานขึ้น การทำงานโดยส่วนรวมของหัวใจก็ดีขึ้นและเนื่องจากเส้นโลหิตฝอยมีการขยายตัวดีขึ้น ดังนั้นจึงมีทางเป็นไปได้ที่ความดันเลือดลดลงด้วย ยิ่งไปกว่านั้นถ้าฉีดคลอโรฟิลล์เหลวขนาดที่ 1/2000 (1/2000 TH) เข้าทางหัวใจที่หยุดทำงานแล้ว เนื่องจากยาพิษหรือหัวใจอ่อนล้าหัวใจก็กลับทำงานใหม่ได้ 3. คลอโรฟิลล์ช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น ทั้งนี้เพราะมันช่วยกระตุ้นการบีบรูดของลำไส้ส่วนปลาย 4. คลอโรฟิลล์ช่วยให้คลอดลูกง่าย เพราะคลอโรฟิลล์ช่วยให้การบีบรัดตัวของกล้ามเนื้อ มดลูกแรงขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อการคลอด 5. คลอโรฟิลล์ช่วยส่งเสริมการงอกใหม่ของเซลล์ 6. คลอโรฟิลล์เป็นสารที่ช่วยเพิ่มปริมาณเลือด เนื่องจากคลอโรฟิลล์มีผลทางการกระตุ้นอวัยวะที่ช่วยสร้างเลือดคล้ายคลึงกับธาตุเหล็กเรื่องที่คลอโรฟิลล์มีความสัมพันธ์กับการสร้างเลือดนั้นเป็นที่น่าสนใจอย่างมากของนักวิทยาศาสตร์และแพทย์ นอกเหนือจากความสนใจในความคล้ายคลึงกันมากของโครงสร้างของคลอโรฟิลล์และฮีโมโกลบิน 7. คลอโรฟิลล์ช่วยป้องกันไม่ให้บาดแผลติดเชื้อ และช่วยให้มีการสร้างเซลล์ใหม่ ได้มีการทดลองใช้คลอโรฟิลล์ในการรักษาการสกัดคลอโรฟิลล์ จึงเข้าว่าสารที่ให้ผลในการฆ่าเชื้อนั้นไม่ใช่คลอโรฟิลล์ แต่เป็นคาโรทีน(มีพบในใบไม้สีเขียวคู่กับคลอโรฟิลล์และในร่างกายของสัตว์รงควัตถุตัวนี้จะถูกสลายกลายเป็นวิตามินเอ) ต่อ ๆ มาก็ได้มีการค้นพบว่าธาตุแมกนีเซียมในคลอโรฟิลล์ มีบทบาทอย่างสำคัญในการรักษาบาดแผล คลอโรฟิลล์ยังมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อและทำหน้าที่ในการป้องกันการเกิดแบคทีเรีย ดังนั้นจึงป้องกันมิให้แผลติดเชื้อ และช่วยให้มีการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นอีกด้วย ดังนั้นคลอโรฟิลล์จึงเท่ากับทำประโยชน์ได้ถึงสองเท่า 8. คลอโรฟิลล์ขจัดกลิ่นเหม็นของแผล เพราะเมื่ออะแนโรบิคแบคทีเรีย (แบคทีเรียที่เจริญเติบโตในที่ไม่มีออกซิเจน ซึ่งจะตายเมื่อถูกอากาศ เช่น แบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในดินและเชื้อบาดทะยัก) เข้าไปในบาดแผลมันก็จะมีฤทธิ์มากขึ้นและก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นซึ่งคลอโรฟิลล์จะทำหน้าที่ขจัดกลิ่นนี้ออกไป 9. คลอโรฟิลล์มีคุณสมบัติเป็นสารดูดความชื้นทำให้แผลแห้ง และช่วยลดการคัดหลั่ง และยิ่งกว่านั้นคือ ไม่มีผลข้างเคียงเลยและจากการใช้คลอโรฟิลล์สามารถลดการใช้ยาปฏิชีวนะได้ถึง 50% 10. รักษาแผลเปื่อยในกระเพาะอาหารและการอักเสบของทางเดินอาหาร คนญี่ปุ่นจำนวนมากต้องทรมานด้วยโรคทางเดินอาหาร จึงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ทราบว่า คลอโรฟิลล์ใช้ได้ดีกับโรคหลายโรค เช่น โรคแผลเปื่อยในกระเพาะ, โรคมีกรดมากเกินไปในกระเพาะ, โรคกระเพาะอักเสบเรื้อรัง และสภาพการหย่อนยานของกระเพาะ (สภาพกระเพาะอาหารขาดกำลัง) ในกรณีที่มีกรดมากเกินไปในกระเพาะ คลอโรฟิลล์จะช่วยในการควบคุมความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร (Gastrix Juice) เช่น ถ้ากินคลอโรฟิลล์เข้าไปก็จะไปทำลายสภาพความเป็นกรดในกระเพาะอาหารให้เกิดความเป็นกลางยิ่งไปกว่านั้นในกรณีที่เป็นแผลเปื่่อยในกระเพาะอาหารและมีการตกเลือดแฝงในกระเพาะอาหาร (Gastric Juice occult bolld test) เมื่อกินสาหร่ายเกลียวทอง(สไปรูลิน่า) ติดต่อกันเป็นประจำ อาการตกเลือดแฝงนี้จะหายไป อาการอื่น ๆ เช่น ปวดท้อง คลื่นเหียนซึ่งมักพบเสมอในผู้ป่วยโรคดังกล่าวจะหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อกินคลอโรฟิลล์ คลอโรฟิลล์ช่วยป้องกันแผลเปื่อยในกระเพาะอาหารได้อย่างไร สาหร่ายเกลียวทองสมมุติฐานที่ดีที่สุด เห็นจะเป็นเพราะว่าคลอโรฟิลล์ทำปฏิกิริยากับเพปซิน และควบคุมปฏิกิริยาการย่อยของเพปซิน (เอนไซม์มีหน้าที่ย่อยโปรตีน น้ำหลั่งในกระเพาะอาหารเพปซินร่วมกับกรดโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรดเกลือทำการย่อยสลายโปรตีนให้เป็นโพรทิเอสและเปปโตน) ในการทดลองได้แสดงให้เห็นว่า คลอโรฟิลล์ ช่วยควบคุมการย่อยอาหารยิ่งไปกว่านั้นคลอโรฟิลล์ยังมีผลต่อต้านโรคภูมิแพ้ในกระเพาะอาหาร, โรคแผลเปื่อยในกระเพาะอาหารอันเกิดจากการเป็นโรคภูมิแพ้มาก่อน เช่นเดียวกับโรคภูมิแพ้ในส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ประสิทธิภาพของคลอโรฟิลล์เริ่มเป็นที่รู้จักกันในแวดวงของศัลยกรรมโรคผิวหนังและนรีเวชวิทยาตลอดจนจักษุวิทยา จมูกและคอ รวมทั้งทันตกรรมด้วย สาหร่ายเกลียวทอง เป็นที่ทราบกันแล้วว่า ยาสำหรับโรคกระเพาะอาหารอักเสบ หรือโรคแผลเปื่อยในกระเพาะอาหารนั้นต้องมีคลอโรฟิลล์ผสมอยู่ด้วย ทั้งนี้เพราะคลอโรฟิลล์เป็นสารที่ให้ผลทางการรักษาอาการอักเสบของเยื่อบุในกระเพาะอาหารและเยื่อบุหลอดลม สาหร่ายเกลียวทองผนังกระเพาะอาหารจะทำหน้าที่ผลิตน้ำย่อย ซึ่งเป็นน้ำย่อยที่มีประสิทธิภาพ ยิ่งสามารถย่อยชิ้นเนื้อชิ้นหนึ่งได้ภายในเวลาประมาณ 20 นาที และเพื่อป้องกันไม่ให้ผนังกระเพาะอาหารเกิดการอักเสบเนื่องจากน้ำย่อยชนิดนี้ กระเพาะจะมีเยื่อมูกบุภายนอกอีกชั้นหนึ่ง อย่างไรก็ตามเมื่อคนเกิดความกังวล หรือเมื่อมีความเครียดระบบป้องกันของกระเพาะอาหารก็จะทำงานไม่เต็มที่ น้ำย่อยที่ผลิตจากผนังกระเพาะ ก็จะทำการย่อยกระเพาะเสียเองทำให้เกิดรูแผลในผนังกระเพาะ นี่คือโรคกระเพาะอาหารอักเสบ แต่ถ้าเป็นมากเรียกโรคแผลเปื่อยในกระเพาะอาหาร และในปัจจุบันดูเหมือนว่า 8% ของคนไข้โรคแผลเปื่อยในกระเพาะอาหารจะมีสาเหตุมาจากความเครียดมากกว่าการกินอาหารมากเกินไป สาหร่ายเกลียวทองในปัจจุบัน พบโรคแผลเปื่อยในกระเพาะอาหารแม้ในเด็กชั้นประถม สาเหตุโดยตรงก็ดูเหมือนจะเป็นความเครียด อันเนื่องมาจากต้องเข้าสอบในสนามสอบแข่งขันตั้งแต่ยังเล็กตามระบบการศึกษาของญี่ปุ่น ประโยชน์ของ คลอโรฟิลล์ ที่มีมากใน สาหร่ายเกลียวทอง Best 1. ทำให้บาดแผลหายเร็ว 2. ช่วยให้เส้นประสาทที่อ่อนล้าไม่ยอมทำงาน ให้กลับมาทำงานได้ 3. การหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจดีขึ้น เสริมธาตุเหล็กให้กับกล้ามเนื้อหัวใจ 4. เพิ่มปริมาณเลือดในผู้ป่วยโรคโลหิตจาง 5. เส้นเลือดฝอยมีการขยายตัวดีขึ้น ความดันโลหิตลดลง 6. การขับถ่ายดีขึ้น เพราะช่วยกระตุ้นการบีบรูดของลำไส้ 7. ทำความสะอาดลำไส้ และขจัดกลิ่นจากลำไส้ 8. แก้ปัญหาเส้นเลือดขอด ทำให้เลือดไหลเวียนบริเวณขาดีขึ้น 9. ระงับปวด เช่นปวดจากบาดแผล ริดสีดวงทวาร และอาการอักเสบในร่างกาย 10. ขจัดกลิ่นเหม็นของแผล และกำจัดกลิ่นตัว 11. ป้องกันการติดเชื้อ และสร้างเซลล์ใหม่ 12. เสริมสมรรถภาพตับ รวมทั้งบรรเทาโรคตับอักเสบ 13. แผลเปื่อยในกระเพาะอาหาร และการอักเสบของทางเดินอาหาร 14. ควบคุมความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร 15. ขับสารพิษ 16. ควบคุมการย่อยอาหาร 17. คลอดบุตรง่าย 18. ปรับระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน 19. ไข้หวัด , เสริมสุขภาพในรายที่เป็นหอบหืด 20. อาการเจ็บคอ ทอนซิลอักเสบ สาหร่ายเกลียวทอง ได้รับการยอมรับจากสถาบันชั้นนำทั่วโลก พ.ศ. 2571 UN ( United Nation ) องค์การสหประชาติ ประกาศในที่ประชุมอาหารโลกว่า ไม่มีพืชชนิดใดที่จะให้คุณค่าหลากหลายเท่ากับ สาหร่ายเกลียวทอง ( THE MOST IDEAL FOOD FOR MANKIND ) อาหารและเกษตรแห่งสหประชาติ แนะนำว่าสาหร่ายเกลียวทองเป็นอาหาร พ.ศ.2517 FAO ( Food and Agriculture Organization ) องค์การ ที่ดีที่สุดสำหรับอนาคต ( The best food for tomorrow ) พ.ศ.2524 FDA ( Food and Drug Administration ) องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (อย.) รับรองว่า สาหร่ายเกลียวทอง เป็นแหล่งอาหารเสริมที่ดีที่สุดเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ปลอดภัย และไม่มีีผลข้างเคียงที่เป็นพิษ พ.ศ.2535 WHO ( World Health Organization ) องค์การอนามัยโลกประกาศว่า สาหร่ายเกลียวทอง เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในคริสตวรรษที่ 21 จุดเด่นของสาหร่ายเกลียวทอง สไปรูลิน่า คือ สาหร่ายชนิดหนึ่ง เป็นอาหารพื้นเมืองของประชาชนในประเทศ เม็กซิโก และ อัฟริกา มันเป็นสาหร่ายสีน้ำเงิน-เขียว(Blue Green Algae) ที่ขึ้นได้ดีในเขตร้อน และในบริเวณน้ำจืด หรือน้ำกร่อยที่มีลักษณะเป็นด่าง สาหร่ายสไปรูลิน่า ดังเพราะมีวิตามิน บี12 มีเม็ดสี และผนังเซลล์อื่น สไปรูลิน่า มีชื่อเสียงเพราะเป็นแหล่งวิตามิน บี12 ซึ่งตามธรรมชาติวิตามินนี้จะไม่มีในพืช แต่มีมากในเนื้อสัตว์ และมีเม็ดสี (Phytopigment) ที่วงการโภชนาการยอมรับว่า สำคัญต่อสุขภาพมนุษย์และสัตว์ผู้บริโภค คือ เม็ดสีน้ำเงินของไฟโคไซยานิน (Phycocyanin) สีเขียวของคลอโรฟิลล์ (Cholrophyll) และสีเหลืองของคาโรทีน (Carotene) จุดเด่นของสาหร่ายสไปรูลิน่าอีกอย่างคือ การที่มีผนังเซลล์อ่อน (Soft Cell Wall) เพราะไม่มีเซลลูโลส (Cellulose) เหมือนพืชอื่น ๆ ที่ทำให้ผนังของเซลล์แข็ง การที่ผนังเซลล์ของสไปรูลิน่ามีแต่น้ำตาลกับโปรตีน ทำให้ตัวมันย่อยง่ายกว่าพืชทุกชนิดอันเป็นความแตกต่างที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ ความสำคัญของเม็ดสีน้ำเงิน – เขียว (Blue – Green Pigment) เม็ดสีที่เป็นสีน้ำเงินเข้ม คือ ไฟโคไซยานิน (Phycocyanin) มีสูงถึงร้อยละ 14 โดยน้ำหนัก ซึ่งไฟโคไซยานินนี้ให้ผลดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง ดังได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น พืชอื่น ๆ มีไฟโคไซยานินน้อยกว่ามาก และแม้แต่สาหร่ายบางชนิดก็ไม่มีเลย เม็ดสีที่เป็นสีเขียว คือ คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) ได้ใช้เป็นยาใส่แผลในสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะมันมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อโรคลดการอักเสบและบวม คลอโรฟิลล์ช่วยการฟื้นตัวของเซลล์ตับที่อักเสบ และขยายหลอดเลือด ทำให้ระบบไหลเวียนของโลหิตใน ร่างกายดีขึ้น สาหร่ายเกลียวทอง "อาหารดีคือยาวิเศษ" ในยุคปัจจุบันพฤติกรรมในการบริโภคของคนเปลี่ยนไปเนื่องจากการใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบของคนในสังคม ทำให้คนส่วนใหญ่ละเลย และขาดการเอาใจใส่ดูแลสุขภาพของตนเอง โดยเฉพาะในเรื่องของการออกกำลังกายที่ผู้คนให้ความสนใจน้อยมาก ในทางกลับกัน ผู้คนหันมาบริโภคอาหารที่ติดฉลากว่าเป็น "อาหารเพื่อสุขภาพ" หรือ"อาหารธรรมชาติ" ซึ่งวางขายในท้องตลาดและ หนึ่งในจำนวนนั้นที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง คือ "สาหร่ายเกลียวทอง (Spirulina) " ”ซึ่งได้รับการขนานนามว่า " "อาหารทิพย์จากสวรรค์" "อาหารแห่งอนาคต" "อาหารเพื่อชาวโลก" และ "อาหารมหัศจรรย์" นางเจียมจิตต์ บุญสม ผู้อำนวยการด้านการวิจัยบริษัท กรีนไดมอนด์ จำกัด เป็นผู้ให้ชื่อภาษาไทยของสาหร่ายสไปรูลิน่า ว่า "สาหร่ายเกลียวทอง" คำว่าสไปรูลิน่ามาจากคำว่า สไปรัล (Spiral) ในภาษาอังกฤษ ซึ่งหมายถึงรูปเกลียววนแบบขดหอย สาหร่ายเกลียวทองมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมคือประเทศเม็กซิโกและทวีปแอฟริกา ซึ่งชนเผ่าพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในแหล่งต่างๆเหล่านี้ได้ใช้เป็นอาหารประจำวันมาเป็นเวลาหลายพันปี สาหร่ายเกลียวทองเป็นสาหร่ายเซลล์เดียวที่อยู่ในตระกูล สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินไม่ีมีรถชาติมีจำนวนทั้งหมด 35 สายพันธุ์ แต่บางสายพันธุ์ก็ไม่เหมาะที่จะใช้เป็นอาหารเนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการต่ำและสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ สายพันธุ์เม็กซิโกซึ่งสามารถเจริญได้ดีที่อุณหภูมิ 35-36.6 องศาเซลเซียส อันเป็นระดับเดียวกับเลือดของมนุษย์และขึ้นได้ดีในแหล่งน้ำที่ค่อนข้างเค็มในเขตศูนย์ สูตร เกลียวของสาหร่ายชนิดนี้จะเปลี่ยนไปตามอุณภูมิ ค่า pH และสารอาหารที่มันได้รับ สาหร่ายชนิดนี้มีขนาดเล็กมาก ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ในการศึกษา ข้อความในหนังสือ "The Secret of Spirulina" ซึ่งนางเจียมจิตต์ บุญสม แปลเป็นภาษาไทยว่า "ความลับของสาหร่ายเกลียวทอง"ได้กล่าวถึงสาหร่ายชนิดนี้ว่า ในอดีตกาลชาวมายันที่อาศัยอยู่แถบแหลม Yucatan ในอเมริกากลางมีชีวิตอย่างเรียบง่าย ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เป็นป่าดงดิบ ไม่สามารถทำการเกษตรได้ หลังจากทำไร่เลื่อนลอยจนดินเสื่อมพวกมายันได้สร้างบ่อเพาะเลี้ยงพืชที่มีลักษณะเป็นแพสีเขียวขึ้นซึ่งอาจจะเป็นบ่อเพาะสาหร่ายเกลียวทอง อยู่ท่ามกลางป่าดงดิบที่ถูกแผ้วถางแล้ว มีระบบระบายน้ำที่สลับซับซ้อนที่ดูเหมือนจะป้องกันน้ำท่วมบ่อ นักโบราณคดีได้ค้นพบเรื่องราวเหล่านี้และสรุปว่าถึงแม้ฝนจะตกถึง 70-90 นิ้วต่อปี ระบบระบายน้ำคงจะไม่สร้างขึ้นเพื่อการชลประทานเพาะปลูกทั่วไป น่าจะเป็นการบำรุงรักษาบ่อสาหร่ายมากกว่า ซึ่งน่าจะเป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นว่าได้มีการพัฒนาฟาร์มสาหร่ายของชาวมายัน เพื่อเลี้ยงประชากร 2 ล้านคน มากกว่าที่จะเพาะปลูกการเกษตรทั่วไป ดังนั้นจึงแสดงให้เห็นว่าสาหร่ายเกลียวทองได้ถูกนำมาใช้เป็นอาหารเลี้ยงประชากรมาตั้งแต่สมัยอดีตกาลมาแล้ว นอกจากนี้หนังสือ "The Secreat of Spirulina" ยังได้กล่าวถึงปริมาณโปรตีนของสาหร่ายเกลียวทอง (แห้ง)เมื่อเปรียบเทียบกับอาหารชนิดอื่นไว้ดังนี้ - เนื้อวัว 18-20% - ถั่วเหลือง 33.35% - ไข่ 10-25% - ปลาทู ปลาอินทรีย์ 20% - ข้าวสาลี 6-10% - คลอเรลลา 40-56% - ข้าวเจ้า 7% - สาหร่ายเกลียวทอง 69.5-71% คณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุขได้ให้ข้อมูลว่าสาหร่ายเกลียวทองเป็นสาหร่ายที่มีโปรตีนสูงถึง 60-70% เมื่อเปรียบเทียบกับพืชชนิดอื่นๆ เช่น ถั่วเหลือง ซึ่งให้โปรตีนเพียง 37% และยังพบว่าโปรตีนของสาหร่ายเกลียวทองมีปริมาณสูงกว่าเนื้อสัตว์นอกจากนี้ยังประกอบไปด้วยกรดแกมม่าไลโนเลนิก(GLA) ซึ่งกรดนี้มีคุณสมบัติช่วยลดไขมันในเลือด ลดความดันโลหิตบรรเทาอาการข้ออักเสบ ปวดประจำเดือน และสิวฝ้า, วิตามิน B12 ซึ่งถ้าขาดวิตามินนี้ก็จะทำให้เกิดโรคโลหิตจางได้ , วิตามิน A ซึ่งอยู่ในรูปเบตาแคโรทีน มีบทบาทในการลดอนุมูลอิสระ ดังนั้นจึงนำมาใช้เป็นสารต้านมะเร็งชนิดต่างๆ และสาหร่ายนี้ยังเป็นแหล่งที่มีวิตามิน E, วิตามิน C ,วิตามิน B1, B12 และไนอาซีนสูง นอกจากวิตามินต่างๆแล้วยังมีเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกายอีกมากมาย เช่น ธาตุเหล็ก สังกะสี แมงกานีส ทองแดง เซเลเนียม แคลเซียม และยังประกอบด้วยสีเขียวของคลอโรฟิลล์อีกด้วย จากรายงานการวิจัยของ ดร.มาโกโตะ อูโนะ วิทยาลัยแพทยศาสตร์ เกียวโต พิสูจน์ว่าคลอโรฟิลล์ที่อยู่ในรูปสาหร่ายเกลียวทองมีผลต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและสัตว์ การเผาผลาญอาหาร การหายใจ กระตุ้นสร้างเม็ดเลือดแดง การทำงานของฮอร์โมนและการกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย งานวิจัยเกี่ยวกับสาหร่ายเกลียวทองในประเทศญี่ปุ่นได้เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2511 คณะนักวิจัยได้มาร่วมทำงานกันโดยตั้งเป้าที่จะเริ่มการผลิตในระดับอุตสาหกรรม โดยได้รับความช่วยเหลือจากสหพันธ์สาหร่ายขนาดเล็กนานาชาติ หลังจากดำเนินงานได้ 2 ปีก็โอนกิจการงานวิจัยให้กับบริษัทไดนิปปอนอิงค์ กากากูโกกิโอ คาบู ชิกิไกซา บริษัทนี้ประสบความสำเร็จในการผลิตสาหร่ายเกลียวทองในระดับอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีคุณภาพดีและเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป ผลการวิจัยของศาสตราจารย์ ดร.เคนอิชิ อะกัตซูกะ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเมจิ แห่งประเทศญี่ปุ่นที่ปรากฎในหนังสือ "The Secreat of Spirulina" พบว่าสาหร่ายสไปรูลิน่ามีลักษณะของความปลอดภัย ดังนี้ คือ เป็นผลิตภัณฑ์ที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง ไม่มีผลข้างเคียง แม้ว่าจะใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานสักเท่าใด แม้ว่าบังเอิญจะกินเข้าไปมากเกินขนาด ก็ไม่เกิดเป็นพิษหรือมีผลข้างเคียง เมื่อใช้เป็นประจำทุกวัน จะทำให้ร่างกายแข็งแรงและเพิ่มความต้านทานโรค สำหรับในประเทศไทย ได้มีนักวิจัยหลายท่านที่ทำการวิจัยเรื่องนี้ อาทิเช่น รองศาสตราจารย์ ดร.มรกต ตันติเจริญ รองผู้อำนวยการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ว่า สาหร่ายชนิดนี้นอกจากจะนำมาถ่ายทอดสู่ภาคเอกชนในการสร้างโรงงานผลิตเป็นอาหารอันโอชะของบรรดาสัตว์น้ำทั้งหลายแล้ว ยังมีประโยชน์อย่างยิ่งในการกำจัดน้ำเสีย เนื่องจากสาหร่ายเกลียวทองสามารถเกิดขึ้นเองได้ในน้ำเสีย ยิ่งถ้าปล่อยน้ำเสียลงในบ่อมากเท่าใด ก็จะยิ่งมีสาหร่ายเกลียวทองเกิดขึ้นมากเท่านั้น เพราะในน้ำเสียจะมีไนโตรเจนและฟอสฟอรัสซึ่งเป็นอาหารของสาหร่ายเกลียวทอง เมื่อไนโตร-เจนและฟอสฟอรัสลดลงน้ำก็จะอยู่ในสภาพที่ดี นอกจากนั้นยังใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญของเครื่องสำอางบางชนิดเช่น ครีมรักษาสิวเสี้ยน เป็นต้น งานวิจัยชิ้นสำคัญที่กล่าวถึงผลเสียของการกินสาหร่ายสไปรูลินาคือ งานวิจัยของ ผศ. ดร.ภญ. อรนงค์ กังสดาลอำไพ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งกล่าวว่า"ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีขายนั้น บางอย่างจะพูดถึงเฉพาะประโยชน์ กรณีสาหร่ายเกลียวทองเป็นพืช สาหร่ายเซลล์เดียวที่ให้โปรตีนแต่ปริมาณไม่มากนัก กินอาหารประเภทอื่นก็ได้ เช่น ถั่ว แต่ผลร้าย ที่ตามมาคือ สาหร่ายเกลียวทองมีกรดนิวคลีอิก สะสมเป็นกรดยูริก ตกตะกอนตามข้อก่อให้เกิดโรคเก๊าต์ ปวดตามข้อเป็นอาการตามมาไม่จำเป็นต้องรับประทานสาหร่ายเกลียวทองเพราะอาหารทั่วไปมีโปรตีนอยู่แล้ว" ต่อมา นายแพทย์อนุชาติ มาธนะสารสุนทร อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทย์ศาสตร์ หาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้เสนอผลการวิจัยซึ่งสรุปผลตรงกันข้ามกับงานวิจัยของ ภญ. อรนงค์ โดยได้แถลงผลการวิจัยเกี่ยวกับกรดยูริกในสาหร่ายเกลียวทองที่มีผลต่อการเกิดโรคเบาหวานและโรคเก๊าท์ว่า "สาหร่ายเกลียวทองมีผลในการช่วยลดกรดยูริกในเลือด ดังนั้นสาหร่ายเกลียวทอง จึงไม่ส่งผลให้เกิดโรคเบาหวานและโรคเก๊าท์อย่างแน่นอน" อีกทั้งนายสมชาย บุญสม กรรมการผู้จัดการบริษัทกรีนไดมอนด์ เชียงใหม่ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนผลิตภัณฑ์สาหร่ายเพื่อทำการวิจัยครั้งนี้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าผลการศึกษาก่อนหน้านี้ที่ทำให้นักวิชาการปักใจว่าสาหร่ายทำให้กรดยูริกในเลือดเพิ่มขึ้นและอาจทำให้เป็นโรคเก๊าท์นั้น เป็นเพราะผลการศึกษาก่อนหน้านี้นำสาหร่ายสายพันธุ์หนึ่งมาทดลองกับหนู และพบว่าทำให้เกิดกรดยูริกเพิ่มมากขึ้น จนทำให้นักวิชาการมีความเชื่อว่ากินสาหร่ายแล้วทำให้เกิดโรคเก๊าท์ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วในการวิจัยครั้งนั้นได้ใช้สาหร่ายคนละสายพันธุ์กับสไปรูลิน่า จากการวิจัยของ รศ. ดร. สุมนทิพย์ บุนนาค อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พบว่า สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินชื่อ สไปรูลิน่า เป็นสาหร่ายที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการนำมาทำเป็นอาหารเสริม เนื่องจากมีปริมาณนิวคลีอิกและเซลลูโลสต่ำ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง นอกจากนี้ รศ. ดร. สุมนทิพย์ บุนนาค ยังได้ให้สัมภาษณ์กลุ่มนาฬิกาทรายเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2545 โดยกล่าวว่า "อาหารชนิดใดก็ตามถ้าบริโภคเกินพอดีก็จะก่อให้เกิดโทษได้และถ้าเราไม่บริโภคสาหร่ายสไปรูลิน่าในปริมาณที่มากเกินไปก็จะไม่ก่อให้เกิดโทษต่อร่างกาย" ในประเทศอินเดียที่มีประชากรมากเป็นอันดับสองของโลกได้พยายามอย่างยิ่งที่จะให้มีอาหารเพียงพอสำหรับคนในประเทศ สาหร่ายเกลียวทองเป็นสาหร่ายชนิดหนึ่งที่ถูกเลือกใช้เพื่อช่วยให้บรรลุจุดประสงค์นี้ในส่วนหนึ่ง เพราะเป็นการเลี้ยงที่ใช้ต้นทุนต่ำ ขณะเดียวกันประเทศเม็กซิโก ทั้งสถาบันฝ่ายรัฐบาลและมหาวิทยาลัย ได้ศึกษาเกี่ยวกับการเติมสาหร่ายเกลียวทองลงในนมในปริมาณ 10% สำหรับให้ทารกและเด็กขาดสารอาหารดื่มผลจากการศึกษาครั้งนั้นรัฐบาลได้อนุญาตให้ใช้สาหร่ายเกลียวทองเป็นอาหารชนิดใหม่ได้ ก่อน ค.ศ. 1981 ประเทศสหรัฐอเมริกามีกฎหมาย FDA (Food and Drug Administration) ห้ามใช้ผลิตภัณฑ์ทุกชนิดเป็นยา โดยไม่ผ่านการทดสอบและรับรองเสียก่อน ดังนั้นรัฐบาลจึงไม่อนุญาตให้ประชาชนบริโภคผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากสาหร่ายเกลียวทองแต่อย่างไรก็ตามสาหร่ายสไปรูลิน่าได้รับการประกาศรับรองจากสถาบันชั้นนำของโลกหลายสถาบัน ได้แก่ ค.ศ. 1967 "THE INTERNATIONAL CONFERENCE ON APPILIED MICROBIOLOGY" ประกาศว่าสาหร่ายสไปรูลิน่าเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของมวลมนุษยชาติ ค.ศ.1974 UN ประกาศในที่ประชุมอาหารโลกว่าเป็น "THE MOST IDEAL FOOD FOR MANKIND" ค.ศ.1974 FAO (Food and Agriculture Organization) แนะนำว่าเป็น “ The Best Food for Tomorrow” ให้กับสาหร่ายสไปรูลิน่า ค.ศ.1981 FDA (Food and Druge Admistration) แห่งสหรัฐอเมริการับรองว่าสาหร่ายสไปรูลิน่า เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ปลอดภัยและไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นพิษ ค.ศ.1983 IFE (International Food Exposition)ซึ่งจัดทำขึ้นที่ประเทศเยอรมันตะวันออก มอบรางวัล "The Best Natural Food" ให้สาหร่ายสไปรูลิน่า ค.ศ.1992 WHO (World Health Organizion) ประกาศแนะนำว่า สาหร่ายสไปรูลิน่าเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในคริสตวรรษที่ 21 ที่ประเทศญี่ปุ่นมีการศึกษาสไปรูลิน่าในด้านเป็นอาหารเสริมวันละ 6-10 กรัม (12-20 เม็ด) ในปริมาณเช่นเดียวกันนี้ นักกีฬา และนักวิ่ง ฯลฯ ก็จะสามารถเพิ่มพูนกำลังได้เช่นเดียวกัน และสิ่งที่น่าทึ่งอย่างหนึ่ง ก็คือมีนักปราชญ์ชาวญี่ปุ่น ชื่อโทรุ มัทซุอิ สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่รับประทานอาหารอื่นใดเลย นอกจาก สาหร่ายเกลียวทองและสาหร่ายอื่นบ้างเป็นเวลา 15 ปี โดยไม่ปรากฏผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายแต่อย่างใด เราอาจจะพบสาหร่ายสไปรูลิน่าในรูปของเม็ด แคปซูล หรือเป็นผง เราสามารถรับประทานเป็นอาหารเสริมได้หลายรูปแบบ การบริโภคสไปรูลิน่าจะได้ผลเร็วหรือช้านั้นขึ้นอยู่กับ อายุ ความเครียด นิสัยการบริโภค ปริมาณสารเคมีหรือสารตกค้างในร่างกายความรุนแรงของโรค การบริโภคสาหร่ายในปริมาณที่เพียงพออย่างต่อเนื่อง ปริมาณการออกกำลังกายและการพักผ่อน โดยทั่วไป สัปดาห์แรก จะได้ปฎิกิริยาตอบรับร่างกายจะมีการปรับตัวมีการตอบรับที่ดีขึ้น ปัญหาสุขภาพที่มีอยู่จะค่อย ๆ ดีขึ้น ในเดือนที่ 3-5 ก็จะฟื้นฟูจนปกติ ยกเว้นผู้ที่ร่างกายทรุดโทรมมากจนเซลล์ที่ประกอบเป็นอวัยวะเสียไปหมดแล้วก็จะไม่สามารถฟื้นฟูได้ สาหร่ายมีธาตุเหล็ก มากกว่าผักโขม 58 เท่าและวิตามินบี 12 มากกว่าไข่ไก่100 เท่า จึงเพียงพอกับ ความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน สาหร่ายเกลียวทองจึงเหมาะสำหรับผู้มีภาวะโลหิตจางและลดโอกาสเสี่ยงการเป็นภาะวโลหิตจาง ในสาหร่ายมีสารสีน้ำเงินชื่อ ไฟโคไซยานินช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยป้องกันและสร้างระบบภูมิคุ้มกันกระตุ้นเซลล์ตั้งต้น ( Stem cell) ให้ผลิตเม็ดเลือดแดง และขาว เพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ ในสาหร่ายมีเอนไซม์เอนโดนิวเคลีย เอซ , B12,กรดนิวคลีอิก เป็นตัวช่วยสร้างและซ่อมแซม DNA ให้เซลส์แบ่งตัวได้รวดเร็วและไม่ผิดเพื้ยนจนกลายเป็นเซลส์มะเร็ง ในสาหร่ายมีกรดอะมิโนเมทไทโอนีนเป็นสารอาหารสำคัญของโครงสร้างเซลล์ตับ และช่วยป้องกันเซลส์ตับจากพิษแอลกอฮอล์ ผลการวิจัย ผู้ป่วยโรคตับต้องการอาหารที่มีโปรตีนและแคลลอรี่สูงๆถึงจะฟื้นฟูเซลส์ตับได้และสาหร่ายมีโปรตีนที่มีคุณภาพสูงถึง 69.5% ร่างกายสามารถดูดซึมได้ถึง 95.1% ในสาหร่ายมีเบต้าแคโรทีน มากกว่าแครอท 20 เท่าเป็นแหล่งของวิตามิน A ช่วยบำรุงสายตา แพทย์ญี่ปุ่น ใช้ยารักษาผู้ป่วยโรคตาเรื้อรังและที่มีอาการหนักควบคู่กับการรับประทานสาหร่ายวันละ 20-30 เม็ดภายใน 2-4 เดือน ผู้ป่วยอาการดีขึ้นมากถึง 90% บางรายหายเป็นปกติ สาหร่ายเกลียวทอง ช่วยเสริมสร้าง แลคโตบาซิลลัสในลำไส้ทำให้การย่อยอาหารและการดูดซึมสารอาหารดีขึ้นป้องกันการติดเชื้อและดูดซับสารพิษที่ตกค้างในลำไส้ ให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ สาหร่ายเกลียวทอง ช่วยป้องกันอาการเมาค้างได้ดี ทั้งนี้เพราะสาหร่ายเกลียวทอง มีโปรตีนปริมาณมากซึ่งจะช่วยระบบการทำงานของตับในการขับแอลกอฮอล์ออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ สาหร่ายเกลียทองมีกรด "กลูตามิก" ซึ่งมีความสำคัญในขบวนการเผาผลาญอาหารให้สมอง อีกทั้งยังอุดมไปด้วย ทริพโตเฟน แวลีน เฟนนิลอลานีน ไอโซลิวซีนลิวซีน และแมงกานีส ซึ่งช่วยบำรุงสมอง ป้องกันความจำเสื่อม สาหร่ายเกลียวทองมีสารอาหาร วิตามิน เกลือแร่ และแร่ธาตุครบถ้วน กรดอะิมิโนครบ 18 ตัว วิตามิน A, B6 สาหร่ายเกลียวทองจึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับหญิงมีครรภ์ สาหร่ายเกลียวทอง ประกอบด้วยแร่ธาตุที่สำคัญ ช่วยลดปัญหาและเสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศ อันประกอบด้วย สังกะสี, ทริพโตเฟน, อาร์จินีน คุณประโยชน์ของสาหร่ายเกลียวทอง หรือสาหร่ายสไปรูลิน่า สุขภาพดี24ชม.com จำหน่ายสาหร่ายเกลียวทอง สาหร่ายสไปรุลินา ดูแลสุขภาพดีตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยคุณค่ามหัศจรรย์จากธรรมชาติ ของสาหร่ายเกลียวทอง Best
อาหารและเกษตรแห่งสหประชาติ แนะนำว่าสาหร่ายเกลียวทองเป็นอาหาร พ.ศ.2517 FAO ( Food and Agriculture Organization ) องค์การ ที่ดีที่สุดสำหรับอนาคต ( The best food for tomorrow )
จำหน่ายผลิตภัณฑ์สาหร่ายเกลียวทอง สาหร่ายสไปรูลินา ฺSpirulina ของแท้จากธรรมชาติ 100% ราคาถูก ที่ สขภาพดี24ชม.com+สุขภาพดี 24 ชั่วโมง สาหร่ายเกลียวทอง (สาหร่ายสไปรูลิน่า) คืออะไร สาหร่ายเกลียวทอง คือ สาหร่ายหลายเซลล์ สีเขียวแกมน้ำเงินที่อุดมด้วยคุณค่าทางสารอาหารครบ 5 หมู่ เพรียบพร้อมด้วยวิตามิน และเกลือแร่ที่ร่างกายต้องการย่อยสลายและดูดซึมง่าย เซลล์ต่างๆของร่างกายสามารถนำไปใช้ได้อย่างรวดเร็วและไม่มีผลข้างเคียงเมื่อรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน สาหร่ายเกลียวทอง หรือ สาหร่ายสไปรูลิน่า(spirulina) การค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสาหร่ายเริ่มมากขึ้นเมื่อพบว่ามีสาหร่ายบางชนิดมนุษย์ได้ใช้เป็นอาหารมานานกว่า 500 ปี ใน ค.ศ. 1521 ( พ.ศ. 2064 ) ได้มีการรายงานซึ่งพบจากบันทึกของกองทัพคอร์ตเตส(Cortez's Troops)ว่าชาวเม็กซิกันกินอาหารเป็นพวกสาหร่ายชนิดหนึ่ง โดยชาวพื้นเมืองปลูกในทะเลสาบ ( Lake Texcoco ) เก็บมาตากแห้งแล้วนำมาขายในตลาดเพื่อใช้เป็นอาหาร ในยุคของการตื่นตัวเรื่องสุขภาพ และความระมัดระวังที่จะเลือกอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ทำให้มีการศึกษาในหลายสถาบันเพื่อให้ได้อาหารที่เป็นอุดมคติของนักโภชนาการนำมาซึ่งการค้นพบสาหร่ายพืช ขนาดจุลินทรีย์ชนิดหนึ่ง ซึ่งเรียกชื่อต่อมาว่า สไปรูลิน่า Spirulina สารอาหารใน...สาหร่ายเกลี่ยวทองเป็นที่น่าทึ่งมากว่า สาหร่ายเกลียวทอง ประกอบด้วยสารอาหารหลากหลายที่ทรงคุณค่ามากกว่าเนื้อสัตว์ และพืชชนิดอื่นๆ เปรียบเสมือนโรงงานผลิตอาหารของโลกทีเดียว - มีโปรตีนซึ่งสูงกว่า เนื้อ นม ไข่ ถึง 3 เท่า - มีกรดอะมิโนครบถ้วน 18 ชนิด และเรียงตัวกันอย่างสมดุล - อุดมไปด้วยวิตามิน B1 , B2 , B6 , B12 , C , E และ H ซึ่งวิตามิน B12 มีมากกว่าในตับถึง 250% - มีเบต้าแคโรทีนมากกว่าแครอทถึง 20 เท่า - มีธาตุุเหล็กมากกว่าอาหารชนิดอื่น ๆ ถึง 12 เท่า - มีซิลีเนียม สังกะสี และธาตุอื่นๆ ที่จำเป็นต่อร่างกายครบถ้วน - มีกรดไขมันแกมมาไลโนเลนิก ที่ช่วยลดคลอเลสเตอรอลในเส้นเลือดมากกว่า 170 เท่าของที่มีในน้ำมันพืช - มีคลอโรฟิลล์ในปริมาณที่มากกว่าพืชชนิดใดๆ สาหร่ายเกลียวทอง คือ โปรตีน ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโนหลายชนิดในสัดส่วนที่เหมาะสม ในสาหร่ายเกลียวทองนั้น มีคุณค่าทางอาหารเหนือกว่าอาหารชนิดอื่น คือมีปริมาณโปรตีนถึงกว่า 65% ของน้ำหนักแห้ง ซึ่ง สูงกว่าปริมาณโปรตีนที่มีในเนื้อสัตว์หรือในไข่ถึง 3/2 เท่า ถือว่า สาหร่ายเกลียวทอง เป็นอาหารพิเศษที่ประกอบด้วยเนื้อโปรตีนแท้ๆ นอกจากนี้ยังประกอบด้วย คลอโรฟิลล์ และ ไฟโคไซยานิน จำนวนมาก มีโปรวิตามิน ซึ่งเป็นสารที่เปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ ซึ่งเป็น คุณสมบัติเฉพาะของสาหร่ายเกลียวทอง จะเห็นว่าสาหร่ายเกลียวทอง มีสีเขียวแกมน้ำเงิน และรวมไปถึงทั้งกรดอะมิโนที่ร่างกายต้องการ เราลองมาดูตารางเปรียบเทียบ สาหร่ายเกลียวทอง (แห้ง) เปรียบเทียบปริมาณ โปรตีน นอกจากนั้น สาหร่ายเกลียวทอง ยังประกอบไปด้วย กรดอะมิโน ที่จำเป็นต่อร่างกาย ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ซึ่งในสาหร่ายเกลียวทอง มี กรดอะมิโน ทั้ง 18 ชนิด ที่ร่างกายต้องการดังนี้คือ 1. ไอโซลิวซีน จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโต และพัฒนาการเรียนรู้ (IQ) 2. ลิวซีน กระตุ้นการทำงานของสมอง เพิ่มกำลังให้กล้ามเนื้อ ช่วยให้เซลล์ประสาทแข็งแรงขึ้น 3. ไลซีน ทำให้ระบบเส้นเลือดแดงแข็งแรง ควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์ 4. เมไทโอ นีน บำรุงรักษาตับ ต้านความเครียด ทำให้ประสาทผ่อนคลาย 5. เฟนนิลอะลา นีน ใช้สร้างไทรอกซิน กระตุ้นกอัตราการย่อย และสลายอาหารเพื่อเป็นพลังงาน 6. ทรีโอนีน ทำให้ลำไส้ทำงานดีขึ้นเพิ่มการดูดซึม 7. แวลี ช่วยกระตุ้นความจำ 8. อะลานีน ทำให้ผนังเซลล์แข็งแรง 9. แอสพาร์ติก ช่วยเปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาล 10. อาร์จินีน เป็นส่วนประกอบของน้ำเชื้อเพศชาย และช่วยในการกำจัดสารพิษ 11. ทริพโตเฟน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของวิตามินบี จิตใจเยือกเย็นสงบ 12. กลูตามิก นำกลูโคสเข้าสู่เซลล์สมอง ช่วยลดพิษอัลกอฮอล์ และช่วยทำให้มีสติ 13. อีสติตีน ช่วยให้การส่งผ่านความรู้สึกของระบบประสาทดีขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องหู 14. ซีลีน ช่วยในการสร้างเยื่อหุ้มรอบเส้นประสาท