อาหารเสริมแก้โรคเบาหวาน โรคโลหิตจาง คอเรสตอรอส มะเร็งเคมีบำบัดและโภชนาการ

อาหารเสริมแก้โรคเบาหวาน โรคโลหิตจาง คอเรสตอรอส มะเร็งเคมีบำบัดและโภชนาการ บำรุงหัวใจ ผู้สูงอายุ คนชรา ทานสาหร่ายเกลียวทอง
สาหร่ายเบส6
สาหร่ายเกลียวทองเพื่อสุขภาพวัยทองและผู้สูงอายุ
ผู้ที่เข้าสู่วัยทองหรือวัยเกษียณส่วนใหญ่มักมีจะเริ่มมีปัญหาสุขภาพตามมา โดยมากมักเกิดระบบอวัยวะภายในเริ่มเสื่อมสภาพและทำงานผิดปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการย่อยและเผาผลาญอาหาร ระบบขับถ่ายของเสียจากร่างกาย ทำให้เกิดโรคเรื้อรังและโรคแทรกซ้อนตามมา เช่น เบาหวาน  นอกจากนี้หากผู้สูงวัยได้รับสารอาหารไม่เพียงพอไม่เพียงพอ ก็ย่อมส่งผลทำให้ร่างกายแก่ชราก่อนวัยอันควรมากขึ้น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคโลหิตจาง โรคอัลไซเมอร์ เป็นต้น
สาหร่ายเกลียวทอง Best เป็นสาหร่ายมีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีส่วนประกอบของสารอาหารจำเป็นเหมาะสำหรับผู้สูงวัยที่ครบถ้วน ทั้งโปรตีน วิตามินและเกลือแร่ เป็นอาหารที่ย่อยง่าย และร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้พลังงานได้ทันที นอกจากนี้สาหร่ายเกลียวทอง Best ยังมีวิตามินที่สำคัญ เช่น วิตามินอี วิตามินซี ซีลีเนียม อยู่ในปริมาณที่พอเหมาะ ซึ่งจะช่วยชะลอความชรา ชะลอความแก่ และมีธาตุเหล็กสูง เหมาะกับสตรีวัยทอง ซึ่งควรรับประทานควบคู่แคลเซียมหรือคอลลาเจนเป็นอาหารเสริมเพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุนและโรคข้อเสื่อม
สาหร่ายเบสบำบัดโรค
มะเร็งเคมีบำบัดและโภชนาการบำบัดด้วยสาหร่ายเกลียวทอง
การรักษามะเร็งระยะสุดท้ายแพทย์จะใช้สารเคมีบำบัดที่เรียกว่า การฉีดคีโม เซลล์มะเร็งจะถูกทำลาย รวมทั้งเซลล์อื่นๆ ก็จะถูกทำลายด้วย เช่น เซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์เม็ดเลือดแดง และเม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นเซลล์ใ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และในบางรายก่อให้เกิดภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาจจะส่งผลทำให้มีอาการเบื่ออาหาร ผมร่วง โลิหิตจาง แต่ในสาหร่ายเกลียวทอง Best จะอุดมไปด้วยสารอาหารมีโมเลกุลเล็กที่ย่อยง่าย ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้เลยถึง 95.1 %  โดยเฉพาะสารสีน้ำเงินไฟโคไซยานินที่มีส่วนช่วยเพิ่มเม็ดเลือดขาว สร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย อีกทั้งสาหร่ายยังมีกรดนิวคลีอิก ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างเอนไซม์ชื่อ เอนโดนิวคลิเอช มีหน้าที่ซ่อมแซมเซลล์ DNA ที่มีรูปร่างผิดเพี้ยนกลายเป็นเซลล์มะเร็ง ทำให้เซลล์กลับมามีรูปร่างที่ปกติ ดังเดิมไม่กลายสภาพเป็นเซลล์มะเร็ง
สาหร่ายเบส8