เพื่อป้องกันอันตรายในเส้นประสาท 15. ซีสทีน บำรุงตับอ่อน ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด 16. โปรตีน เป็นสารต้นตอของกลูตามิกแอซิด 17. กลัยซีน เพิ่มพลังงานและการใช้ออกซิเจนของเซลล์ 18. ไทโรซีน ชะลอความแก่ของเซลล์ ในประเทศสหรัฐอเมริกายังไม่เคยมีการศึกษาทดลองใช้ สาหร่ายเกลียวทอง และศึกษาผลของสาหร่ายเกลียวทอง ที่มีต่อสุขภาพของมนุษย์ ถึงแม้จะเป็นที่ยอมรับมาเป็นเวลานานแล้วว่า สาหร่ายเกลียวทองมีคุณค่าทางโภชนาการอย่างยิ่งก็ตามในทางกลับกันแพทย์ชาวญี่ปุ่นและเม็กซิกันกลับให้ความสนใจ อย่างลึกซึ้งในการนำสาหร่ายเกลียวทองไปใช้เสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้แก่ มนุษย์ การศึกษาวิจัยส่วนใหญ่แสดงให้เห็นว่าสาหร่ายเกลียวทองเป็นสิ่งที่ใช้เสริมการรักษาของแพทย์ และให้ผลดี โดยเฉพาะในกลุ่มคนไข้ที่มีภาวะทุพโภชนาการเรื้อรัง เป็นสาเหตุของ โรค อย่างไรก็ดี มีตัวอย่างบางกรณี ที่แสดงถึงความสามารถของสาหร่ายเกลียวทอง ในการทำให้เกิด การรักษาตนเอง ที่ทำให้เราทราบว่า มีเรื่องที่มนุษย์ยังไม่ล่วงรู้อีกมากมายเกี่ยวกับคุณสมบัติต่างๆ ของสาหร่าย ขณะนี้องค์การอาหารและยาได้จัดสาหร่ายเกลียวทองเป็นเพียงผักชนิดหนึ่งเป็นอาหารเหมือนเช่นอาหารที่รับประทานทั่วไป ดังนั้นจึงไม่ควรที่จะแอบอ้าง สรรพคุณในการรักษาโรค แต่อาหารที่ดีก็เปรียบเสมือนยาวิเศษ สำหรับผู้ป่วยควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ ควบคู่ไปกับการใช้ยาแผนปัจจุบัน ซึ่งสาหร่ายเกลียวทองจะช่วยเสริมและขยายอำนาจการรักษาของยา นอกจากนี้ยังเหมาะสำหรับผู้ที่มีสุขภาพดีอยู่แล้วเพื่อเป็นปราการในการป้องกันโรคหรือผู้ที่มีสภาพต่างๆ ดังนี้ เช่น - เหนื่อยง่าย - เป็นหวัดง่าย - วิงเวียนศรีษะอยู่เสมอ - รู้สึกเจ็บถึงกระดูกเมื่อกดเนื้อเบาๆ - หญิงมีครรภ์ กินผัก - กินผักสีเขียวหรือผักสีเหลืองไม่เพียงพอ - ไม่รับประทานอาหารเช้า - กำลังอดอาหารเพื่อลดความอ้วน - ชอบหรือไม่ชอบอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งอย่างรุนแรงจนก่อให้เกิดอาการขาดสาร อาหาร - มีอาารท้องผูกเป็นประจำ อาการผิดปกติในร่างกายที่ทำให้เกิดโรคนั้นมีหลายอย่าง และกว่า 90% ของอาการผิดปกตินั้น เกิดจากการรับประทานอาหารที่บกพร่องไม่เพียงพอหรือไม่ ถูกส่วน คุณค่าทางโภชนาการของสาหร่ายเกลียวทอง สาหร่ายเกลียวทองมีสารอาหารครบ 5 หมู่ที่ร่างกายต้องการในสัดส่วน ที่สมดุลโดยเฉพาะโปรตีนในสาหร่ายเกลียวทอง จุดเด่นคือ มีกรดอะมิโนถึง 18 ชนิด ใน 18 ชนิด มีกรดอะมิโนจำเป็น ครบสมบูรณ์ นี่คือเหตุผลที่ว่า สาหร่ายเกลียวทอง คืออาหารแห่งอนาคต (Food of the Future) ปริมาณของสารอาหารต่าง ๆ ในสาหร่ายเกลียวทอง สาหร่ายเกลียวทองมีปริมาณ โปรตีนมากถึง 60 % ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าแหล่งอาหารอื่น ๆเช่น เนื้อสัตว์ ย่อยได้จริง แค่ 20- 30 % นอกจากโปรตีน สาหร่ายยังมีสารอาหารที่จำเป็นอื่น ๆ อีกมากมาย อาทิเช่นวิตามิน ซี, บี 1,บี 2,บี 5, บี 6,บี 12,เบต้าแคโรทีน, แคลเซียม,แมกนีเซียม, เหล็ก,สังกะสี, ไขมันจำเป็น แกมม่าไลโนเลนิก เป็นต้น คลอโรฟิลล์ในสาหร่ายเกลียวทอง ในระหว่างปี 2563 – 2473 ได้มีการวิจัยอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการใช้ คลอโรฟิลล์ เป็นยารักษาโรคเบื้องต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิจัยซ้ำถึงคุณค่าของคลอโรฟิลล์ในทางเภสัชกรรมเพื่อใช้เป็นยารักษาโรค คุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมของคลอโรฟิลล์ ดึงดูดความสนใจอย่างมาก และต่อไปนี้คือ คุณสมบัติของคลอโรฟิลล์ที่มีมากในสาหร่ายเกลียวทอง (สไปรูลิน่า) 1. คลอโรฟิลล์มีผลทางการเร่งประสิทธิภาพการทำงานของเนื้อเยื่อ และอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายให้สูงขึ้น ตัวอย่างเช่น ในการทดลองเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ และเส้นประสาท พบว่า คลอโรฟิลล์ช่วยในการส่งผ่านกระแสสิ่งเร้าไปยังกล้ามเนื้อและเส้นประสาทกล้ามเนื้อ เส้นประสาทที่อ่อนล้าไม่ยอมทำงานก็กลับทำงานได้เมื่อมีการให้คลอโรฟิลล์ 2. คลอโรฟิลล์มีผลต่อกล้ามเนื้อหัวใจ คือ การหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจดีขึ้นเพราะระยะเวลา การคลายตัวนานขึ้น การทำงานโดยส่วนรวมของหัวใจก็ดีขึ้นและเนื่องจากเส้นโลหิตฝอยมีการขยายตัวดีขึ้น ดังนั้นจึงมีทางเป็นไปได้ที่ความดันเลือดลดลงด้วย ยิ่งไปกว่านั้นถ้าฉีดคลอโรฟิลล์เหลวขนาดที่ 1/2000 (1/2000 TH) เข้าทางหัวใจที่หยุดทำงานแล้ว เนื่องจากยาพิษหรือหัวใจอ่อนล้าหัวใจก็กลับทำงานใหม่ได้ 3. คลอโรฟิลล์ช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น ทั้งนี้เพราะมันช่วยกระตุ้นการบีบรูดของลำไส้ส่วนปลาย 4. คลอโรฟิลล์ช่วยให้คลอดลูกง่าย เพราะคลอโรฟิลล์ช่วยให้การบีบรัดตัวของกล้ามเนื้อ มดลูกแรงขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อการคลอด 5. คลอโรฟิลล์ช่วยส่งเสริมการงอกใหม่ของเซลล์ 6. คลอโรฟิลล์เป็นสารที่ช่วยเพิ่มปริมาณเลือด เนื่องจากคลอโรฟิลล์มีผลทางการกระตุ้นอวัยวะที่ช่วยสร้างเลือดคล้ายคลึงกับธาตุเหล็กเรื่องที่คลอโรฟิลล์มีความสัมพันธ์กับการสร้างเลือดนั้นเป็นที่น่าสนใจอย่างมากของนักวิทยาศาสตร์และแพทย์ นอกเหนือจากความสนใจในความคล้ายคลึงกันมากของโครงสร้างของคลอโรฟิลล์และฮีโมโกลบิน 7. คลอโรฟิลล์ช่วยป้องกันไม่ให้บาดแผลติดเชื้อ และช่วยให้มีการสร้างเซลล์ใหม่ ได้มีการทดลองใช้คลอโรฟิลล์ในการรักษาการสกัดคลอโรฟิลล์ จึงเข้าว่าสารที่ให้ผลในการฆ่าเชื้อนั้นไม่ใช่คลอโรฟิลล์ แต่เป็นคาโรทีน(มีพบในใบไม้สีเขียวคู่กับคลอโรฟิลล์และในร่างกายของสัตว์รงควัตถุตัวนี้จะถูกสลายกลายเป็นวิตามินเอ) ต่อ ๆ มาก็ได้มีการค้นพบว่าธาตุแมกนีเซียมในคลอโรฟิลล์ มีบทบาทอย่างสำคัญในการรักษาบาดแผล คลอโรฟิลล์ยังมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อและทำหน้าที่ในการป้องกันการเกิดแบคทีเรีย ดังนั้นจึงป้องกันมิให้แผลติดเชื้อ และช่วยให้มีการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นอีกด้วย ดังนั้นคลอโรฟิลล์จึงเท่ากับทำประโยชน์ได้ถึงสองเท่า 8. คลอโรฟิลล์ขจัดกลิ่นเหม็นของแผล เพราะเมื่ออะแนโรบิคแบคทีเรีย (แบคทีเรียที่เจริญเติบโตในที่ไม่มีออกซิเจน ซึ่งจะตายเมื่อถูกอากาศ เช่น แบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในดินและเชื้อบาดทะยัก) เข้าไปในบาดแผลมันก็จะมีฤทธิ์มากขึ้นและก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นซึ่งคลอโรฟิลล์จะทำหน้าที่ขจัดกลิ่นนี้ออกไป 9. คลอโรฟิลล์มีคุณสมบัติเป็นสารดูดความชื้นทำให้แผลแห้ง และช่วยลดการคัดหลั่ง และยิ่งกว่านั้นคือ ไม่มีผลข้างเคียงเลยและจากการใช้คลอโรฟิลล์สามารถลดการใช้ยาปฏิชีวนะได้ถึง 50% 10. รักษาแผลเปื่อยในกระเพาะอาหารและการอักเสบของทางเดินอาหาร คนญี่ปุ่นจำนวนมากต้องทรมานด้วยโรคทางเดินอาหาร จึงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ทราบว่า คลอโรฟิลล์ใช้ได้ดีกับโรคหลายโรค เช่น โรคแผลเปื่อยในกระเพาะ, โรคมีกรดมากเกินไปในกระเพาะ, โรคกระเพาะอักเสบเรื้อรัง และสภาพการหย่อนยานของกระเพาะ (สภาพกระเพาะอาหารขาดกำลัง) ในกรณีที่มีกรดมากเกินไปในกระเพาะ คลอโรฟิลล์จะช่วยในการควบคุมความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร (Gastrix Juice) เช่น ถ้ากินคลอโรฟิลล์เข้าไปก็จะไปทำลายสภาพความเป็นกรดในกระเพาะอาหารให้เกิดความเป็นกลางยิ่งไปกว่านั้นในกรณีที่เป็นแผลเปื่่อยในกระเพาะอาหารและมีการตกเลือดแฝงในกระเพาะอาหาร (Gastric Juice occult bolld test) เมื่อกินสาหร่ายเกลียวทอง(สไปรูลิน่า) ติดต่อกันเป็นประจำ อาการตกเลือดแฝงนี้จะหายไป อาการอื่น ๆ เช่น ปวดท้อง คลื่นเหียนซึ่งมักพบเสมอในผู้ป่วยโรคดังกล่าวจะหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อกินคลอโรฟิลล์ คลอโรฟิลล์ช่วยป้องกันแผลเปื่อยในกระเพาะอาหารได้อย่างไร สาหร่ายเกลียวทองสมมุติฐานที่ดีที่สุด เห็นจะเป็นเพราะว่าคลอโรฟิลล์ทำปฏิกิริยากับเพปซิน และควบคุมปฏิกิริยาการย่อยของเพปซิน (เอนไซม์มีหน้าที่ย่อยโปรตีน น้ำหลั่งในกระเพาะอาหารเพปซินร่วมกับกรดโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรดเกลือทำการย่อยสลายโปรตีนให้เป็นโพรทิเอสและเปปโตน) ในการทดลองได้แสดงให้เห็นว่า คลอโรฟิลล์ ช่วยควบคุมการย่อยอาหารยิ่งไปกว่านั้นคลอโรฟิลล์ยังมีผลต่อต้านโรคภูมิแพ้ในกระเพาะอาหาร, โรคแผลเปื่อยในกระเพาะอาหารอันเกิดจากการเป็นโรคภูมิแพ้มาก่อน เช่นเดียวกับโรคภูมิแพ้ในส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ประสิทธิภาพของคลอโรฟิลล์เริ่มเป็นที่รู้จักกันในแวดวงของศัลยกรรมโรคผิวหนังและนรีเวชวิทยาตลอดจนจักษุวิทยา จมูกและคอ รวมทั้งทันตกรรมด้วย สาหร่ายเกลียวทอง เป็นที่ทราบกันแล้วว่า ยาสำหรับโรคกระเพาะอาหารอักเสบ หรือโรคแผลเปื่อยในกระเพาะอาหารนั้นต้องมีคลอโรฟิลล์ผสมอยู่ด้วย ทั้งนี้เพราะคลอโรฟิลล์เป็นสารที่ให้ผลทางการรักษาอาการอักเสบของเยื่อบุในกระเพาะอาหารและเยื่อบุหลอดลม สาหร่ายเกลียวทองผนังกระเพาะอาหารจะทำหน้าที่ผลิตน้ำย่อย ซึ่งเป็นน้ำย่อยที่มีประสิทธิภาพ ยิ่งสามารถย่อยชิ้นเนื้อชิ้นหนึ่งได้ภายในเวลาประมาณ 20 นาที และเพื่อป้องกันไม่ให้ผนังกระเพาะอาหารเกิดการอักเสบเนื่องจากน้ำย่อยชนิดนี้ กระเพาะจะมีเยื่อมูกบุภายนอกอีกชั้นหนึ่ง อย่างไรก็ตามเมื่อคนเกิดความกังวล หรือเมื่อมีความเครียดระบบป้องกันของกระเพาะอาหารก็จะทำงานไม่เต็มที่ น้ำย่อยที่ผลิตจากผนังกระเพาะ ก็จะทำการย่อยกระเพาะเสียเองทำให้เกิดรูแผลในผนังกระเพาะ นี่คือโรคกระเพาะอาหารอักเสบ แต่ถ้าเป็นมากเรียกโรคแผลเปื่อยในกระเพาะอาหาร และในปัจจุบันดูเหมือนว่า 8% ของคนไข้โรคแผลเปื่อยในกระเพาะอาหารจะมีสาเหตุมาจากความเครียดมากกว่าการกินอาหารมากเกินไป สาหร่ายเกลียวทองในปัจจุบัน พบโรคแผลเปื่อยในกระเพาะอาหารแม้ในเด็กชั้นประถม สาเหตุโดยตรงก็ดูเหมือนจะเป็นความเครียด อันเนื่องมาจากต้องเข้าสอบในสนามสอบแข่งขันตั้งแต่ยังเล็กตามระบบการศึกษาของญี่ปุ่น ประโยชน์ของ คลอโรฟิลล์ ที่มีมากใน สาหร่ายเกลียวทอง Best 1. ทำให้บาดแผลหายเร็ว 2. ช่วยให้เส้นประสาทที่อ่อนล้าไม่ยอมทำงาน ให้กลับมาทำงานได้ 3. การหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจดีขึ้น เสริมธาตุเหล็กให้กับกล้ามเนื้อหัวใจ 4. เพิ่มปริมาณเลือดในผู้ป่วยโรคโลหิตจาง 5. เส้นเลือดฝอยมีการขยายตัวดีขึ้น ความดันโลหิตลดลง 6. การขับถ่ายดีขึ้น เพราะช่วยกระตุ้นการบีบรูดของลำไส้ 7. ทำความสะอาดลำไส้ และขจัดกลิ่นจากลำไส้ 8. แก้ปัญหาเส้นเลือดขอด ทำให้เลือดไหลเวียนบริเวณขาดีขึ้น 9. ระงับปวด เช่นปวดจากบาดแผล ริดสีดวงทวาร และอาการอักเสบในร่างกาย 10. ขจัดกลิ่นเหม็นของแผล และกำจัดกลิ่นตัว 11. ป้องกันการติดเชื้อ และสร้างเซลล์ใหม่ 12. เสริมสมรรถภาพตับ รวมทั้งบรรเทาโรคตับอักเสบ 13. แผลเปื่อยในกระเพาะอาหาร และการอักเสบของทางเดินอาหาร 14. ควบคุมความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร 15. ขับสารพิษ 16. ควบคุมการย่อยอาหาร 17. คลอดบุตรง่าย 18. ปรับระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน 19. ไข้หวัด , เสริมสุขภาพในรายที่เป็นหอบหืด 20. อาการเจ็บคอ ทอนซิลอักเสบ สาหร่ายเกลียวทอง ได้รับการยอมรับจากสถาบันชั้นนำทั่วโลก พ.ศ. 2571 UN ( United Nation ) องค์การสหประชาติ ประกาศในที่ประชุมอาหารโลกว่า ไม่มีพืชชนิดใดที่จะให้คุณค่าหลากหลายเท่ากับ สาหร่ายเกลียวทอง ( THE MOST IDEAL FOOD FOR MANKIND ) อาหารและเกษตรแห่งสหประชาติ แนะนำว่าสาหร่ายเกลียวทองเป็นอาหาร พ.ศ.2517 FAO ( Food and Agriculture Organization ) องค์การ ที่ดีที่สุดสำหรับอนาคต ( The best food for tomorrow ) พ.ศ.2524 FDA ( Food and Drug Administration ) องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (อย.) รับรองว่า สาหร่ายเกลียวทอง เป็นแหล่งอาหารเสริมที่ดีที่สุดเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ปลอดภัย และไม่มีีผลข้างเคียงที่เป็นพิษ พ.ศ.2535 WHO ( World Health Organization ) องค์การอนามัยโลกประกาศว่า สาหร่ายเกลียวทอง เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในคริสตวรรษที่ 21 จุดเด่นของสาหร่ายเกลียวทอง สไปรูลิน่า คือ สาหร่ายชนิดหนึ่ง เป็นอาหารพื้นเมืองของประชาชนในประเทศ เม็กซิโก และ อัฟริกา มันเป็นสาหร่ายสีน้ำเงิน-เขียว(Blue Green Algae) ที่ขึ้นได้ดีในเขตร้อน และในบริเวณน้ำจืด หรือน้ำกร่อยที่มีลักษณะเป็นด่าง สาหร่ายสไปรูลิน่า ดังเพราะมีวิตามิน บี12 มีเม็ดสี และผนังเซลล์อื่น สไปรูลิน่า มีชื่อเสียงเพราะเป็นแหล่งวิตามิน บี12 ซึ่งตามธรรมชาติวิตามินนี้จะไม่มีในพืช แต่มีมากในเนื้อสัตว์ และมีเม็ดสี (Phytopigment) ที่วงการโภชนาการยอมรับว่า สำคัญต่อสุขภาพมนุษย์และสัตว์ผู้บริโภค คือ เม็ดสีน้ำเงินของไฟโคไซยานิน (Phycocyanin) สีเขียวของคลอโรฟิลล์ (Cholrophyll) และสีเหลืองของคาโรทีน (Carotene) จุดเด่นของสาหร่ายสไปรูลิน่าอีกอย่างคือ การที่มีผนังเซลล์อ่อน (Soft Cell Wall) เพราะไม่มีเซลลูโลส (Cellulose) เหมือนพืชอื่น ๆ ที่ทำให้ผนังของเซลล์แข็ง การที่ผนังเซลล์ของสไปรูลิน่ามีแต่น้ำตาลกับโปรตีน ทำให้ตัวมันย่อยง่ายกว่าพืชทุกชนิดอันเป็นความแตกต่างที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ ความสำคัญของเม็ดสีน้ำเงิน – เขียว (Blue – Green Pigment) เม็ดสีที่เป็นสีน้ำเงินเข้ม คือ ไฟโคไซยานิน (Phycocyanin) มีสูงถึงร้อยละ 14 โดยน้ำหนัก ซึ่งไฟโคไซยานินนี้ให้ผลดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง ดังได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น พืชอื่น ๆ มีไฟโคไซยานินน้อยกว่ามาก และแม้แต่สาหร่ายบางชนิดก็ไม่มีเลย เม็ดสีที่เป็นสีเขียว คือ คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) ได้ใช้เป็นยาใส่แผลในสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะมันมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อโรคลดการอักเสบและบวม คลอโรฟิลล์ช่วยการฟื้นตัวของเซลล์ตับที่อักเสบ และขยายหลอดเลือด ทำให้ระบบไหลเวียนของโลหิตใน ร่างกายดีขึ้น สาหร่ายเกลียวทอง "อาหารดีคือยาวิเศษ" ในยุคปัจจุบันพฤติกรรมในการบริโภคของคนเปลี่ยนไปเนื่องจากการใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบของคนในสังคม ทำให้คนส่วนใหญ่ละเลย และขาดการเอาใจใส่ดูแลสุขภาพของตนเอง โดยเฉพาะในเรื่องของการออกกำลังกายที่ผู้คนให้ความสนใจน้อยมาก ในทางกลับกัน ผู้คนหันมาบริโภคอาหารที่ติดฉลากว่าเป็น "อาหารเพื่อสุขภาพ" หรือ"อาหารธรรมชาติ" ซึ่งวางขายในท้องตลาดและ หนึ่งในจำนวนนั้นที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง คือ "สาหร่ายเกลียวทอง (Spirulina) " ”ซึ่งได้รับการขนานนามว่า " "อาหารทิพย์จากสวรรค์" "อาหารแห่งอนาคต" "อาหารเพื่อชาวโลก" และ "อาหารมหัศจรรย์" นางเจียมจิตต์ บุญสม ผู้อำนวยการด้านการวิจัยบริษัท กรีนไดมอนด์ จำกัด เป็นผู้ให้ชื่อภาษาไทยของสาหร่ายสไปรูลิน่า ว่า "สาหร่ายเกลียวทอง" คำว่าสไปรูลิน่ามาจากคำว่า สไปรัล (Spiral) ในภาษาอังกฤษ ซึ่งหมายถึงรูปเกลียววนแบบขดหอย สาหร่ายเกลียวทองมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมคือประเทศเม็กซิโกและทวีปแอฟริกา ซึ่งชนเผ่าพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในแหล่งต่างๆเหล่านี้ได้ใช้เป็นอาหารประจำวันมาเป็นเวลาหลายพันปี สาหร่ายเกลียวทองเป็นสาหร่ายเซลล์เดียวที่อยู่ในตระกูล สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินไม่ีมีรถชาติมีจำนวนทั้งหมด 35 สายพันธุ์ แต่บางสายพันธุ์ก็ไม่เหมาะที่จะใช้เป็นอาหารเนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการต่ำและสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ สายพันธุ์เม็กซิโกซึ่งสามารถเจริญได้ดีที่อุณหภูมิ 35-36.6 องศาเซลเซียส อันเป็นระดับเดียวกับเลือดของมนุษย์และขึ้นได้ดีในแหล่งน้ำที่ค่อนข้างเค็มในเขตศูนย์ สูตร เกลียวของสาหร่ายชนิดนี้จะเปลี่ยนไปตามอุณภูมิ ค่า pH และสารอาหารที่มันได้รับ สาหร่ายชนิดนี้มีขนาดเล็กมาก ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ในการศึกษา ข้อความในหนังสือ "The Secret of Spirulina" ซึ่งนางเจียมจิตต์ บุญสม แปลเป็นภาษาไทยว่า "ความลับของสาหร่ายเกลียวทอง"ได้กล่าวถึงสาหร่ายชนิดนี้ว่า ในอดีตกาลชาวมายันที่อาศัยอยู่แถบแหลม Yucatan ในอเมริกากลางมีชีวิตอย่างเรียบง่าย ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เป็นป่าดงดิบ ไม่สามารถทำการเกษตรได้ หลังจากทำไร่เลื่อนลอยจนดินเสื่อมพวกมายันได้สร้างบ่อเพาะเลี้ยงพืชที่มีลักษณะเป็นแพสีเขียวขึ้นซึ่งอาจจะเป็นบ่อเพาะสาหร่ายเกลียวทอง อยู่ท่ามกลางป่าดงดิบที่ถูกแผ้วถางแล้ว มีระบบระบายน้ำที่สลับซับซ้อนที่ดูเหมือนจะป้องกันน้ำท่วมบ่อ นักโบราณคดีได้ค้นพบเรื่องราวเหล่านี้และสรุปว่าถึงแม้ฝนจะตกถึง 70-90 นิ้วต่อปี ระบบระบายน้ำคงจะไม่สร้างขึ้นเพื่อการชลประทานเพาะปลูกทั่วไป น่าจะเป็นการบำรุงรักษาบ่อสาหร่ายมากกว่า ซึ่งน่าจะเป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นว่าได้มีการพัฒนาฟาร์มสาหร่ายของชาวมายัน เพื่อเลี้ยงประชากร 2 ล้านคน มากกว่าที่จะเพาะปลูกการเกษตรทั่วไป ดังนั้นจึงแสดงให้เห็นว่าสาหร่ายเกลียวทองได้ถูกนำมาใช้เป็นอาหารเลี้ยงประชากรมาตั้งแต่สมัยอดีตกาลมาแล้ว นอกจากนี้หนังสือ "The Secreat of Spirulina" ยังได้กล่าวถึงปริมาณโปรตีนของสาหร่ายเกลียวทอง (แห้ง)เมื่อเปรียบเทียบกับอาหารชนิดอื่นไว้ดังนี้ - เนื้อวัว 18-20% - ถั่วเหลือง 33.35% - ไข่ 10-25% - ปลาทู ปลาอินทรีย์ 20% - ข้าวสาลี 6-10% - คลอเรลลา 40-56% - ข้าวเจ้า 7% - สาหร่ายเกลียวทอง 69.5-71% คณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุขได้ให้ข้อมูลว่าสาหร่ายเกลียวทองเป็นสาหร่ายที่มีโปรตีนสูงถึง 60-70% เมื่อเปรียบเทียบกับพืชชนิดอื่นๆ เช่น ถั่วเหลือง ซึ่งให้โปรตีนเพียง 37% และยังพบว่าโปรตีนของสาหร่ายเกลียวทองมีปริมาณสูงกว่าเนื้อสัตว์นอกจากนี้ยังประกอบไปด้วยกรดแกมม่าไลโนเลนิก(GLA) ซึ่งกรดนี้มีคุณสมบัติช่วยลดไขมันในเลือด ลดความดันโลหิตบรรเทาอาการข้ออักเสบ ปวดประจำเดือน และสิวฝ้า, วิตามิน B12 ซึ่งถ้าขาดวิตามินนี้ก็จะทำให้เกิดโรคโลหิตจางได้ , วิตามิน A ซึ่งอยู่ในรูปเบตาแคโรทีน มีบทบาทในการลดอนุมูลอิสระ ดังนั้นจึงนำมาใช้เป็นสารต้านมะเร็งชนิดต่างๆ และสาหร่ายนี้ยังเป็นแหล่งที่มีวิตามิน E, วิตามิน C ,วิตามิน B1, B12 และไนอาซีนสูง นอกจากวิตามินต่างๆแล้วยังมีเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกายอีกมากมาย เช่น ธาตุเหล็ก สังกะสี แมงกานีส ทองแดง เซเลเนียม แคลเซียม และยังประกอบด้วยสีเขียวของคลอโรฟิลล์อีกด้วย จากรายงานการวิจัยของ ดร.มาโกโตะ อูโนะ วิทยาลัยแพทยศาสตร์ เกียวโต พิสูจน์ว่าคลอโรฟิลล์ที่อยู่ในรูปสาหร่ายเกลียวทองมีผลต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและสัตว์ การเผาผลาญอาหาร การหายใจ กระตุ้นสร้างเม็ดเลือดแดง การทำงานของฮอร์โมนและการกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย งานวิจัยเกี่ยวกับสาหร่ายเกลียวทองในประเทศญี่ปุ่นได้เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2511 คณะนักวิจัยได้มาร่วมทำงานกันโดยตั้งเป้าที่จะเริ่มการผลิตในระดับอุตสาหกรรม โดยได้รับความช่วยเหลือจากสหพันธ์สาหร่ายขนาดเล็กนานาชาติ หลังจากดำเนินงานได้ 2 ปีก็โอนกิจการงานวิจัยให้กับบริษัทไดนิปปอนอิงค์ กากากูโกกิโอ คาบู ชิกิไกซา บริษัทนี้ประสบความสำเร็จในการผลิตสาหร่ายเกลียวทองในระดับอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีคุณภาพดีและเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป ผลการวิจัยของศาสตราจารย์ ดร.เคนอิชิ อะกัตซูกะ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเมจิ แห่งประเทศญี่ปุ่นที่ปรากฎในหนังสือ "The Secreat of Spirulina" พบว่าสาหร่ายสไปรูลิน่ามีลักษณะของความปลอดภัย ดังนี้ คือ เป็นผลิตภัณฑ์ที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง ไม่มีผลข้างเคียง แม้ว่าจะใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานสักเท่าใด แม้ว่าบังเอิญจะกินเข้าไปมากเกินขนาด ก็ไม่เกิดเป็นพิษหรือมีผลข้างเคียง เมื่อใช้เป็นประจำทุกวัน จะทำให้ร่างกายแข็งแรงและเพิ่มความต้านทานโรค สำหรับในประเทศไทย ได้มีนักวิจัยหลายท่านที่ทำการวิจัยเรื่องนี้ อาทิเช่น รองศาสตราจารย์ ดร.มรกต ตันติเจริญ รองผู้อำนวยการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ว่า สาหร่ายชนิดนี้นอกจากจะนำมาถ่ายทอดสู่ภาคเอกชนในการสร้างโรงงานผลิตเป็นอาหารอันโอชะของบรรดาสัตว์น้ำทั้งหลายแล้ว ยังมีประโยชน์อย่างยิ่งในการกำจัดน้ำเสีย เนื่องจากสาหร่ายเกลียวทองสามารถเกิดขึ้นเองได้ในน้ำเสีย ยิ่งถ้าปล่อยน้ำเสียลงในบ่อมากเท่าใด ก็จะยิ่งมีสาหร่ายเกลียวทองเกิดขึ้นมากเท่านั้น เพราะในน้ำเสียจะมีไนโตรเจนและฟอสฟอรัสซึ่งเป็นอาหารของสาหร่ายเกลียวทอง เมื่อไนโตร-เจนและฟอสฟอรัสลดลงน้ำก็จะอยู่ในสภาพที่ดี นอกจากนั้นยังใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญของเครื่องสำอางบางชนิดเช่น ครีมรักษาสิวเสี้ยน เป็นต้น งานวิจัยชิ้นสำคัญที่กล่าวถึงผลเสียของการกินสาหร่ายสไปรูลินาคือ งานวิจัยของ ผศ. ดร.ภญ. อรนงค์ กังสดาลอำไพ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งกล่าวว่า"ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีขายนั้น บางอย่างจะพูดถึงเฉพาะประโยชน์ กรณีสาหร่ายเกลียวทองเป็นพืช สาหร่ายเซลล์เดียวที่ให้โปรตีนแต่ปริมาณไม่มากนัก กินอาหารประเภทอื่นก็ได้ เช่น ถั่ว แต่ผลร้าย ที่ตามมาคือ สาหร่ายเกลียวทองมีกรดนิวคลีอิก สะสมเป็นกรดยูริก ตกตะกอนตามข้อก่อให้เกิดโรคเก๊าต์ ปวดตามข้อเป็นอาการตามมาไม่จำเป็นต้องรับประทานสาหร่ายเกลียวทองเพราะอาหารทั่วไปมีโปรตีนอยู่แล้ว" ต่อมา นายแพทย์อนุชาติ มาธนะสารสุนทร อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทย์ศาสตร์ หาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้เสนอผลการวิจัยซึ่งสรุปผลตรงกันข้ามกับงานวิจัยของ ภญ. อรนงค์ โดยได้แถลงผลการวิจัยเกี่ยวกับกรดยูริกในสาหร่ายเกลียวทองที่มีผลต่อการเกิดโรคเบาหวานและโรคเก๊าท์ว่า "สาหร่ายเกลียวทองมีผลในการช่วยลดกรดยูริกในเลือด ดังนั้นสาหร่ายเกลียวทอง จึงไม่ส่งผลให้เกิดโรคเบาหวานและโรคเก๊าท์อย่างแน่นอน" อีกทั้งนายสมชาย บุญสม กรรมการผู้จัดการบริษัทกรีนไดมอนด์ เชียงใหม่ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนผลิตภัณฑ์สาหร่ายเพื่อทำการวิจัยครั้งนี้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าผลการศึกษาก่อนหน้านี้ที่ทำให้นักวิชาการปักใจว่าสาหร่ายทำให้กรดยูริกในเลือดเพิ่มขึ้นและอาจทำให้เป็นโรคเก๊าท์นั้น เป็นเพราะผลการศึกษาก่อนหน้านี้นำสาหร่ายสายพันธุ์หนึ่งมาทดลองกับหนู และพบว่าทำให้เกิดกรดยูริกเพิ่มมากขึ้น จนทำให้นักวิชาการมีความเชื่อว่ากินสาหร่ายแล้วทำให้เกิดโรคเก๊าท์ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วในการวิจัยครั้งนั้นได้ใช้สาหร่ายคนละสายพันธุ์กับสไปรูลิน่า จากการวิจัยของ รศ. ดร. สุมนทิพย์ บุนนาค อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พบว่า สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินชื่อ สไปรูลิน่า เป็นสาหร่ายที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการนำมาทำเป็นอาหารเสริม เนื่องจากมีปริมาณนิวคลีอิกและเซลลูโลสต่ำ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง นอกจากนี้ รศ. ดร. สุมนทิพย์ บุนนาค ยังได้ให้สัมภาษณ์กลุ่มนาฬิกาทรายเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2545 โดยกล่าวว่า "อาหารชนิดใดก็ตามถ้าบริโภคเกินพอดีก็จะก่อให้เกิดโทษได้และถ้าเราไม่บริโภคสาหร่ายสไปรูลิน่าในปริมาณที่มากเกินไปก็จะไม่ก่อให้เกิดโทษต่อร่างกาย" ในประเทศอินเดียที่มีประชากรมากเป็นอันดับสองของโลกได้พยายามอย่างยิ่งที่จะให้มีอาหารเพียงพอสำหรับคนในประเทศ สาหร่ายเกลียวทองเป็นสาหร่ายชนิดหนึ่งที่ถูกเลือกใช้เพื่อช่วยให้บรรลุจุดประสงค์นี้ในส่วนหนึ่ง เพราะเป็นการเลี้ยงที่ใช้ต้นทุนต่ำ ขณะเดียวกันประเทศเม็กซิโก ทั้งสถาบันฝ่ายรัฐบาลและมหาวิทยาลัย ได้ศึกษาเกี่ยวกับการเติมสาหร่ายเกลียวทองลงในนมในปริมาณ 10% สำหรับให้ทารกและเด็กขาดสารอาหารดื่มผลจากการศึกษาครั้งนั้นรัฐบาลได้อนุญาตให้ใช้สาหร่ายเกลียวทองเป็นอาหารชนิดใหม่ได้ ก่อน ค.ศ. 1981 ประเทศสหรัฐอเมริกามีกฎหมาย FDA (Food and Drug Administration) ห้ามใช้ผลิตภัณฑ์ทุกชนิดเป็นยา โดยไม่ผ่านการทดสอบและรับรองเสียก่อน ดังนั้นรัฐบาลจึงไม่อนุญาตให้ประชาชนบริโภคผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากสาหร่ายเกลียวทองแต่อย่างไรก็ตามสาหร่ายสไปรูลิน่าได้รับการประกาศรับรองจากสถาบันชั้นนำของโลกหลายสถาบัน ได้แก่ ค.ศ. 1967 "THE INTERNATIONAL CONFERENCE ON APPILIED MICROBIOLOGY" ประกาศว่าสาหร่ายสไปรูลิน่าเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของมวลมนุษยชาติ ค.ศ.1974 UN ประกาศในที่ประชุมอาหารโลกว่าเป็น "THE MOST IDEAL FOOD FOR MANKIND" ค.ศ.1974 FAO (Food and Agriculture Organization) แนะนำว่าเป็น “ The Best Food for Tomorrow” ให้กับสาหร่ายสไปรูลิน่า ค.ศ.1981 FDA (Food and Druge Admistration) แห่งสหรัฐอเมริการับรองว่าสาหร่ายสไปรูลิน่า เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ปลอดภัยและไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นพิษ ค.ศ.1983 IFE (International Food Exposition)ซึ่งจัดทำขึ้นที่ประเทศเยอรมันตะวันออก มอบรางวัล "The Best Natural Food" ให้สาหร่ายสไปรูลิน่า ค.ศ.1992 WHO (World Health Organizion) ประกาศแนะนำว่า สาหร่ายสไปรูลิน่าเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในคริสตวรรษที่ 21 ที่ประเทศญี่ปุ่นมีการศึกษาสไปรูลิน่าในด้านเป็นอาหารเสริมวันละ 6-10 กรัม (12-20 เม็ด) ในปริมาณเช่นเดียวกันนี้ นักกีฬา และนักวิ่ง ฯลฯ ก็จะสามารถเพิ่มพูนกำลังได้เช่นเดียวกัน และสิ่งที่น่าทึ่งอย่างหนึ่ง ก็คือมีนักปราชญ์ชาวญี่ปุ่น ชื่อโทรุ มัทซุอิ สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่รับประทานอาหารอื่นใดเลย นอกจาก สาหร่ายเกลียวทองและสาหร่ายอื่นบ้างเป็นเวลา 15 ปี โดยไม่ปรากฏผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายแต่อย่างใด เราอาจจะพบสาหร่ายสไปรูลิน่าในรูปของเม็ด แคปซูล หรือเป็นผง เราสามารถรับประทานเป็นอาหารเสริมได้หลายรูปแบบ การบริโภคสไปรูลิน่าจะได้ผลเร็วหรือช้านั้นขึ้นอยู่กับ อายุ ความเครียด นิสัยการบริโภค ปริมาณสารเคมีหรือสารตกค้างในร่างกายความรุนแรงของโรค การบริโภคสาหร่ายในปริมาณที่เพียงพออย่างต่อเนื่อง ปริมาณการออกกำลังกายและการพักผ่อน โดยทั่วไป สัปดาห์แรก จะได้ปฎิกิริยาตอบรับร่างกายจะมีการปรับตัวมีการตอบรับที่ดีขึ้น ปัญหาสุขภาพที่มีอยู่จะค่อย ๆ ดีขึ้น ในเดือนที่ 3-5 ก็จะฟื้นฟูจนปกติ ยกเว้นผู้ที่ร่างกายทรุดโทรมมากจนเซลล์ที่ประกอบเป็นอวัยวะเสียไปหมดแล้วก็จะไม่สามารถฟื้นฟูได้ สาหร่ายมีธาตุเหล็ก มากกว่าผักโขม 58 เท่าและวิตามินบี 12 มากกว่าไข่ไก่100 เท่า จึงเพียงพอกับ ความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน สาหร่ายเกลียวทองจึงเหมาะสำหรับผู้มีภาวะโลหิตจางและลดโอกาสเสี่ยงการเป็นภาะวโลหิตจาง ในสาหร่ายมีสารสีน้ำเงินชื่อ ไฟโคไซยานินช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยป้องกันและสร้างระบบภูมิคุ้มกันกระตุ้นเซลล์ตั้งต้น ( Stem cell) ให้ผลิตเม็ดเลือดแดง และขาว เพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ ในสาหร่ายมีเอนไซม์เอนโดนิวเคลีย เอซ , B12,กรดนิวคลีอิก เป็นตัวช่วยสร้างและซ่อมแซม DNA ให้เซลส์แบ่งตัวได้รวดเร็วและไม่ผิดเพื้ยนจนกลายเป็นเซลส์มะเร็ง ในสาหร่ายมีกรดอะมิโนเมทไทโอนีนเป็นสารอาหารสำคัญของโครงสร้างเซลล์ตับ และช่วยป้องกันเซลส์ตับจากพิษแอลกอฮอล์ ผลการวิจัย ผู้ป่วยโรคตับต้องการอาหารที่มีโปรตีนและแคลลอรี่สูงๆถึงจะฟื้นฟูเซลส์ตับได้และสาหร่ายมีโปรตีนที่มีคุณภาพสูงถึง 69.5% ร่างกายสามารถดูดซึมได้ถึง 95.1% ในสาหร่ายมีเบต้าแคโรทีน มากกว่าแครอท 20 เท่าเป็นแหล่งของวิตามิน A ช่วยบำรุงสายตา แพทย์ญี่ปุ่น ใช้ยารักษาผู้ป่วยโรคตาเรื้อรังและที่มีอาการหนักควบคู่กับการรับประทานสาหร่ายวันละ 20-30 เม็ดภายใน 2-4 เดือน ผู้ป่วยอาการดีขึ้นมากถึง 90% บางรายหายเป็นปกติ สาหร่ายเกลียวทอง ช่วยเสริมสร้าง แลคโตบาซิลลัสในลำไส้ทำให้การย่อยอาหารและการดูดซึมสารอาหารดีขึ้นป้องกันการติดเชื้อและดูดซับสารพิษที่ตกค้างในลำไส้ ให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ สาหร่ายเกลียวทอง ช่วยป้องกันอาการเมาค้างได้ดี ทั้งนี้เพราะสาหร่ายเกลียวทอง มีโปรตีนปริมาณมากซึ่งจะช่วยระบบการทำงานของตับในการขับแอลกอฮอล์ออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ สาหร่ายเกลียทองมีกรด "กลูตามิก" ซึ่งมีความสำคัญในขบวนการเผาผลาญอาหารให้สมอง อีกทั้งยังอุดมไปด้วย ทริพโตเฟน แวลีน เฟนนิลอลานีน ไอโซลิวซีนลิวซีน และแมงกานีส ซึ่งช่วยบำรุงสมอง ป้องกันความจำเสื่อม สาหร่ายเกลียวทองมีสารอาหาร วิตามิน เกลือแร่ และแร่ธาตุครบถ้วน กรดอะิมิโนครบ 18 ตัว วิตามิน A, B6 สาหร่ายเกลียวทองจึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับหญิงมีครรภ์ สาหร่ายเกลียวทอง ประกอบด้วยแร่ธาตุที่สำคัญ ช่วยลดปัญหาและเสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศ อันประกอบด้วย สังกะสี, ทริพโตเฟน, อาร์จินีน คุณประโยชน์ของสาหร่ายเกลียวทอง หรือสาหร่ายสไปรูลิน่า สุขภาพดี24ชม.com จำหน่ายสาหร่ายเกลียวทอง สาหร่ายสไปรุลินา ดูแลสุขภาพดีตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยคุณค่ามหัศจรรย์จากธรรมชาติ ของสาหร่ายเกลียวทอง Best
พ.ศ.2535 WHO ( World Health Organization ) องค์การอนามัยโลก ประกาศว่า สาหร่ายเกลียวทอง เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในคริสตวรรษที่ 21
สาหร่ายเกลียวทอง คือ สาหร่ายสไปรูลินา (Spirulina) สายพันธุ์ไทยที่ได้รับการยกย่องจากสถาบันและองค์กรสากลระดับโลก ให้เป็นราชันย์แห่งสาหร่ายที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงที่สุดในโลกและเป็นอาหารแห่งอนาคต