สาหร่ายเกลียวทองสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานคือโรคเรื้อรังที่เป็นแล้วรักษาให้หายขาดยาก บางครั้งผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานอาจไม่แสดงอาการใดๆ แม้กระทั่งผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาแล้ว จึงดูผิวเผินคล้ายกับผู้ป่วยได้หายจากโรคนี้แล้ว แต่เมื่อใดก็ตามที่ไม่ระวังใส่ใจในการดูแลควบคุมเรื่องอาหารการกินและการปฏิบัติตัวให้เหมาะสมโรคร้ายนี้ก็สามารถกลับมาแสดงอาการได้อีก
     โรคเบาหวานก็เหมือนโรคเรื้อรังอื่นๆ ทั่วไป คือหากตรวจเจออาการตั้งแต่นานๆที่แลกเปลี่ยนและเข้ารับการรักษาขณะที่อาการยังไม่หนาโรคก็จะมีโอกาสหายเป็นปกติได้เร็วแต่ถ้าปล่อยให้เป็นโรคเรื้อรังอาจต้องใช้ระยะเวลาและความอดทนพอสมควรจึงจะสามารถรักษาให้หายเป็นปกติได้
     อาการของคนเป็นโรคเบาหวานที่สังเกตได้ง่าย คือ มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงและมีปริมาณของน้ำตาลปนมาในปัสสาวะ แต่เดิมคนทั่วไปจะเข้าใจว่าโรคเบาหวานเกิดขึ้นจากการมีปริมาณน้ำตาลในร่างกายสูงหรือ การรับประทานอาหารที่มีรสหวานจัด ร่างกายจึงมีปริมาณน้ำตาลมากกว่าสารอินซูลินในร่างกาย แต่ความเป็นจริงแล้วโรคนี้ไม่ได้เกิดจากเพราะขาดสมดุลระหว่างน้ำตาลและอินซูลินแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แท้ที่จริงอาหารทุกประเภทที่เรารับประทานเข้าสู่ร่างกายล้วนส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดทั้งสิ้น เพราะแม้แต่ไขมันและโปรตีนก็สามารถแปรสภาพเป็นกลูโคสได้
     จุดประสงค์หลักในการรักษาโรคเบาหวานคือวิธีการทำให้น้ำตาลในปัสสาวะหมดไป และควบคุมค่าระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ การทานอาหารที่เหมาะสมและการออกกำลังกายคือหลักการสำคัญในการบำบัดรักษา แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการหนักแล้ว แพทย์จะให้ใช้วิธีการฉีดอินซูลินควบคู่ไปกับการรับประทานยา
     จุดประสงค์อีกประการหนึ่งในการรักษาโรคเบาหวาน ก็คือ การช่วยให้ผู้ป่วยสามารถทำกิจกรรมดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติได้ การพึ่งพาอินซูลินเพียงอย่างเดียวเป็นอันตรายต่อร่างกายในแง่ที่ว่า หากอินซูลินมีปริมาณมากเกินไปปริมาณในเลือดก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว และเมื่อปริมาณน้ำตาลในเลือดลดลงกว่าปกติแค่เพียงเล็กน้อย ร่างกายก็จะปรากฏอาการต่างๆ เช่น หายใจติดขัด มีเหงื่อออกเต็มตัว เวียนศีรษะ หน้ามืด จนถึงกับวูบหมดสติได้
     ผู้ป่วยหลายคนเกรงว่า ปริมาณน้ำตาลในเลือดจะลดลงมากเกินไปจึงมักจะพบกลูโคสชนิดเม็ดติดตัวไว้เสมอ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วอาหารตามธรรมชาติสามารถให้ผลที่ดีกว่ากลูโคสชนิดเม็ดมาก คือนอกจากจะช่วยควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือดโดยธรรมชาติแล้ว ยังสามารถช่วยเสริมสุขภาพโดยทั่วไปได้ด้วย การรักษาเบาหวานขั้นเริ่มต้น คือ การลดน้ำตาลให้อยู่ในระดับปกติ นอกจากนี้คนที่เป็นโรคเบาหวานจะต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ดีนั่นไม่ได้หมายความว่า คนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานจะไม่ต้องการไขมันเลย ผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงต้องระมัดระวังในการเลือกรับประทานอาหาร อาหารที่คนเป็นโรคเบาหวานควรรับประทานเป็นประจำ คือ ธัญญาหารที่ผ่านกระบวนการปรุงแต่งน้อยที่สุดเช่น ขนมปังโฮลวีต ข้าวซ้อมมือ ลูกเดือย เมล็ดธัญพืช เป็นต้น  รวมถึงอาหารที่ปราศจากสารเคมี เช่น ผักผลไม้ปลอดสารพิษ อาหารสำเร็จรูปที่ไม่ใส่สารกันบูดหรือสารสังเคราะห์ และอาหารที่มีกากใยมาก หากผู้ป่วยสามารถรับประทานอาหารเช่นที่ว่านี้ได้สม่ำเสมอก็จะสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้โดยที่น้ำหนักตัวไม่เพิ่มขึ้น รวมทั้งสุขภาพโดยรวมจะดีขึ้น ระบบการทำงานต่างๆของร่างกายเกิดความสมดุลและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพดีขึ้น
     กล่าวโดยสรุปแล้ว อาหารที่ดีสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานควรมีลักษณะดังต่อไปนี้ คือ ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ช่วยในการควบคุมน้ำหนักตัว ต้องเป็นอาหารเสริมสุขภาพ เป็นอาหารที่เสริมความต้องการเฉพาะอย่างได้ และเป็นอาหารที่ลดความซับซ้อนของระบบการทำงานของร่างกายได้ สารอาหารจำเป็นที่ผู้ป่วยเบาหวานต้องการมากเป็นพิเศษ ได้แก่ เบต้าแคโรทีน วิตามินเอ วิตามินบีต่างๆ วิตามินซี คลอไรด์ อินโนซิทอล โครเมียม แมงกานีส แมกนีเซียม โปรแตสเซียม และสังกะสี ซึ่งสารอาหารดังกล่าวมีอยู่ในสาหร่ายเกลียวทอง Best หรือ สาหร่ายสไปรูลิน่า
      สาหร่ายเกลียวทอง Best มีสารอาหารบางอย่างที่สามารถช่วยให้อาการโรคเบาหวาน หรือสภาวะน้ำตาลในเลือดสูงกว่ามาตรฐานกลับมาเป็นปกติ แต่ต้องเป็นเบาหวานชนิดผู้ใหญ่ (Adult Diabetes) หรือที่เรียกว่าเบาหวานแบบ 2 (Type II) ซึ่งเป็นเบาหวานชนิดที่ฮอร์โมนอินซูลินในร่างกายมีระดับปกติ แต่ไม่สามารถทำงานได้เป้นปกติ เพราะในสาหร่ายเกลียวทองจะมีธาตุโครเมียม ซึ่งเป็นองค์ประกอบของ GTF (Glucose Tolerance Factor) ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวช่วยนำอินซูลินพร้อมน้ำตาลกลูโคสในเลือดผ่านเข้าไปเป็นอาหารเลี้ยงเซลล์ เมื่อน้ำตาลถูกเซลล์เผาผลาญเป็นพลังงานก็ส่งผลทำให้น้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดลดลงนั่นเอง
      นอกจากนี้สาหร่ายเกลียวทอง Best ยังมีคุณสมบัติเพียบพร้อมไปด้วยกลุ่มเอนไซม์อะไมเลสที่ช่วยย่อยแป้ง และกลุ่มเอนไซม์ไลเปสที่ช่วยย่อยไขมัน ซึ่งเอนไซน์ทั้งสองนี้จะช่วยย่อยทั้งน้ำตาลและไขมันให้มีปริมาณลดลง จึงช่วยแก้ปัญหาน้ำตาลในเลือดสูง ผู้ที่รับประทานสาหร่ายเกลียวทอง Best จึงสามารถควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดผู้ใหญ่ และถ้าดื่มน้ำแร่ที่มีโครเมียมร่วมด้วยก็จะช่วยให้เห็นผลดีเร็วขึ้นภายในระยะเวลา 6 สัปดาห์
สาหร่ายเบส9