พ.ศ.2524 FDA ( Food and Drug Administration ) องค์การอาหารและยาแห่ง สหรัฐอเมริกา (อย.) รับรองว่า สาหร่ายเกลียวทอง เป็นแหล่งอาหารเสริมที่ดีที่สุด เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ปลอดภัย และไม่มีีผลข้างเคียงที่เป็นพิษ

สรรพคุณคุณค่าของสาหร่ายเกลียวทอง สไปรูลินา benefits 0f spirulina

สาหร่ายเกลียวทองอาหารเสริม จัดว่าเป็นอาหารที่ปลอดภัยมีผู้บริโภคหลายสิบล้านคน ทุกเชื้อชาติทุกภาษาทุกศาสนา รับประทานเป็นอาหาร หรืออาหารเสริมติดต่อกันมานานหลายศตวรรษ สาหร่ายเกลียวทองได้รับอนุญาตทางกฎหมายให้เป็นอาหารเสริมที่ผลิตจากธรรมชาติ(Natural Food Supplement) จากประเทศที่มีเทคโนโลยีชั้นสูง เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น มายาวนานกว่า 20 ปี และมีการศึกษาค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์ออกมาอย่างต่อเนื่อง สาหร่ายเกลียวทองเป็นอาหารธรรมชาติชนิดเดียวที่มีคุณค่ามากมายที่ร่างกายต้องการ จึงเหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัยโดยเฉพาะผู้ที่ต้องการเสริมสร้างสมรรถภาพกายให้แข็งแรงสุขภาพดีอยู่เสมอหรือแม้แต่ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ อาการผิดปกติของร่างกายที่ทำให้เกิดโรคมีหลายอย่าง ซึ่งกว่า 90% ของการผิดปกตินั้น เกิดจากภาวะทุพโชนาการหรือการรับประทานอาหารที่บกพร่องขาดสารอาหารที่จำเป็น หรือรับประทานอาหารไม่ถูกส่วนอย่างเป็นประจำ องค์การ สหประชาชาติได้ยกย่องว่า ” สาหร่ายเกลียวทอง หรือสาหร่ายสไปรูลินา คืออาหารอุดมคติที่ดีที่สุดของของมนุษยชาติ” ดังนั้นจึงเป็นแหล่งอาหารที่เหมาะสำหรับทุกคน หรือ บุคคลดังนี้

  1. ผู้สูงอายุ
  2. ผู้ที่ไม่ชอบทานผัก
  3. ผู้ป่วยเบาหวาน
  4. นักกีฬา
  5. ผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติ
  6. ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง
  7. ผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ลดน้ำหนัก ลดความอ้วน
  8. ผู้ที่มีปัญหาโรคกระเพาะ
  9. เด็กในวัยเจริญเติบโต
  10. สตรี ตั้งครรภ์ หลังคลอด หรือให้นมบุตร
  11. ผู้ที่มีปัญหาโลหิตจาง หรือโรคตับ
  12. ผู้เป็นหวัดบ่อยๆ หรือภูมิแพ้
  13. ผู้พักฟื้นหลังผ่าตัด
  14. ท่านที่นอนดึก พักผ่อนน้อย หลับยาก
  15. ผู้ที่ไม่มีเวลารับประทานอาหารเช้า

 

สาหร่ายเกลียวทองคืออะไร?

สาหร่ายเกลียวทองสไปรูลิน่า เป็นสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินขนาดเล็ก มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เป็นอาหารเสริมที่มีคุณค่าและได้ผ่านการทดลองอย่างดีในด้านการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์จากประเทศญี่ปุ่น ทั้งยังเป็นผลิตภัณฑ์ทางธรรมชาติที่มนุษย์ใช้เป็นอาหารอย่างปลอดภัยมานานนับพันปี
      องค์ประกอบของสาหร่ายเกลียวทองสไปรูลิน่าที่เด่นที่สุดคือ ปริมาณโปรตีนกว่า 60% ของน้ำหนักแห้งโดยเฉลี่ย ซึ่งสูงกว่าโปรตีนที่มีในเนื้อวัวหรือไข่ถึง 3 เท่า มีกรดอะมิโนที่จัดเรียงกันอย่างได้สัดส่วนสมดุลถึง 18 ตัว มีวิตามินที่มีคุณค่า เช่น B1, B2,B3, B12, วิตามิน C, วิตามิน E และเบต้าแคโรทีน ซึ่งมีอยู่ปริมาณ 20 – 25 เท่าของที่มีอยู่ในแครอท เป็นแหล่งของกรดไขมันแกมมาไลโนเลนิค ซึ่งสามารถลดคอเลสเตอรอลได้ถึง 170 เท่า ของกรดไขมันไลโนเลอิคทีมีอยู่ในน้ำมันพืช มีวิตามินและเกลือแร่ที่สามารถซึมซับเข้าสู่กระแสเลือดได้เร็วเป็น 4 – 5 เท่า ของแหล่งที่ได้จากสัตว์ เช่น เนื้อ ไข่ หรือเนยแข็ง
      ขณะนี้องค์การอาหารและยาได้จัดสาหร่ายเกลียวทองสไปรูลิน่า เป็นเพียงผักชนิดหนึ่ง  เป็นอาหารเหมือนเช่นอาหารที่รับประทานทั่วไป ดังนั้นจึงไม่ควรแอบอ้างสรรพคุณในการรักษาโรค แต่อาหารที่ดีก็เปรียบเสมือนยาวิเศษ สำหรับผู้ป่วยควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ควบคู่ไปกับการใช้ยาแผนปัจจุบัน ซึ่งสาหร่ายเกลียวทองจะช่วยเสริมและขยายอำนาจการรักษาของยา
นอกจากนี้ยังเหมาะสำหรับผู้ที่มีสุขภาพดีอยู่แล้ว เพื่อเป็นปราการในการป้องกันโรค หรือผู้ที่มีสภาพต่าง ๆ ดังนี้

1. เหนื่อยง่าย
2. เป็นหวัดง่าย
3. วิงเวียนศรีษะอยู่เสมอ
4. รู้สึกเจ็บถึงกระดูกเมื่อกดเนื้อเบา ๆ
5. หญิงมีครรภ์
6. กินผักสีเขียวหรือผักสีเหลืองไม่เพียงพอ
7. ไม่รับประทานอาหารเช้า
8. กำลังอดอาหารเพื่อลดความอ้วน
9. ชอบหรือไม่ชอบอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งอย่างรุนแรงจนก่อให้เกิดอาการขาดสารอาหาร
10. มีอาการท้องผูกอยู่เป็นประจำอาการผิดปกติในร่างกายที่ทำให้เกิดโรคนั้นมีหลายอย่างและกว่า 90% ของ
อาการผิดปกตินั้นเกิดจากการรับประทานอาหารที่บกพร่องไม่เพียงพอหรือไม่ถูกส่วน

สาหร่ายเบส

 สาหร่ายเกลียวทองเป็นอาหารที่สำคัญสำหรับผู้ที่ขาดสารอาหาร เนื่องจากมีวิตามินและเกลือแร่มากเพียงแค่วันละ 10 กรัม ก็สามารถทำให้ฟื้นตัวจากการขาดสารอาหารอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กได้มีการให้สาหร่ายเกลียวทองกับเด็กและผู้ใหญ่ที่ขาดสารอาหารในเม็กซิโก โดยให้มากกว่า 10% ของปริมาณอาหารที่กินประจำวัน พบว่าไม่มีผลข้างเคียงแต่อย่างใดในประเทศโตโก ได้ให้เด็กขาดสารอาหารในท้องที่ห่างไกลรับประทานวันละ 10 – 15 กรัม โดยผสมกับข้าวฟ่างและเครื่องเทศ พบว่า เด็ก ๆ ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่อาทิตย์
ในกรุงบูคาเรสต์ ประเทศโรมาเนียได้ให้สาหร่ายเกลียวทอง ชนิดเม็ดกับคนไข้ที่มีอาการขาดสารอาหารจำนวน 21 คน (คนไข้เหล่านี้มีอาการน้ำหนักลด เนื่องจากเป็นโรคตับอ่อนเรื้อรัง โรคปวดตามข้อ โรคโลหิตจาง เบาหวาน และอื่น ๆ ) พบว่าคนไข้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นและมีสุขภาพดีขึ้น
โรงพยาบาลเด็กเมืองนานจิง ประเทศจีน แพทย์ได้สั่งจ่ายสาหร่ายเกลียวทองให้เด็กอายุระหว่าง 2-6 ขวบ เพื่อเป็นอาหารเสริมร่วมกับต้นอ่อนของข้าวบาร์เลย์อบ เด็กจำนวน 27 คนจาก 30 คน ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจากอาการไม่อยากอาหาร, ปัสสาวะรดที่นอน,ท้องร่วงและท้องผูก การทดลองสรุปได้ว่า สาหร่ายเกลียวทองเป็นอาหารที่เหมาะสมสำหรับเด็กอย่างยิ่ง
สาหร่ายเกลียวเบส
ภาวะโภชนาการในสตรีตั้งครรภ์นั้นมีอิทธิพลโดยตรงต่อความสมบูรณ์ของสุขภาพแม่และลูกในครรภ์ พัฒนาการในการเจริญโตของทารกต้องอาศัยปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญ คือ สารอาหารจากแม่ผ่านทางรก ถ้าหญิงตั้งครรภ์มีภาวะโภชนาการที่ไม่ดี อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ทารกในครรภ์เจริญเติบโตช้ากว่าปกติ ทารกไม่สมบูรณ์มีน้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติ เกิดภาวะโลหิตจาง และความผิดปกติของอวัยวะต่างๆ รวมทั้งพัฒนาการทางสติปัญญาและสมอง เป็นต้น ดังนั้น สตรีมีครรภ์จึงควรรับประทานอาหารในแต่ละวันให้ได้ปริมาณและสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและเพียงพอต่อความต้องการของแม่และทารกในครรภ์ สาหร่ายเกลียวทอง Best มีสารอาหารโปรตีนสูง วิตามิน เกลือแร่และแร่ธาตุครบถ้วน โดยร่างกายของหญิงตั้งครรภ์นั้น มีความต้องการโปรตีนคุณภาพสูง วิตามินมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะวิตามิน A, B6, B12 ต้องการเกลือแร่มากกว่าปกติถึง 50 เท่า เพื่อช่วยเพิ่มพัฒนาการในการเจริญเติบโตทางร่างกายและสมองของทารกในครรภ์ ซึ่งสารอาหารธรรมชาติดังกล่าวมีครบถ้วนอยู่ในสาหร่ายเกลียวทอง Best ซึ้งมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าพืชผักทุกชนิด
 สาหร่ายเกลียวทองบำรุงสายตา

โรคเกี่ยวกับตาได้เพิ่มมากขึ้นในหมู่ผู้สูงอายุ เช่น โรคต้อหิน ต้อกระจกและการสูญเสียเรตินา อันเนื่องจากโรคเบาหวานและโรคสายตาสั้นในนักเรียนนักศึกษา โรคเหล่านี้บางทีเกิดขึ้นเนื่องจากมีโรคชรามาเกี่ยวข้อง เช่น โรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน

ดร.ยาชิโตะ ยามาซากิ แพทย์ชาวญี่ปุ่นได้เริ่มใช้ สาหร่ายเกลียวทอง ช่วยในการบำบัดคนไข้มาตั้งแต่เดือนตุลาคม 1976 โดยใช้เสริมกับยาสมัยใหม่ที่ใช้รักษาโรคตาโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคตาที่เกี่ยวข้องกับโรคชรา

ดร.ยาชิโตะ ยามาซากิ ได้รายงานว่า 90% ของคนไข้โรคต้อกระจกจำนวน 480 รายนั้น โรคได้หยุดการแพร่เชื้อหรือสายตาดีขึ้น และคนไข้380 รายนั้น มีความดันโลหิตและอาการของเส้นเลือดในเรตินาตีบดีขึ้น คนไข้ที่แพทย์จ่าย สาหร่ายเกลียวทอง ให้นี้ได้รับคำสั่งให้ดูแล และปฏิบัติตนใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมอาหาร ห้ามดูทีวี และต้องใส่แว่นตาดำ เพื่อตัดแสงอุลตร้าไวโอเล็ต สำหรับคนไข้โรค ต้อกระจกนั้น แพทย์ได้ให้ยาหยอดตา 4 – 5 ครั้งต่อวัน พร้อมให้ยา Tacloin Parotin หรือ Thioia โดยกินหลังอาหารร่วมกับสาหร่ายเกลียวทอง ปริมาณสาหร่ายเกลียวทองที่ให้ขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของอาการ ถ้าเป็นน้อยก็ให้มื้อละ 4 เม็ด วันละ 2 ครั้ง หลังอาหารเช้าและเย็น ถ้าเป็นมากก็ให้มื้อละ 4 เม็ด 3 มื้อ และให้กลับมาตรวจสายตาและตรวจทางห้องปฏิบัติการ 1 – 2 อาทิตย์ต่อครั้ง
สำหรับขนาดการใช้สาหร่ายเกลียวทองกับคนไข้ของ ดร. ยาชิโตะ ยามาซากิ นั้นใช้ 20 – 30 เม็ดต่อวันเป็นมาตรฐานและได้ทดลองใช้ขนาดนี้กับคนไข้หลายรายติดต่อกันเป็นเวลาถึง 600 วัน ไม่ปรากฏมีรายใดมีผลข้างเคียงอันเนื่องมาจากการใช้สาหร่ายเกลียวทอง เป็นเวลานาน ๆ เลย
การใช้สาหร่ายเกลียวทองเป็นประจำเพียงอย่างเดียว (โดยไม่ใช้ยาอื่นร่วมด้วย) ก็จะช่วยให้การติดเชื้อโรคตาบางชนิดยากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง กับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ ผิวหนังบาง แพ้ง่าย เด็กนักเรียนที่มักเป็นไข้หวัด มีน้ำมูกไหล บำรุงสายตา และผู้ที่มักเป็นเม็ดที่เยื้อหุ้มตา อย่างไรก็ตามถ้าจะใช้สาหร่ายเกลียวทองให้ได้ผลอย่างเต็มที่ก็จะต้องจัดระบบชีวิตเสียใหม่ให้เหมาะสมไม่กินอาหารจุบจิบระหว่างมื้อหรือกินอาหารที่ไม่ถูกส่วน
ไม่แต่เท่านี้ สาหร่ายเกลียวทองยังให้ผลการรักโรคที่ปัจจุบันยังรักษาไม่ได้ ถ้ากินในปริมาณมากและกินติดต่อกันเป็นประจำ เช่น โรคสมอน (Smon disease) ซึ่งเป็นโรคที่เลือดคั่งในเนื้อเยื่อเรตินา เกิดขึ้นได้ทั้งในเด็กเล็กหรือผู้ใหญ่ หรือแม้กระทั่ง โรคที่คิดว่ารักษาไม่ได้ อย่างเช่น โรคเบเซต เป็นต้น
ในแง่ของการบำบัดโรค การที่มีโปรตีน วิตามิน และเกลือแร่สูง ย่อมเป็นส่วนเสริมพลังของสาหร่ายเกลียวทอง และจากการศึกษาทดลองเราเชื่อว่าสาหร่ายเกลียวทอง มีอิทธิพลอย่างมากต่อประสิทธิภาพการบำบัดโรคอย่างไม่ต้องสงสัย ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อใช้สาหร่ายเกลียวทอง ในการบำบัดจริง ๆ ในโรงพยาบาล ก็พบว่า สาหร่ายเกลียวทอง ไม่เพียงแต่จะเป็นอาหารเสริมเท่านั้น แต่่สามารถใช้บำบัดโรคผู้สูงอายุเรื้อรังได้อีกด้วย

 

 สาหร่ายแก้นอนไม่หลับ

อาการนอนไม่หลับเป็นอาการที่เรามักพบเห็นได้ง่ายทั้งในวัยคนทำงานหรือผู้สูงอายุ ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะนอนไม่หลับได้ และเวลานอนไม่หลับจะสร้างความทุกข์ทรมานกับผู้คนนั้นพอสมควรเลยทีเดียว อันที่จริงการนอนไม่หลับเป็นปัญหาที่ปลายเหตุ ซึ่งอาจมีต้นเหตุมาจากหลายทางเป็นต้นว่า ต้นเหตุมาจากทางกาย เช่น มีสาเหตุมาจากการปวดข้อ เป็นไข้ ปวดกล้ามเนื้อ หรือแพ้ยานอนหลับ

ส่วนต้นเหตุทางจิต เช่น มีความวิตกกังวล ครุ่นคิดบางเรื่องที่คิดไม่ตก หรือมีอาการซึมเศร้า หรือจากความเครียด รวมทั้งบางคนอาจมีสาเหตุมาจากการนอนแปลกที่ก็ได้ อีกสาเหตุที่เป็นไปได้คือ การขาด
สารอาหารจำเป็นสำหรับวงจรการนอนหลับ เช่น แอลฟ่า –ทริปโตเฟน หรือ วิตามินบี 12

การปฏิบัติตนเพื่อช่วยป้องกันหรือแก้ไขปัญหาการนอนหลับ อันมีต้นเหตุมาจากทางกายหรือทางจิต ทำได้โดยการรับประทานอาหารให้ตรงเวลา การออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควรสวมเสื้อผ้าที่สบาย อย่าดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มที่กระตุ้นประสาทก่อนถึงเวลานอนใน 6 ชั่วโมง อาบน้ำอุ่นเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ รวมไปถึงการนั่งสมาธิ, สวดมนต์ หรือฟังเพลงเบา ๆ ก่อนนอน
สำหรับสาเหตุจากสารอาหาร เราพบว่า แอลฟ่า – ทริปโตเฟน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่ร่างกายต้องการ แต่ไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ และสารแอลฟ่า – ทริปโตเฟน ชนิดนี้เป็นวัตถุดิบที่สมองใช้สังเคราะห์ ซีโรโทนิน เมลาโทนิน และไนอาซิน อันเป็น สารช่วยให้นอนหลับ ในผู้สูงอายุ จะมีการหลั่งเมลาโทนินลดลงตามธรรมชาติ จึงทำให้นอนหลับยาก จึงมีการใช้เมลาโทนินช่วยในการนอนหลับจากการวิเคราะห์ส่วนประกอบของสาหร่ายเกลียวทอง พบว่า ในสาหร่ายเกลียวทอง 1 กรัม มีทริปโตเฟนอยู่ถึง 13.0 มิลลิกรัมและไนอาซิน 2.67 มิลลิกรัม นับว่ามีปริมาณสูงกว่าอาหารประเภทเนื้อ, ถั่ว, ไข่, ปลา และพืชผักหลายชนิด

สาหร่ายเบส1

 

โทร.สั่งสาหร่ายเกลียวทอง

 

ปวดหัวไมเกรน ไมเกรน

ปวดหัวไมเกรน  รักษาไมเกรน แก้ปวดหัวข้างเดียว ลดด้วยสาหร่ายเกลียวทอง

 

 

สาหร่ายเบส17

ปวดหัวข้างเดียว ปวดหัวแบบไมเกรน

อาการปวดหัวนั้นมีหลากหลาย ปวดหัวตรงกลาง ปวดตรงขมับ มึน งง เวียนศีรษะ หรืออาการปวดหัวข้างเดียวที่รู้จักในชื่อ “ไมเกรน” หรือ ลมตะกัง เราสามารถบรรเทาอาการปวดหัว

การรักษาอาการปวดหัว เราต้องรักษาที่สาเหตุที่เป็นถึงจะถูกต้อง การรักษาอาการปวดหัวด้วยวารีบำบัด จะเป็นการบรรเทาอาการ ให้หายปวดหัวได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งยา ให้ต้องเสี่ยงกับผลข้างเคียง การปวดหัวที่มักเป็นเป็นกัน ส่วนใหญ่เป็นอาการของการปวดหัวแบบไมเกรน

การปวดหัวแบบไมเกรน

สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบแน่ชัด ทราบว่าไม่มีความผิดปกติของโครงสร้างทางกาย (รวมทั้งสมอง) คาดว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมอง ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดและกลไกทางประสาทภายในสมองและบริเวณใบหน้า หลอดเลือดภายในกะโหลกศีรษะหดตัว ในขณะที่หลอดเลือดภายนอกกะโหลกศีรษะ (เช่น ที่ขมับ) พองตัว และประสาทไวต่อสิ่งกระตุ้นจนทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ

โรคไมเกรนอาจถ่ายทอดทางพันธุกรรม พบว่าประมาณร้อยละ 70 ของผู้ป่วยมีพ่อแม่หรือพี่น้องเป็นไมเกรนด้วย

อาการปวดหัวไมเกรน

– ปวดศีรษะมักจะปวดข้างเดียว อาจจะสลับซ้ายขวาได้ ลักษณะปวดเป็นแบบตุบ ๆ น้อยรายที่จะปวดพร้อมกันสองข้าง
– ปวดศีรษะมากจนทำงานไม่ได้ บางคนปวดจนน้ำตาไหล
– การเคลื่อนศีรษะอาจทำให้ปวดมากขึ้น
– หลังปวดศีรษะอาจมีอาการคลื่นไส้ จนถึงอาเจียน
– ส่วนใหญ่ปวดนาน 4-72 ชั่วโมง
– โดยมากจะมีสิ่งที่กระตุ้นทำให้ปวดศีรษะได้แก่ แสงจ้า เย็นหรือร้อนจัด เสียงดัง
– มักเป็นในผู้ที่อายุยังน้อย

การรักษาอาการปวดหัว และไมเกรน ด้วยบำบัด

1. นอนในห้องที่มืดและเงียบ หลีกเลี่ยงการออกกำลัง เพื่อป้องกันสิ่งกระตุ้นไมเกรน และควรดื่มน้ำให้มากๆ เพื่อให้ไตระบาย

2. ใช้ผ้าเย็นจัด หรือห่อน้ำแข็งประคบ หน้าผาก หรือบนศรีษะ และวางผ้าร้อนบริเวณท้ายทอยและต้นคอ

3. ใช้ผ้าเช็ดตัวชนิดขนยาว ชุบน้ำเย็นให้ชุ่มวางประคบที่ท้องน้อย

4. แช่มือในถังน้ำเย็นจัด (ใส่น้ำแข็ง) โดยให้แช่มือทั้งสองข้าง 2-3 นาที แล้วยกออกพัก 1 นาที ทำซ้ำอย่างน้อย 4 รอบ หรือจนกว่าอาการปวดหัวจะทุเลา

5. นั่งแช่เท้าในน้ำอุ่นจัด จะช่วยลดเลือดที่คั่งบริเวณศรีษะได้ดี

6. ฉีดน้ำใส่ฝ่าเท้า ใช้สายยางต่อหัวพ่น ปรับให้เป็นฝอยนิดๆ ปรับแรงดันให้สุด ฉีดไล่ให้ทั่วฝ่าเท้า ประมาณ 2-3 นาที

7. นวดกดจุดเส้นเลือดใหญ่แคโรทิด (carotid) ตำแหน่งของเส้นเลือดนี้จะอยู่ข้างหน้าข้างลำคือทั้งสองด้าน ถ้ากดถูกจะรู้สึกถึงการเต้นของชีพจร ให้นวดโดยใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้นวดไล่จากบนลงล่างพร้อมกัน จากกระดูกขากรรไกรลงมาถึงฐานของลำคอ ถ้าจะให้ดีควรมีน้ำมันทาก่อนเพื่อลดการเสียดสี

8. ปิดท้ายผ่อนคลายด้วยการนวดลำคอ ,ไหล่ ,หน้าอกบริเวณช่วงปลายลิ้นปี่ และท้องน้อย

สาหร่ายเกลียวทองกับอาการปวดหัวข้างเดียว ปวดไมเกรน 

อาการปวดศีรษะ จัดว่าเป็นกันมากในหลายกลุ่มสาขาอาชีพ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ กลุ่มของอาการปวดศีรษะแบบเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ ส่วนใหญ่ 90% มีสาเหตุมาจาก

1. ไมเกรน เป็นอาการปวดศีรษะข้างเดียว ปวดเป็นพัก ๆ มักมีอาการนำ เช่น ตาพร่า มีอาการชา หรือคลื่นไส้ อาเจียน และมักเกิดตามหลังภาวะเครียด หรือหักโหม หรืออดอาหาร ส่วนไมเกรนในเด็กมักเกิดร่วมกับอาการปวดท้องหรืออาเจียน การบรรเทาอาการไมเกรน นอกเหนือจากการรับประทานยาแล้ว การได้รับสารอาหารเพื่อป้องกันและแก้ไข ก็ถือเป็นแนวทางที่ดีอีกทางหนึ่งต่อร่างกาย เพราะไม่ทำให้เกิดการสะสมสารเคมีในร่างกาย จากสถิติพบว่า การรับประทานใบเก๊กฮวย ได้ผลดีในบางราย บางรายบรรเทาได้ด้วยน้ำปลา บางรายบรรเทาอาการได้ด้วยการรับประทานแคลเซียมและแมกนีเซียม ซึ่งมีมากใน สาหร่ายเกลียวทอง
2. คลัสเตอร์ เป็นเฉพาะในผู้ชาย มักเกิดอาการในเวลากลางคืน มีอาการคัดจมูกควบ ตาแดงก่ำ บางรายอาจมีอาการหนังตาตกหน้าเบี้ยวและจะปวดมากจนแทบทนไม่ได้ จะเกิดอาการดังกล่าวอยู่ประมาณ 20 – 120 นาที สาเหตุของอาการปวด แบบนี้ส่วนใหญ่เกิดการกระตุ้นจากเหล้าที่มีแอลกอฮอล์ การป้องกันบรรเทาอาการสามารถใช้การประคบร้อนประคบเย็นที่บริเวณท้ายทอย หน้าผากและหลังเท้าสลับกันไป สำหรับสารอาหารที่ร่างกายควรได้รับคือ สังกะสี โดยจะช่วยขับทองแดงออกจากร่างกายได้เป็นอย่างดี ซึ่งธาตุสังกะสีนี้มีมากในสาหร่ายเกลียวทองเช่นกัน
3. ความเครียด (Stress) เป็นอาการปวดหนัก ๆ รอบหน้าผาก เกิดจากความวิตกกังวล ซึมเศร้า ยาแก้ปวดก็ช่วยอะไรไม่ได้ การบรรเทาใช้วิธีประคบร้อน – เย็น ตามที่กล่าวมาข้างต้นช่วยได้ ส่วนสารอาหารที่ร่างกายควรได้รับคือ สารอิโนซิทอล ซึ่งมีมากในนมผึ้งและแอลฟ่า – ทริปโตเฟ่น ซึ่งมีมากในสาหร่ายเกลียวทอง
4. ส่วนอาการปวดศีรษะจากสาเหตุอื่นอีก 10% มักมีสาเหตุจากการบาดเจ็บที่ศีรษะ หรืออาการอักเสบในสมอง หรือเกิดเลือดออกในสมอง หรือน้ำตาลในเลือดต่ำ หรือสมองขาดออกซิเจนเนื่องจากอยู่ในห้องอุดอู้มากเกินไป หรือเนื้องอกในสมอง อาการเหล่านี้ควรพบแพทย์เป็นดีที่สุด

หรือรักษาไมเกรน แก้อาการไมเกรน รักษาอาการปวดหัวข้างเดียว แก้ไมเกรน ด้วยการทานสาหร่ายเกลียวทองเม็ด อาหารเสริมที่ทุกคนต้องทานด้วยประโยชน์มากมาย

 

 

สาหร่ายเบส1

โทร.สั่งสาหร่ายเกลียวทอง

โทร. 081-9140148 Line id: herbal-center

 

บำรุงผิวพรรณ เสริมความงาม ลดน้ำหนัก แก้อาการเมา สร้างภูมิคุ้มกัน ด้วยสาหร่ายเกลียวทอง

บำรุงผิวพรรณ เสริมความงาม ลดน้ำหนัก แก้อาการเมา สร้างภูมิคุ้มกัน ด้วยสาหร่ายเกลียวทอง

สาหร่ายเบส

บำรุงผิวพรรณด้วยสาหร่ายเกลียวทอง

ได้มีการใช้สาหร่ายเกลียวทองผสมในครีมพอกหน้าและร่างกายบำรุงรักษาผิวพรรณ ชนเผ่า Kanembu ที่อยู่รอบทะเลสาบช้าด ได้ใช้สาหร่ายเกลียวทองรักษาโรคผิวหนังบางชนิด มีผลงานทางวิทยาศาสตร์หลายฉบับที่ยืนยันถึงผลดีในการใช้สาหร่ายเกลียวทองสำหรับเป็นยาภายนอก ในประเทศฝรั่งเศสยาที่ผสมสาหร่ายเกลียวทอง ช่วยกระตุ้นทำให้แผลแห้งเร็วขึ้น ผลที่มีต่อการรักษาแผลนี้ได้มีรายงานจากคนไข้หลายคน มีทั้งที่ใช้สาหร่ายเกลียวทองล้วนๆ ใช้น้ำคั้นสาหร่ายเกลียวทองและใช้สารที่สกัดจากสาหร่ายเกลียวทองทำเป็นยาทั้งในรูปครีม, ยาทาและยาน้ำ การศึกษาในญี่ปุ่นพบว่าเครื่องสำอางที่ผสมสาหร่ายเกลียวทอง และสารสกัดจาก สาหร่ายเกลียวทอง ช่วยให้ผิวพรรณดีขึ้นและลดริ้วรอย

 

 

งานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับสาหร่ายเกลียวทอง สไปรูลินา Spirulina

งานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับสาหร่ายเกลียวทอง

ผลต่อไวรัสเอดส์ มะเร็ง และระบบภูมิคุ้มกัน

โดย Richard Kozlenko DPM, Ph.D M.P.H. และ Ronald H. Henson 

นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ให้ความสนใจสาหร่ายเกลียวทองมากขึ้นในด้านอาหารที่เป็นยาและเป็นแหล่งของสารด้านเภสัชที่มีศักยภาพมีงานค้นคว้าวิจัยเบื้องต้นทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ หลายชิ้นเกี่ยวกับความสามารถในการยับยั้งการแตกตัว ของเชื้อไวรัส ช่วยทำให้เซลล์และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงขึ้น ทั้งยังยับยั้งการเจริญและลดการก่อตัวของ เซลล์มะเร็งด้วย ถึงแม้ว่างานวิจัยเหล่านี้จะเป็นเพียงงานขั้นเริ่มต้นและจังต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม แต่ผลการวิจัยนั้น น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

ผลในการต่อต้านไวรัส
เดือนเมษายน 1996 นักวิทยาศาสตร์จากหลายหน่วยงาน ได้แก่ Laboratory of Viral Pathogenesis, สถาบัน Dana-Farber Cancer Institute, Harvard Medical School ที่ Boston มลรัฐ Massachusetts และ Earthrise Farm จากเมือง Calipatria มลรัฐ California ได้ร่วมกันแถลงผลงานวิจัยที่กำลังดำเนินการอยู่ โดยระบุว่า “น้ำที่สกัดจากสาหร่ายเกลียวทอง สามารถยับยั้งการแตกตัวของ HIV-I ใน T-cell และรอบเซลล์เม็ดเลือดของมนุษย์ และที่ความเข้มข้น 5-10 & micro;g/ml. พบว่าสามารถลดการเจริญของเชื้อไวรัสได้”

HIV-I คือเชื้อไวรัสเอดส์ ซึ่งสารสกัดสาหร่ายเกลียวทอง จำนวนเล็กน้อยสามารถลดการแตกตัวของไวรัสได้ ในขณะที่เมื่อใช้ในความเข้มข้นสูงขึ้นสามารถหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสได้อย่างสิ้นเชิง โดยสารสกัดสาหร่าย Spirulina ที่ใช้ในการรักษาโรคและหยุดยั้งการเจิรญเติบโตของเชื้อไวรัสในความเข้มข้นน้อยกว่า 100 ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ของมนุษย์

นักวิทยาศาสตร์การแพทย์อีกกลุ่มหนึ่งได้เผยแพร่ผลงานวิจัยเกี่ยวกับน้ำสารสกัดบริสุทธิ์ที่มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับ สาหร่ายเกลียวทอง มีชื่อว่า Calcium-Spirulan ซึ่งสามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อไวรัสหลายชนิดในหลอดทดลอง ได้แก่ HIV-I, เริม, Cytomegalovirus, เชื้อไข้หวัดใหญ่ ไวรัส A, คางทูม และหัด ทั้งยังปลอดภัยต่อเซลล์ของร่างกายมนุษย์ การทดลองในเซลล์เพาะเลี้ยงของมนุษย์และลิง พบว่าสารสกัดนี้สามารถป้องกันเซลล์จากการติดเชื้อไวรัสได้ รายงานการวิจัยเบื้องต้นในวารสารวิชาการระบุว่า สารสกัดนี้ “มีผลอย่างแท้จริงในการบำบัดการติดเชื้อ HIV-I, HSV-I และ HCM ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ติดเชื้อเอดส์ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาตลอดชีวิต

Calcium-Spirulan เป็นสารที่ใช้กระบวนการ Polymerized ทำให้โมเลกุลของน้ำตาลมีคุณสมบัติคล้ายกับ สาหร่ายเกลียวทอง คือมีทั้ง Sulfur และ Calcium ผลการรักษาหนูแฮมสเตอร์ที่ผิวหนังติดเชื้อเริมและรักษาด้วยสารสกัดนี้ พบว่ามีอัตราการฟื้นตัวได้เร็วกว่าเดิม

สารสกัดนี้ทำงานอย่างไร? 
เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายมันจะเกาะอยู่ที่ผนังเซลล์ สารสกัดสาหร่ายเกลียวทอง ทำให้เชื้อไวรัสไม่สามารถเจาะผนังเซลล์ เข้าไปทำให้เซลล์ติดเชื้อได้ เชื้อไวรัสจะติดอยู่ที่ผนังเซลล์อย่างนั้นโดยไม่สามารถแตกตัวได้และจะถูกกำจัดออกไป โดยกระบวนการป้องกันของร่างกาย ตามธรรมชาติในที่สุด สารสกัดสาหร่ายเกลียวทอง จึงมีประโยชน์ในการรักษาผู้ป่วย โรคเอดส์ ให้ใช้ชีวิตอย่างปกติได้ยืนยาวขึ้น

สาหร่ายเกลียวทอง (Spirulina) คืออะไร?
สาหร่ายเกลียวทอง หรือ Spirulina คืออาหารดั้งเดิมของบางชนเผ่าในประเทศเม๊กซิโกและทวีปอาฟริกา เป็นสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินที่พบในน้ำอุ่นที่มีความเป็นด่างสูงในทะเลสาบปากปล่องภูเขาไฟ สาหร่ายเกลียวทอง ในธรรมชาติเป็นอาหารของฝูงนกฟลามิงโกที่อาศัยอยู่แถบ Rift Valley Lakes ในอาฟริกาตะวันออก ซึ่งทำให้ร่างกายของนกเหล่านี้เจริญเติบโตได้อย่างน่าอัศจรรย์เมื่อเทียบกับสาหร่ายชนิดอื่นเนื่องจากสาหร่ายเกลียวทอง มีคุณค่าทางโภชนาการที่สูงมากคือมี Amino acid อยู่ถึง 62% ทั้งยังเป็นแหล่งที่มีวิตามิน B-12 ตามธรรมชาติมากที่สุดในโลก และยังมีส่วนประกอบตามธรรมชาติอย่างครบถ้วนของ Carotene และ Xanthophyll phytopigment หลายชนิดสาหร่ายเกลียวทองมีผนังเซลล์ที่อ่อนนุ่มจากสารประกอบเชิงซ้อนของน้ำตาลและโปรตีน ซึ่งถูกย่อยและดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย แตกต่างจากสาหร่ายทั่วๆ ไป

ผู้คนนับล้านทั่วโลกรับประทานสาหร่ายเกลียวทองที่เพาะเลี้ยงด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์จากฟาร์ม ในปัจจุบันมีการผลิตสาหร่ายเกลียวทองเพื่อการบริโภคของมนุษย์มากกว่าปีละ 1 พันเมตริกตัน โดยประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นผู้นำในการผลิต รองลงมาคือประเทศไทย อินเดีย และสาธารณรัฐประชาชนจีน เนื่องจากตระหนักถึงคุณค่าด้านสารอาหาร ของสาหร่ายเกลียวทองทำให้ประเทศต่างๆ กำลังวางแผนการผลิตสาหร่ายเกลียวทองขึ้น