สาหร่ายเกลียวทองช่วยลดโรคโลหิตจาง/เลือดจาง
โลหิตจางอันเนื่องมาจากขาดธาตุเหล็กจะพบมากที่สุดในผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 18 ถึง 25 ปี เหตุเนื่องมาจากการกินอาหารที่ผิดๆ และผู้หญิงยังมีโอกาสสูญเสียธาตุเหล็กในร่างกายมากว่าผู้ชาย เพราะจะสูญเสียเลือดไปกับมีประจำเดือน และจากการคลอดบุตร การสูญเสียเลือดอันเนื่องจากสาเหตุอื่นๆ ก่อให้เกิดอาการโลหิตจางได้เช่นกัน เช่น การสูญเสียเลือดจากบาดแผลภายนอกการผ่าตัดเป็นแผลในกระเพาะ หรือสีดวงทวาร และโรคโลหิตจางบางชนิดเฉียบพลัน สาเหตุเกิดจากการขาดวิตามินบี 12 อาหารที่กำหนดให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคโลหิตจางรับประทานนั้นต้องเป็นอาหารที่มีแคลอรี่สูงมีโปรตีนและวิตามินมากรวมทั้งต้องมีธาตุเหล็ก และสารอาหารจำเป็นในการสร้างเม็ดเลือดแดง ซึ่งในสาหร่ายเกลียวทอง Best จะอุดมไปด้วยธาตุเหล็กที่มีมากกว่าผักโขมถึง 58 เท่า และมีวิตามินบี 12 มากกว่าไข่ไก่ถึงร้อยเท่า ทำให้ผู้บริโภคที่มีโลหิตจางฟื้นตัวได้เร็วมากขึ้น
สาหร่ายเบส10
ลดคอเรสเตอรอสและบำรุงโรคหัวใจด้วยสาหร่ายเกลียวทอง

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าคอเลสเตอรอลในเลือด คือ ปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตมนุษยชาติเป็นอันดับต้นๆของสาเหตุการเสียชีวิตทั้งหมด ดังนั้น วิธีป้องกันโรคที่ต้นเหตุนอกจากจะต้องปรับปรุงและควบคุมเรื่องของอาหารการกินแล้ว ยังได้มีการค้นคว้าเพื่อหาสารอาหารธรรมชาติที่มีผลต่อการลดระดับของคอเลสเตอรอลในร่างกาย สาหร่ายเกลียวทองเป็นอาหารธรรมชาติชนิดหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจทำการค้นคว้าวิจัย และได้เริ่มมีการทดลองในหนู โดยผลการทดลองทางแล็บพบว่า สาหร่ายเกลียวทองสามารถลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดของหนูทดลองได้โดยไม่มีอันตราย หลังจากนั้น จึงได้มีการหันมาทดสอบกับมนุษย์ โดยทำการทดลองกับผู้ชายจำนวน 30 คนที่มีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ความดันโลหิตสูงเล็กน้อย และมีปริมาณไขมันในเลือดสูง ผลปรากฏว่า ภายหลังจากที่ได้รับประทานสาหร่ายเกลียวทองผ่านไป 8 สัปดาห์ ชายเหล่านั้นมีระดับคอเลสเตอรอลและปริมาณไตรกลีเซอไรด์ลดลง ทั้งที่ชายเหล่านั้น ไม่ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการบริโภคอาหารในแต่ละวันแต่อย่างใด เพียงแต่รับประทานสาหร่ายเกลียวทองเพิ่มไปด้วยเท่านั้น

การทดลองนี้ Department of Internal Medicine แห่ง Tokai University ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการค้นคว้าวิจัยและได้ สรุปว่าสาหร่ายเกลียวทองมีผลทำให้คอเลสเตอรอลในเลือดลดต่ำลง และมีแนวโน้มในทางที่เป็นผลดีต่อหัวใจและหลอดเลือด ทั้งนี้เพราะตัวชี้วัดการเกิดหลอดเลือดตีบแข็งดีขึ้น และไม่พบว่ามีผลข้างเคียง นอกจากนี้ได้มีเอกสารสิ่งตีพิมพ์เพื่อยืนยันถึงงานวิจัยที่พบว่า GLA (Gamma Linolenic Acid) ช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ สาหร่ายเกลียวทองมี GLA ในปริมาณสูง ดังนั้นผู้ที่รับประทานสาหร่ายเกลียวทองก็ได้รับสาร GLA นี้ด้วย และเมื่อรับประทานสาหร่ายเกลียวทองเป็นประจำจึงส่งผลทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายลดลง

สาหร่ายเกลียวทองหรือสาหร่ายสไปรูลิน่าอุดมไปด้วยกรดไขมันแกมมาไลโนเลนิก (Gamma Linolenic Acid – GLA) ที่มีผลช่วยให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดต่ำได้ GLA นี้เป็นกรดไขมันที่จำเป็นจัดอยู่ในกลุ่มของโอเมก้า 6 เช่นเดียวกับน้ำมันดอกอีฟนิ่งพริมโรส สาหร่ายเกลียวทอง 2500 mg จะมีความสามารถในการลดระดับไขมัน LDL (Low Density Lipoprotein) และช่วยเพิ่มไขมัน HDL (High Density Lipoprotein) เทียบเท่ากับน้ำมันดอกอีฟนิ่งพริมโรส 1 แคปซูล

ในทางการแพทย์พบว่า HDL เป็นไขมันดี ซึ่งถ้าหากมีปริมาณ HDL ในเลือดสูงจำนำคอเรสเตอรอลที่สะสมในเลือดกลับไปยังตับ ผลลัพธ์ที่ได้คือคอเลสเตอรอลในเลือดจะลดต่ำลง เนื่องจากนี้วิตามินบีรวมโดยเฉพาะวิตามิน บี3 เป็นวิตามินที่มีพร้อมอยู่แล้วในสาหร่ายเกลียวทอง ซึ่งมีส่วนช่วยทำหน้าที่ของ GLA ด้วยเช่นเดียวกัน ผลตามมาของการลดไขมันเลวในเลือดก็คือ สาหร่ายเกลียวทองช่วยป้องกันความดันโลหิตสูง และป้องกันภาวะหัวใจขาดเลือด รวมทั้งลดภาวะไตขาดเลือดและยังช่วยทำให้ไตทำงานให้ดีขึ้น

ได้มีทดลองเกี่ยวกับสาหร่ายเกลียวทองในนานาประเทศ เช่น อาร์เจนตินา ญี่ปุ่น อินเดีย ฯลฯ นักวิทยาศาสตร์ที่ทำการค้นคว้าวิจัยต่างยืนยันถึงคุณสมบัติในการลดระดับคอเลสเตอรอล และทำให้หลอดเลือดแดงของหัวใจทำงานดีขึ้น รวมทั้งลดความดันโลหิต ซึ่งผลการศึกษาได้ยืนยันตรงกันว่า สาหร่ายเกลียวทองสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้จริง เมื่อระบบเลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ทำให้หัวใจได้รับสารอาหารและออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงได้ดีขึ้น หัวใจไม่ต้องทำงานหนักหัวใจไม่ต้องการเลือดเพิ่ม จึงไม่ก่อให้เกิดภาวะการขาดเลือด สุขภาพหัวใจก็จะเป็นปกติ หัวใจของมนุษย์ปกติจะเต้นราววันละ 1 แสนครั้ง หรือปีละะ 36.5 ล้านครั้ง เมื่อมีอายุ 60 ปีขึ้นไป หัวใจต้องเต้นถึง 2 พันล้านครั้ง โดยไม่หยุดพักและไม่ผิดจังหวะ แม้แต่ครั้งเดียว เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจเป็นเซลล์เนื้อเรียบที่มีความอดทนมาก แม้ในขณะที่หัวใจหยุดเต้นแล้ว เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจก็ยังไม่ยอมตาย และยังมีชีวิตอยู่ต่อไปได้นานถึง 8 นาที ถ้าสามารถแก้ไขได้ทันหัวใจก็อาจจะสามารถกลับมาเต้นทำงานเป็นปกติได้ ดังนั้น เราจึงต้องถนอมหัวใจที่ทำงานให้เราอย่างซื่อสัตย์ที่สุด และดูแลความเป็นอยู่ของหัวใจด้วยการให้อาหารที่ดี ไม่ปล่อยให้หัวใจทำงานหนัหักโหมจนเกินไป

 สาหร่ายเบส1
 โทร.สั่งสาหร่ายเกลียวทอง

Leave a Reply