ความแตกต่างระหว่าง สาหร่ายเกลียวทอง (Spirulina), Chlorella และสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินในธรรมชาติ สาหร่ายเกลียวทองไม่ใช่สาหร่ายแบบเดียวกับ Chlorella หรือสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินชนิดอื่นๆ ที่เก็บเกี่ยวจากทะเลสาบ Klamath ในมลรัฐ Oregon เพราะทั้ง Chlorella และสาหร่ายชนิดอื่นๆ แม้จะเป็นอาหารที่มีคุณค่าแต่ไม่มีคุณสมบัติต้านไวรัส ต้านมะเร็ง และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันเหมือนกับสาหร่ายเกลียวทอง นอกจากนี้ผนังเซลล์ของ Chlorella เป็น Cellulose ที่กระเพาะอาหารของมนุษย์ไม่สามารถย่อยได้ ในขณะที่ผนังเซลล์ของสาหร่ายเกลียวทองเป็นสารประกอบเชิงซ้อน ของโปรตีนและน้ำตาลที่สามารถย่อยได้ง่าย

ส่วนสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินจากทะเลสาบ Klamath มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Aphanizomenon flos-aquae เป็นสาหร่ายต่างชนิดกับสาหร่ายเกลียวทอง ในขณะที่เอกสารทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นมีข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นพิษของ Aphanizomenon flos-aquae แต่มีน้อยชิ้นมากที่กล่าวถึงประโยชน์ทางการรักษาโรคของมัน ในทางกลับกันมีเอกสาร ทางวิทยาศาสตร์มากมายที่มีข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับประโยชน์ และความปลอดภัยของมนุษย์และสัตว์ที่บริโภคสาหร่าย Chlorella และสาหร่ายเกลียวทอง

ผลด้านการต้านมะเร็ง 
งานศึกษาวิจัยจำนวนมากแสดงว่าสาหร่ายเกลียวทอง หรือสารสกัดจากสาหร่ายเกลียวทองสามารถป้องกัน หรือยับยั้งมะเร็ง ในมนุษย์และสัตว์ มีความเชื่อว่ามะเร็งบางชนิดเป็นผลมาจากเซลล์ที่ DNA ถูกทำลายแล้วไปทำร้ายเซลล์อื่นๆ ทำให้ไม่สามารถควบคุมการเจริญของเซลล์ได้ นักชีววิทยาด้านเซลล์ได้ค้นพบว่ามีเอนไซม์ชื่อ Endonuclease มีหน้าที่ซ่อมแซม DNA เพื่อให้เซลล์คงมีชีวิตอยู่และมีความแข็งแรง เมื่อเอนไซม์ตัวนี้ถูกยับยั้งการทำงานโดยการฉายรังสี หรือถูกพิษ DNA ที่เสียหายจึงไม่ได้รับการซ่อมแซมและทำให้อาจเกิดเป็นมะเร็งขึ้นได้ จากผลการศึกษาในห้องทดลองพบว่า Polysaccharide ของสาหร่ายเกลียวทองเท่านั้นที่ช่วยให้การซ่อมแซม DNA ของเอนไซม์ตัวนี้ทำได้ดียิ่งขึ้น นี่คงเป็นเหตุผลที่อธิบายได้ว่าเหตุใดงานวิจัยหลายชิ้นในผู้ที่สูบบุหรี่และการทดลองเกี่ยวกับมะเร็งในสัตว์ทดลอง จึงรายงานผลว่าเมื่อกลุ่มตัวอย่างได้รับประทานสาหร่ายเกลียวทอง หรือรักษาด้วยสารสกัดจากสาหร่ายเกลียวทอง จึงสามารถหยุดยั้งเซลล์มะเร็งที่ร้ายแรงหลายชนิดได้ในระดับสูง

การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง สาหร่ายเกลียวทองเป็นสารบำรุงระบบภูมิคุ้มกันที่มีประสิทธิภาพ การศึกษาวิจัยในหนู หนูแฮมสเตอร์ ไก่ ไก่งวง แมว และปลา ยืนยันว่าสาหร่ายเกลียวทองช่วยปรับปรุงการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์พบว่า สาหร่ายเกลียวทองไม่เพียงแต่กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเท่านั้น แต่ยังเพิ่มขีดความสามารถของร่างกายในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดให้เพิ่มขึ้นด้วย

ส่วนสำคัญของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้แก่ Stem cells ในไขกระดูก เซลล์เม็ดเลือดขาว T-cellsและ Natural Killer Cell แสดงให้เห็นว่ามีการทำงานได้ดียิ่งขึ้น ม้ามและต่อมไธมัสมีประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้น นักวิทยาศาสตร์ยังสังเกตพบว่า สาหร่ายเกลียวทองช่วยเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดขาว ทำให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการทำลายเชื้อโรค

การศึกษาทดลองบริโภคสาหร่ายเกลียวทองพบว่าแม้จะบริโภคเพียงจำนวนน้อยก็ยังเพิ่มความแข็งแรงให้แก่ของเหลว และเซลล์ของระบบภูมิคุ้มกัน สาหร่ายเกลียวทองช่วยเร่งการผลิตระบบของเหลวต่างๆ เช่น แอนตี้บอดี้และ ไซโตพลาสมาของเซลล์ ทำให้ร่างกายสามารถป้องกันตนเองจากเชื้อโรคที่แปลกปลอมเข้ามาได้ดียิ่งขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันของเซลล์ได้แก่ T-cells เม็ดเลือดขาว B-cells และเซลล์ต้านมะเร็ง หรือ Natural Killer Cell เซลล์เหล่านี้ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดและมีมากในอวัยวะต่างๆ เช่น ตับ ม้าม ต่อมไธมัส ต่อมน้ำเหลือง ต่ออะดีนอยด์ ต่อมทอนซิล และไขกระดูก สาหร่ายเกลียวทองช่วยจัดระเบียบให้เซลล์และอวัยวะที่สำคัญเหล่านี้ ทำให้สามารถทำงานได้ดียิ่งขึ้น แม้ในสภาวะกดดันจากสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษหรือจากการติดเชื้อต่างๆ

ไฟโคไซยานินในสาหร่ายเกลียวทองช่วยสร้างเม็ดเลือด จากการศึกษาสาร Polypeptide ที่มีชื่อเรียกว่าไฟโคไซยานิน พบว่าส่งผลต่อ Stem cells ที่พบในไขกระดูก Stem cells เป็นเซลล์ต้นแบบของเซลล์เม็ดเลือดขาวในระบบภูมิคุ้มกัน และเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ช่วยให้ออกซิเจนแก่ร่างกาย

นักวิทยาศาสตร์ชาวจีนรายงานว่าไฟโคไซยานินกระตุ้นการสร้างโลหิตได้เทียบเท่ากับฮอร์โมน Erythropotein (EPO) ซึ่งสร้างจากไตและควบคุมโดย Stem cells ในไขกระดูกเพื่อสร้างเม็ดเลือดแดง นักวิทยาศาสตร์ชาวจีนอ้างว่าไฟโคไซยานิน ยังช่วยควบคุมการสร้างเม็ดเลือดขาว แม้แต่ในขณะที่ Stem cellsในไขกระดูกถูกทำลายโดยสารพิษจากเคมีหรือ การฉายรังสีก็ตาม

ผลของไฟโคไซยานินในการสร้างเม็ดโลหิต ทำให้สาหร่ายเกลียวทองได้รับการรับรองจากประเทศรัสเซียว่าเป็น “อาหารที่เป็นยา” สำหรับการรักษาผู้ป่วยที่ได้รับสารกัมมันตภาพรังสี เด็กๆ ที่ทุกข์ทรมานจากการรับประทานอาหาร ที่เพาะปลูกบนพื้นดินที่ปนเปื้อนพิษจากสารกัมมันตภาพรังสีที่เชอร์โนบิล ทำให้ไขกระดูกของเด็กเหล่านั้นถูกทำลาย ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง สารกัมมันตภาพรังสีทำลายไขกระดูกทำให้ไม่สามารถผลิตเม็ดเลือดแดงหรือเม็ดเลือดขาว ที่ปกติได้ เด็กเหล่านี้จึงเป็นโรคโลหิตจางและต้องทรมานจากผลของโรคภูมิแพ้ ประเทศรัสเซียให้การรักษาเด็กเหล่านี้ โดยให้รับประทานสาหร่ายสาหร่ายเกลียวทองแบบเม็ดวันละ 5 กรัมต่อวัน ผลปรากฏว่าเด็กเหล่านี้มีการดีขึ้นและฟื้นตัว อย่างรวดเร็วภายใน 6 สัปดาห์ ส่วนเด็กที่ไม่ได้รับประทานสาหร่ายเกลียวทอง ยังคงเจ็บป่วยอยู่เช่นเดิม

ผลที่มีต่อสุขภาพในด้านอื่นๆ 
สาหร่ายเกลียวทองเป็นแหล่งของสารอาหารธรรมชาติที่สมบูรณ์ที่สุดแหล่งหนึ่งเท่าที่มนุษย์ได้รู้จักสาหร่ายเกลียวทอง ประกอบด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็นครบถ้วน มีคลอโรฟิลล์, เบต้าแคโรทีน และสารประกอบอื่นๆ รวมถึงสารสีธรรมชาติอื่นๆ ในปริมาณสูง สาหร่ายเกลียวทองเป็นอาหารจากพืชสีเขียวชนิดเดียวที่อุดมไปด้วยกรดไขมันจำเป็น GLA ซึ่งช่วยกระตุ้นความเจริญเติบโตในสัตว์บางชนิด และทำให้ผิวและขนมีประกายเงางามและนุ่มและแข็งแรงไม่หลุดร่วง หรือขาดง่าย GLA ยังช่วยในการต้านการอักเสบ และบางครั้งยังช่วยบรรเทาอาการไขข้ออักเสบด้วย

สาหร่ายเกลียวทองทำหน้าที่เป็นอาหารที่ช่วยปรับสมดุลของร่างกาย มีประโยชน์ต่อแบคทีเรียในลำไส้ โดยเฉพาะแลคโตลาซิลัสและไบฟิดัส ช่วยทำให้แบคทีเรียในลำไส้เหล่านี้แข็งแรงและมีจำนวนมากขึ้น ทำให้ลดปัญหาที่เกิดจากการติดเชื้อโรค เช่น เชื้ออีโคไล และแคนดิดา อัลไบแคน เป็นต้น จากการศึกษาโดยการเพิ่มสาหร่ายเกลียวทองเข้าไปในมื้ออาหาร พบว่าแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

บทสรุป 
จากผลการศึกษาวิจัยเบื้องต้น นักวิทยาศาสตร์หวังว่าการใช้สาหร่ายเกลียวทอง และสารสกัดจากสาหร่ายเกลียวทอง น่าจะช่วยลด หรือป้องกันมะเร็งและโรคต่างๆ ที่เกิดจากไวรัส ป้องกันการติดเชื้อจากแบคทีเรียหรือปาราสิต และอาจทำให้ร่างกายตอบสนองต่อการรักษาได้ดีขึ้น และแผลหายได้เร็วขึ้น ความรุนแรงของโรคโลหิตจาง, การได้รับสารพิษ และภูมิคุ้มกันบกพร่องอาจลดน้อยลง นักวิทยาศาสตร์ในประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สาธารณรัฐประชาชนจีน รัสเซีย อินเดีย และประเทศอื่นๆ ต่างกำลังศึกษาอาหารที่มีคุณค่าโดดเด่นนี้เพื่อไขปริศนาเกี่ยวกับศักยภาพของมัน ยังคงต้องมีการวิจัย เพิ่มเติมเกี่ยวกับประโยชน์ของมันต่อโรคเอดส์และโรคร้ายที่คร่าชีวิตอื่นๆ อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า สาหร่ายเกลียวทองเป็นอาหารธรรมชาติที่ปลอดภัย และให้คุณค่าโภชนาการที่เข้มข้นเพื่อดำรงชีวิตและสุขภาพที่ดีเลิศ

 

สาหร่ายเบส14

สาหร่ายเกลียวทองช่วยลดอาการเมาค้าง

มื่อเราดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณแอลกอฮอล์เกือบทั้งหมด 90 ถึง 98 เปอร์เซ็นต์ จะถูกลำเลียงผ่านกระเพาะอาหารและดูดซึมผ่านลำไส้แล้วส่งผ่านหลอดเลือดไปยังตับเครื่องกรองของเสียออกจากร่างกาย ถ้าดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก ตับก็จะทำงานหนักขึึ้นเพราะต้องทำหน้าที่ในการกำจัดสารพิษของเสียเหล่านั้นให้หมดไปจากร่างกาย  ซึ่งตับสามารถขจัดแอลกอฮอล์ในปริมาณเพียง 10 มิลลิลิตรต่อชั่วโมงเท่านั้น ถึงแม้ว่าเราจะกำหนดตัวเองให้ดื่มได้ไม่เกิน 3 ออนซ์ต่อ 1 ชั่วโมง แต่ในไม่ช้าเราก็จะดื่มเร็วกว่านั้นและเกิดอาการเมาในที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นถ้าไม่กินกับแกล้มอะไรเลยในระหว่างดื่มร่างกายก็จะขาดโปรตีนวิตามินและเกลือแร่และส่งผลทำให้ตับอ่อนทำงานมีประสิทธิภาพลดลงกว่าครึ่ง ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดที่สูงขึ้นทำให้ร่างกายเกิดอาการมึนเมาหรืออาการเมาค้างได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าหากรับประทานสาหร่ายเกลียวทอง Best ประมาณ 4-5 เม็ด ก่อนการดื่มแอลกอฮอล์ก็จะช่วยให้อาการเมาค้างลดลง ซึ่งสามารถอธิบายได้ว่าปริมาณโปรตีน วิตามินและเกลือแร่ ในสาหร่ายเกลียวทองช่วยบำรุงให้ตับทำงานได้ดีขึ้น และสามารถขจัดปริมาณแอลกอฮอล์ได้อย่างรวดเร็ว จึงช่วยลดอาการเมาค้างได้นั่นเอง

 

สาหร่ายเกลียวทองสร้างภูมิคุ้มกัน

“สร้างภูมิคุ้มกันได้ด้วยอาหารไม่ใช่ด้วยยา” สร้างภูมิคุ้มกันด้วยสาหร่ายเกลียวทอง
ปัจจุบัน การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธ์ใหม่ ชนิด เอ (เอช1เอ็น1) กำลังขยายตัวไปทั่วโลก และในขณะนี้ประเทศไทยพบผู้เสียชีวิตแล้ว จากการติดเชื้อ ไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ ชนิดเอ หรือที่เราเรียกว่า ไข้หวัด 2009  จะมีอาการให้คล้ายกันกับไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ธรรมดา ส่วนใหญ่มีอาการน้อยและหายเองได้ ไม่ต้องรับการรักษาที่โรงพยาบาล สำหรับผู้ป่วยที่เสียชีวิต มักเป็นผู้ที่มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคปอด หอบหืด โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน หรือ ผู้ที่มีภูมิต้านทางต่ำ โรคอ้วน ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปี เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และ หญิงมีครรภ์

ดังที่ปรากฏในข่าวอยู่บ่อย ๆ ว่า พบผู้ป่วยไข้หวัด 2009 ที่ไม่ได้สัมผัสเชื้อโรคโดยตรง แต่ไปสัมผัสกับคนที่เป็นพาหะ แสดงว่าหาก เราสามารถดูแลร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์แล้ว หากเราสัมผัสกับเชื้อโรค เราก็จะไม่ติดเชื้อ หรือถึงแม้จะติดเชื้อ ก็จะมีอาการไม่มาก สามารถหายได้เองไม่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ดังนั้นหัวใจสำคัญของ การป้องกันไข้หวัด 2009 นอกจากจะรักษาความสะอาด ไม่ไปคลุกคลีกับผู้ป่วย ล้างมือบ่อย ๆ ไม่ใช้แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ช้อนอาหาร ผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดตัว ร่วมกับผู้อื่นแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การรักษาสุขภาพให้แข็งแรง กินอาหารที่มีคุณค่า ทางโภชนาการ ดื่มน้ำมาก ๆ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ

จากหนังสือสาหร่ายอาหารของอนาคต เขียนโดย ศ.ดร.นพ. สมศักดิ์ วรคามิน การสร้างภูมิต้านทาน และหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรค โดยบริโภคสาหร่ายเกลียวทอง นับว่าเป็นคุณอนันต์ ในวงการแพทย์ในปัจจุบัน ยาปฏิชีวนะที่ใช้ทั้งคน และสัตว์ เชื้อโรคสามารถดื้อยา ได้เกือบทุกชนิด จนใช้ยาดังกล่าวไม่ได้ผล และเชื้อโรคที่ต้านยา หลายชนิดเริ่มระบาด จนเป็นปัญหาสาธารณสุข เนื่องจากยาปฏิชีวนะ มักจะเป็นสารเคมีตัวเดียว และชนิดเดียว เชื้อโรคเรียนรู้ได้ง่ายจึงต่อต้าน จนดื้อยาได้ แต่ภูมิต้านทานจากมนุษย์ ซับซ้อนมากเชื้อโรค ไม่สามารถเรียนรู้ จึงไม่สามารถต่อสู้กับภูมิต้านทานได้

สาหร่ายเกลียวทองสร้างภูมิต้านทานและยั้บยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคได้อย่างไร
สาหร่ายเกลียวทองมีเอนไซม์ไม่ต่ำกว่า 2,000 ชนิด เอนไซม์ที่สำคัญ ๆ จะเข้าไปตัดวงจรไม่ให้เกิดโรคและเอนไซม์บางชนิดมีหน้าที่ซ่อมแซมทำให้เซลล์ที่ถูกทำลาย กลับมาอยู่ในสภาพเดิมและในสาหร่ายเกลียวทองยังมีน้ำตาลเชิงซ้อนไปกระตุ้นเม็ดเลือดขาว ขนาดใหญ่สร้างสารเคมีไปกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวทุกชนิดไปทำลาย     จุลินทรีย์และไวรัสได้อย่างเต็มที่และยังไปกระตุ้นเซลล์ตั้งต้นของกระดูกไขสันหลังให้ผลิตเม็ดเลือดขาว และเม็ดเลือดแดงได้มากขึ้น จึงเป็นปราการคุ้มกันและหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคได้ด้วย

เอกสารอ้างอิง

“สาหร่าย อาหารของอนาคต”.ศ.ดร.นพ.สมศักดิ์ วรคามิน.พิมพ์ครั้งที่ 2พฤษภาคม,2551.
“วีธีป้องกันและควบคุมไข้หวัด 2009”.thaihealth.or.th. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ.

 

ลดน้ำหนักด้วยสาหร่ายเกลียวทอง

ลดน้ำหนักกับการกินที่ไม่ถูกวิธี ลดน้ำหนักด้วยสาหร่ายเกลียวทองเบส

โรคอ้วน คือ การที่ร่างกายสะสมไขมันไว้ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายมากจนเกินปกติ ซึ่งสาเหตุการเกิดโรคอ้วนนั้น มีด้วยกันหลายสาเหตุอาจเกิดจากกรรมพันธุ์ โรคภัยไข้เจ็บ เช่น โรคเครียด บางคนหาทางออกด้วยการกิน หรือเกิดจากพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เมื่อเราต้องเผชิญกับโรคอ้วนบางคน จึงมีพฤติกรรมลดความอ้วนแบบผิดๆ โดยการกินแต่ผักผลไม้ หลีกเลี่ยงการกินอาหารประเภทอื่น ซึ่งไม่ใช่วิธีการลดน้ำหนักที่ดี เพราะจะทำให้สุขภาพทรุดโทรมลง เนื่องจากร่างกายไม่ได้รับสารอาหารอื่นๆ ในปริมาณที่เพียงพอ การลดน้ำหนักโดยการงดโปรตีนนั้น จะทำให้น้ำหนักที่ลดลงเป็นกล้ามเนื้อร่วมกับไขมัน ทำให้แม้จะลดน้ำหนักได้แต่ก็ไม่มีความกระชับ ไขมันก็ไม่ได้ลดลงมากเท่าที่ควร และยังจะทำให้ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลียกว่าปกติ จนถึงจุดจุดหนึ่งที่น้ำหนักจะคงที่ทำให้มีโอกาสที่จะโยโย่กลับไปเหมือนเดิม หรือมากกว่าเดิม เพราะฉะนั้นหากท่านต้องการลดน้ำหนักจริงๆ ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งสารอาหารทั้งหมดก็อยู่ในสาหร่ายเกลียวทอง Best เคล็ดลับง่ายๆ เพียงทานสาหร่ายเกลียวทอง Best ครั้งละ 5 เม็ดสามเวลาก่อนอาหาร แล้วดื่มน้ำตามมากๆ และทานอาหารในปริมาณที่พอเหมาะ เพียงเท่านี้ท่านก็จะมีรูปร่างที่ดูดีและมีสุขภาพที่แข็งแรงไปพร้อมๆ กัน

สาหร่ายเบส1

โทร.สั่งสาหร่ายเกลียวทอง

โทร.081-9140148 Line id:herbal-center

 

 

 

 

 

อาหารเสริมแก้โรคเบาหวาน โรคโลหิตจาง คอเรสตอรอส มะเร็งเคมีบำบัดและโภชนาการ

อาหารเสริมแก้โรคเบาหวาน โรคโลหิตจาง คอเรสตอรอส มะเร็งเคมีบำบัดและโภชนาการ บำรุงหัวใจ ผู้สูงอายุ คนชรา ทานสาหร่ายเกลียวทอง
สาหร่ายเบส6
สาหร่ายเกลียวทองเพื่อสุขภาพวัยทองและผู้สูงอายุ
ผู้ที่เข้าสู่วัยทองหรือวัยเกษียณส่วนใหญ่มักมีจะเริ่มมีปัญหาสุขภาพตามมา โดยมากมักเกิดระบบอวัยวะภายในเริ่มเสื่อมสภาพและทำงานผิดปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการย่อยและเผาผลาญอาหาร ระบบขับถ่ายของเสียจากร่างกาย ทำให้เกิดโรคเรื้อรังและโรคแทรกซ้อนตามมา เช่น เบาหวาน  นอกจากนี้หากผู้สูงวัยได้รับสารอาหารไม่เพียงพอไม่เพียงพอ ก็ย่อมส่งผลทำให้ร่างกายแก่ชราก่อนวัยอันควรมากขึ้น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคโลหิตจาง โรคอัลไซเมอร์ เป็นต้น
สาหร่ายเกลียวทอง Best เป็นสาหร่ายมีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีส่วนประกอบของสารอาหารจำเป็นเหมาะสำหรับผู้สูงวัยที่ครบถ้วน ทั้งโปรตีน วิตามินและเกลือแร่ เป็นอาหารที่ย่อยง่าย และร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้พลังงานได้ทันที นอกจากนี้สาหร่ายเกลียวทอง Best ยังมีวิตามินที่สำคัญ เช่น วิตามินอี วิตามินซี ซีลีเนียม อยู่ในปริมาณที่พอเหมาะ ซึ่งจะช่วยชะลอความชรา ชะลอความแก่ และมีธาตุเหล็กสูง เหมาะกับสตรีวัยทอง ซึ่งควรรับประทานควบคู่แคลเซียมหรือคอลลาเจนเป็นอาหารเสริมเพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุนและโรคข้อเสื่อม
สาหร่ายเบสบำบัดโรค
มะเร็งเคมีบำบัดและโภชนาการบำบัดด้วยสาหร่ายเกลียวทอง
การรักษามะเร็งระยะสุดท้ายแพทย์จะใช้สารเคมีบำบัดที่เรียกว่า การฉีดคีโม เซลล์มะเร็งจะถูกทำลาย รวมทั้งเซลล์อื่นๆ ก็จะถูกทำลายด้วย เช่น เซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์เม็ดเลือดแดง และเม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นเซลล์ใ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และในบางรายก่อให้เกิดภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาจจะส่งผลทำให้มีอาการเบื่ออาหาร ผมร่วง โลิหิตจาง แต่ในสาหร่ายเกลียวทอง Best จะอุดมไปด้วยสารอาหารมีโมเลกุลเล็กที่ย่อยง่าย ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้เลยถึง 95.1 %  โดยเฉพาะสารสีน้ำเงินไฟโคไซยานินที่มีส่วนช่วยเพิ่มเม็ดเลือดขาว สร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย อีกทั้งสาหร่ายยังมีกรดนิวคลีอิก ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างเอนไซม์ชื่อ เอนโดนิวคลิเอช มีหน้าที่ซ่อมแซมเซลล์ DNA ที่มีรูปร่างผิดเพี้ยนกลายเป็นเซลล์มะเร็ง ทำให้เซลล์กลับมามีรูปร่างที่ปกติ ดังเดิมไม่กลายสภาพเป็นเซลล์มะเร็ง
สาหร่ายเบส8
สาหร่ายเกลียวทองสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานคือโรคเรื้อรังที่เป็นแล้วรักษาให้หายขาดยาก บางครั้งผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานอาจไม่แสดงอาการใดๆ แม้กระทั่งผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาแล้ว จึงดูผิวเผินคล้ายกับผู้ป่วยได้หายจากโรคนี้แล้ว แต่เมื่อใดก็ตามที่ไม่ระวังใส่ใจในการดูแลควบคุมเรื่องอาหารการกินและการปฏิบัติตัวให้เหมาะสมโรคร้ายนี้ก็สามารถกลับมาแสดงอาการได้อีก
     โรคเบาหวานก็เหมือนโรคเรื้อรังอื่นๆ ทั่วไป คือหากตรวจเจออาการตั้งแต่นานๆที่แลกเปลี่ยนและเข้ารับการรักษาขณะที่อาการยังไม่หนาโรคก็จะมีโอกาสหายเป็นปกติได้เร็วแต่ถ้าปล่อยให้เป็นโรคเรื้อรังอาจต้องใช้ระยะเวลาและความอดทนพอสมควรจึงจะสามารถรักษาให้หายเป็นปกติได้
     อาการของคนเป็นโรคเบาหวานที่สังเกตได้ง่าย คือ มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงและมีปริมาณของน้ำตาลปนมาในปัสสาวะ แต่เดิมคนทั่วไปจะเข้าใจว่าโรคเบาหวานเกิดขึ้นจากการมีปริมาณน้ำตาลในร่างกายสูงหรือ การรับประทานอาหารที่มีรสหวานจัด ร่างกายจึงมีปริมาณน้ำตาลมากกว่าสารอินซูลินในร่างกาย แต่ความเป็นจริงแล้วโรคนี้ไม่ได้เกิดจากเพราะขาดสมดุลระหว่างน้ำตาลและอินซูลินแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แท้ที่จริงอาหารทุกประเภทที่เรารับประทานเข้าสู่ร่างกายล้วนส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดทั้งสิ้น เพราะแม้แต่ไขมันและโปรตีนก็สามารถแปรสภาพเป็นกลูโคสได้
     จุดประสงค์หลักในการรักษาโรคเบาหวานคือวิธีการทำให้น้ำตาลในปัสสาวะหมดไป และควบคุมค่าระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ การทานอาหารที่เหมาะสมและการออกกำลังกายคือหลักการสำคัญในการบำบัดรักษา แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการหนักแล้ว แพทย์จะให้ใช้วิธีการฉีดอินซูลินควบคู่ไปกับการรับประทานยา
     จุดประสงค์อีกประการหนึ่งในการรักษาโรคเบาหวาน ก็คือ การช่วยให้ผู้ป่วยสามารถทำกิจกรรมดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติได้ การพึ่งพาอินซูลินเพียงอย่างเดียวเป็นอันตรายต่อร่างกายในแง่ที่ว่า หากอินซูลินมีปริมาณมากเกินไปปริมาณในเลือดก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว และเมื่อปริมาณน้ำตาลในเลือดลดลงกว่าปกติแค่เพียงเล็กน้อย ร่างกายก็จะปรากฏอาการต่างๆ เช่น หายใจติดขัด มีเหงื่อออกเต็มตัว เวียนศีรษะ หน้ามืด จนถึงกับวูบหมดสติได้
     ผู้ป่วยหลายคนเกรงว่า ปริมาณน้ำตาลในเลือดจะลดลงมากเกินไปจึงมักจะพบกลูโคสชนิดเม็ดติดตัวไว้เสมอ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วอาหารตามธรรมชาติสามารถให้ผลที่ดีกว่ากลูโคสชนิดเม็ดมาก คือนอกจากจะช่วยควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือดโดยธรรมชาติแล้ว ยังสามารถช่วยเสริมสุขภาพโดยทั่วไปได้ด้วย การรักษาเบาหวานขั้นเริ่มต้น คือ การลดน้ำตาลให้อยู่ในระดับปกติ นอกจากนี้คนที่เป็นโรคเบาหวานจะต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ดีนั่นไม่ได้หมายความว่า คนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานจะไม่ต้องการไขมันเลย ผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงต้องระมัดระวังในการเลือกรับประทานอาหาร อาหารที่คนเป็นโรคเบาหวานควรรับประทานเป็นประจำ คือ ธัญญาหารที่ผ่านกระบวนการปรุงแต่งน้อยที่สุดเช่น ขนมปังโฮลวีต ข้าวซ้อมมือ ลูกเดือย เมล็ดธัญพืช เป็นต้น  รวมถึงอาหารที่ปราศจากสารเคมี เช่น ผักผลไม้ปลอดสารพิษ อาหารสำเร็จรูปที่ไม่ใส่สารกันบูดหรือสารสังเคราะห์ และอาหารที่มีกากใยมาก หากผู้ป่วยสามารถรับประทานอาหารเช่นที่ว่านี้ได้สม่ำเสมอก็จะสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้โดยที่น้ำหนักตัวไม่เพิ่มขึ้น รวมทั้งสุขภาพโดยรวมจะดีขึ้น ระบบการทำงานต่างๆของร่างกายเกิดความสมดุลและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพดีขึ้น
     กล่าวโดยสรุปแล้ว อาหารที่ดีสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานควรมีลักษณะดังต่อไปนี้ คือ ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ช่วยในการควบคุมน้ำหนักตัว ต้องเป็นอาหารเสริมสุขภาพ เป็นอาหารที่เสริมความต้องการเฉพาะอย่างได้ และเป็นอาหารที่ลดความซับซ้อนของระบบการทำงานของร่างกายได้ สารอาหารจำเป็นที่ผู้ป่วยเบาหวานต้องการมากเป็นพิเศษ ได้แก่ เบต้าแคโรทีน วิตามินเอ วิตามินบีต่างๆ วิตามินซี คลอไรด์ อินโนซิทอล โครเมียม แมงกานีส แมกนีเซียม โปรแตสเซียม และสังกะสี ซึ่งสารอาหารดังกล่าวมีอยู่ในสาหร่ายเกลียวทอง Best หรือ สาหร่ายสไปรูลิน่า
      สาหร่ายเกลียวทอง Best มีสารอาหารบางอย่างที่สามารถช่วยให้อาการโรคเบาหวาน หรือสภาวะน้ำตาลในเลือดสูงกว่ามาตรฐานกลับมาเป็นปกติ แต่ต้องเป็นเบาหวานชนิดผู้ใหญ่ (Adult Diabetes) หรือที่เรียกว่าเบาหวานแบบ 2 (Type II) ซึ่งเป็นเบาหวานชนิดที่ฮอร์โมนอินซูลินในร่างกายมีระดับปกติ แต่ไม่สามารถทำงานได้เป้นปกติ เพราะในสาหร่ายเกลียวทองจะมีธาตุโครเมียม ซึ่งเป็นองค์ประกอบของ GTF (Glucose Tolerance Factor) ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวช่วยนำอินซูลินพร้อมน้ำตาลกลูโคสในเลือดผ่านเข้าไปเป็นอาหารเลี้ยงเซลล์ เมื่อน้ำตาลถูกเซลล์เผาผลาญเป็นพลังงานก็ส่งผลทำให้น้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดลดลงนั่นเอง
      นอกจากนี้สาหร่ายเกลียวทอง Best ยังมีคุณสมบัติเพียบพร้อมไปด้วยกลุ่มเอนไซม์อะไมเลสที่ช่วยย่อยแป้ง และกลุ่มเอนไซม์ไลเปสที่ช่วยย่อยไขมัน ซึ่งเอนไซน์ทั้งสองนี้จะช่วยย่อยทั้งน้ำตาลและไขมันให้มีปริมาณลดลง จึงช่วยแก้ปัญหาน้ำตาลในเลือดสูง ผู้ที่รับประทานสาหร่ายเกลียวทอง Best จึงสามารถควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดผู้ใหญ่ และถ้าดื่มน้ำแร่ที่มีโครเมียมร่วมด้วยก็จะช่วยให้เห็นผลดีเร็วขึ้นภายในระยะเวลา 6 สัปดาห์
สาหร่ายเบส9
สาหร่ายเกลียวทองช่วยลดโรคโลหิตจาง/เลือดจาง
โลหิตจางอันเนื่องมาจากขาดธาตุเหล็กจะพบมากที่สุดในผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 18 ถึง 25 ปี เหตุเนื่องมาจากการกินอาหารที่ผิดๆ และผู้หญิงยังมีโอกาสสูญเสียธาตุเหล็กในร่างกายมากว่าผู้ชาย เพราะจะสูญเสียเลือดไปกับมีประจำเดือน และจากการคลอดบุตร การสูญเสียเลือดอันเนื่องจากสาเหตุอื่นๆ ก่อให้เกิดอาการโลหิตจางได้เช่นกัน เช่น การสูญเสียเลือดจากบาดแผลภายนอกการผ่าตัดเป็นแผลในกระเพาะ หรือสีดวงทวาร และโรคโลหิตจางบางชนิดเฉียบพลัน สาเหตุเกิดจากการขาดวิตามินบี 12 อาหารที่กำหนดให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคโลหิตจางรับประทานนั้นต้องเป็นอาหารที่มีแคลอรี่สูงมีโปรตีนและวิตามินมากรวมทั้งต้องมีธาตุเหล็ก และสารอาหารจำเป็นในการสร้างเม็ดเลือดแดง ซึ่งในสาหร่ายเกลียวทอง Best จะอุดมไปด้วยธาตุเหล็กที่มีมากกว่าผักโขมถึง 58 เท่า และมีวิตามินบี 12 มากกว่าไข่ไก่ถึงร้อยเท่า ทำให้ผู้บริโภคที่มีโลหิตจางฟื้นตัวได้เร็วมากขึ้น
สาหร่ายเบส10
ลดคอเรสเตอรอสและบำรุงโรคหัวใจด้วยสาหร่ายเกลียวทอง

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าคอเลสเตอรอลในเลือด คือ ปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตมนุษยชาติเป็นอันดับต้นๆของสาเหตุการเสียชีวิตทั้งหมด ดังนั้น วิธีป้องกันโรคที่ต้นเหตุนอกจากจะต้องปรับปรุงและควบคุมเรื่องของอาหารการกินแล้ว ยังได้มีการค้นคว้าเพื่อหาสารอาหารธรรมชาติที่มีผลต่อการลดระดับของคอเลสเตอรอลในร่างกาย สาหร่ายเกลียวทองเป็นอาหารธรรมชาติชนิดหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจทำการค้นคว้าวิจัย และได้เริ่มมีการทดลองในหนู โดยผลการทดลองทางแล็บพบว่า สาหร่ายเกลียวทองสามารถลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดของหนูทดลองได้โดยไม่มีอันตราย หลังจากนั้น จึงได้มีการหันมาทดสอบกับมนุษย์ โดยทำการทดลองกับผู้ชายจำนวน 30 คนที่มีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ความดันโลหิตสูงเล็กน้อย และมีปริมาณไขมันในเลือดสูง ผลปรากฏว่า ภายหลังจากที่ได้รับประทานสาหร่ายเกลียวทองผ่านไป 8 สัปดาห์ ชายเหล่านั้นมีระดับคอเลสเตอรอลและปริมาณไตรกลีเซอไรด์ลดลง ทั้งที่ชายเหล่านั้น ไม่ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการบริโภคอาหารในแต่ละวันแต่อย่างใด เพียงแต่รับประทานสาหร่ายเกลียวทองเพิ่มไปด้วยเท่านั้น

การทดลองนี้ Department of Internal Medicine แห่ง Tokai University ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการค้นคว้าวิจัยและได้ สรุปว่าสาหร่ายเกลียวทองมีผลทำให้คอเลสเตอรอลในเลือดลดต่ำลง และมีแนวโน้มในทางที่เป็นผลดีต่อหัวใจและหลอดเลือด ทั้งนี้เพราะตัวชี้วัดการเกิดหลอดเลือดตีบแข็งดีขึ้น และไม่พบว่ามีผลข้างเคียง นอกจากนี้ได้มีเอกสารสิ่งตีพิมพ์เพื่อยืนยันถึงงานวิจัยที่พบว่า GLA (Gamma Linolenic Acid) ช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ สาหร่ายเกลียวทองมี GLA ในปริมาณสูง ดังนั้นผู้ที่รับประทานสาหร่ายเกลียวทองก็ได้รับสาร GLA นี้ด้วย และเมื่อรับประทานสาหร่ายเกลียวทองเป็นประจำจึงส่งผลทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายลดลง

สาหร่ายเกลียวทองหรือสาหร่ายสไปรูลิน่าอุดมไปด้วยกรดไขมันแกมมาไลโนเลนิก (Gamma Linolenic Acid – GLA) ที่มีผลช่วยให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดต่ำได้ GLA นี้เป็นกรดไขมันที่จำเป็นจัดอยู่ในกลุ่มของโอเมก้า 6 เช่นเดียวกับน้ำมันดอกอีฟนิ่งพริมโรส สาหร่ายเกลียวทอง 2500 mg จะมีความสามารถในการลดระดับไขมัน LDL (Low Density Lipoprotein) และช่วยเพิ่มไขมัน HDL (High Density Lipoprotein) เทียบเท่ากับน้ำมันดอกอีฟนิ่งพริมโรส 1 แคปซูล

ในทางการแพทย์พบว่า HDL เป็นไขมันดี ซึ่งถ้าหากมีปริมาณ HDL ในเลือดสูงจำนำคอเรสเตอรอลที่สะสมในเลือดกลับไปยังตับ ผลลัพธ์ที่ได้คือคอเลสเตอรอลในเลือดจะลดต่ำลง เนื่องจากนี้วิตามินบีรวมโดยเฉพาะวิตามิน บี3 เป็นวิตามินที่มีพร้อมอยู่แล้วในสาหร่ายเกลียวทอง ซึ่งมีส่วนช่วยทำหน้าที่ของ GLA ด้วยเช่นเดียวกัน ผลตามมาของการลดไขมันเลวในเลือดก็คือ สาหร่ายเกลียวทองช่วยป้องกันความดันโลหิตสูง และป้องกันภาวะหัวใจขาดเลือด รวมทั้งลดภาวะไตขาดเลือดและยังช่วยทำให้ไตทำงานให้ดีขึ้น

ได้มีทดลองเกี่ยวกับสาหร่ายเกลียวทองในนานาประเทศ เช่น อาร์เจนตินา ญี่ปุ่น อินเดีย ฯลฯ นักวิทยาศาสตร์ที่ทำการค้นคว้าวิจัยต่างยืนยันถึงคุณสมบัติในการลดระดับคอเลสเตอรอล และทำให้หลอดเลือดแดงของหัวใจทำงานดีขึ้น รวมทั้งลดความดันโลหิต ซึ่งผลการศึกษาได้ยืนยันตรงกันว่า สาหร่ายเกลียวทองสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้จริง เมื่อระบบเลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ทำให้หัวใจได้รับสารอาหารและออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงได้ดีขึ้น หัวใจไม่ต้องทำงานหนักหัวใจไม่ต้องการเลือดเพิ่ม จึงไม่ก่อให้เกิดภาวะการขาดเลือด สุขภาพหัวใจก็จะเป็นปกติ หัวใจของมนุษย์ปกติจะเต้นราววันละ 1 แสนครั้ง หรือปีละะ 36.5 ล้านครั้ง เมื่อมีอายุ 60 ปีขึ้นไป หัวใจต้องเต้นถึง 2 พันล้านครั้ง โดยไม่หยุดพักและไม่ผิดจังหวะ แม้แต่ครั้งเดียว เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจเป็นเซลล์เนื้อเรียบที่มีความอดทนมาก แม้ในขณะที่หัวใจหยุดเต้นแล้ว เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจก็ยังไม่ยอมตาย และยังมีชีวิตอยู่ต่อไปได้นานถึง 8 นาที ถ้าสามารถแก้ไขได้ทันหัวใจก็อาจจะสามารถกลับมาเต้นทำงานเป็นปกติได้ ดังนั้น เราจึงต้องถนอมหัวใจที่ทำงานให้เราอย่างซื่อสัตย์ที่สุด และดูแลความเป็นอยู่ของหัวใจด้วยการให้อาหารที่ดี ไม่ปล่อยให้หัวใจทำงานหนัหักโหมจนเกินไป

 สาหร่ายเบส1
 โทร.สั่งสาหร่ายเกลียวทอง