ภูมิแพ้ ลดน้ำหนัก ลดอาการนอนไม่หลับ อ่อนเพลีย ขาดสารอาหาร โรคกระเพาะ ลดด้วยสาหร่ายเกลียวทองเบส

 

ลดภูมิแพ้ ลดน้ำหนัก ลดอาการนอนไม่หลับ อ่อนเพลีย ขาดสารอาหาร โรคกระเพาะ ลดด้วยสาหร่ายเกลียวทองเบส

 

สาหร่ายเกลียวทองเบส

 

 

สาหร่ายเบส
สาหร่ายเกลียวทอง Best แหล่งอาหารโปรตีนคุณภาพสูง สาเหตุสำคัญทำไมเราจึงพบผู้ป่วยด้วยโรคตับมากขึ้นนั้น เกิดจากการติดเชื้อไวรัสจากการกินอาหารที่ไม่เหมาะสม การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป การทานยารักษาโรคเป็นระยะเวลานาน พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นที่มาของความพิการของตับ มีรายงานว่า 40% ของความพิการของตับนั้น มีสาเหตุเนื่องมาจากการใช้ยารักษาโรคเป็นระยะเวลานาน
     พาเธค(Pateck) ได้ตีพิมพ์ผลการรักษาโรคตับแข็งโดยการใช้สารอาหารที่มีโปรตีนคุณภาพสูง ทั้งนี้เพราะมองเห็นว่าพลังงานที่จะทำให้เซลล์ของตับกลับคืนสู่สภาวะปกติได้ นั้นต้องใช้ปริมาณสารอาหารจำพวกโปรตีนมากกว่าปกติหลายเท่า จึงจะทำให้ระบบการทำงานของตับกลับคืนสู้ภาวะปกติได้
      สาหร่ายเกลียวทอง Best จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่จะเป็นอาหารเสริมในอุดมคติ เหตุผลสำคัญก็คือ สาหร่ายเกลียวทอง Best มีปริมาณโปรตีนมากถึง ุ69.5 % โดยน้ำหนักแห้ง และมีอัตราการดูดซึมที่ดีเยี่ยมถึง 95.1% ทั้งนี้เพราะสาหร่ายเกลียวทอง ฺBest เป็นสาหร่ายหลายเซลล์ที่มีผนังเซลล์บางทำให้สามารถถูกดูดซึมได้ง่าย จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยโรคตับ
สาหร่ายเกลียวทอง คือ สาหร่ายสไปรูลินา (Spirulina) สายพันธุ์ไทยที่ได้รับการยกย่องจากสถาบันและองค์กรสากลระดับโลก ให้เป็นราชันย์แห่งสาหร่ายที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงที่สุดในโลกและเป็น อาหารแห่งอนาคต
จำหน่ายผลิตภัณฑ์สาหร่ายเกลียวทอง สาหร่ายสไปรูลินา ฺSpirulina ของแท้จากธรรมชาติ 100% ราคาถูก ที่ สขภาพดี24ชม.com+สุขภาพดี 24 ชั่วโมง สาหร่ายเกลียวทอง (สาหร่ายสไปรูลิน่า) คืออะไร สาหร่ายเกลียวทอง คือ สาหร่ายหลายเซลล์ สีเขียวแกมน้ำเงินที่อุดมด้วยคุณค่าทางสารอาหารครบ 5 หมู่ เพรียบพร้อมด้วยวิตามิน และเกลือแร่ที่ร่างกายต้องการย่อยสลายและดูดซึมง่าย เซลล์ต่างๆของร่างกายสามารถนำไปใช้ได้อย่างรวดเร็วและไม่มีผลข้างเคียงเมื่อรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน สาหร่ายเกลียวทอง หรือ สาหร่ายสไปรูลิน่า(spirulina) การค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสาหร่ายเริ่มมากขึ้นเมื่อพบว่ามีสาหร่ายบางชนิดมนุษย์ได้ใช้เป็นอาหารมานานกว่า 500 ปี ใน ค.ศ. 1521 ( พ.ศ. 2064 ) ได้มีการรายงานซึ่งพบจากบันทึกของกองทัพคอร์ตเตส(Cortez's Troops)ว่าชาวเม็กซิกันกินอาหารเป็นพวกสาหร่ายชนิดหนึ่ง โดยชาวพื้นเมืองปลูกในทะเลสาบ ( Lake Texcoco ) เก็บมาตากแห้งแล้วนำมาขายในตลาดเพื่อใช้เป็นอาหาร ในยุคของการตื่นตัวเรื่องสุขภาพ และความระมัดระวังที่จะเลือกอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ทำให้มีการศึกษาในหลายสถาบันเพื่อให้ได้อาหารที่เป็นอุดมคติของนักโภชนาการนำมาซึ่งการค้นพบสาหร่ายพืช ขนาดจุลินทรีย์ชนิดหนึ่ง ซึ่งเรียกชื่อต่อมาว่า สไปรูลิน่า Spirulina สารอาหารใน...สาหร่ายเกลี่ยวทองเป็นที่น่าทึ่งมากว่า สาหร่ายเกลียวทอง ประกอบด้วยสารอาหารหลากหลายที่ทรงคุณค่ามากกว่าเนื้อสัตว์ และพืชชนิดอื่นๆ เปรียบเสมือนโรงงานผลิตอาหารของโลกทีเดียว - มีโปรตีนซึ่งสูงกว่า เนื้อ นม ไข่ ถึง 3 เท่า - มีกรดอะมิโนครบถ้วน 18 ชนิด และเรียงตัวกันอย่างสมดุล - อุดมไปด้วยวิตามิน B1 , B2 , B6 , B12 , C , E และ H ซึ่งวิตามิน B12 มีมากกว่าในตับถึง 250% - มีเบต้าแคโรทีนมากกว่าแครอทถึง 20 เท่า - มีธาตุุเหล็กมากกว่าอาหารชนิดอื่น ๆ ถึง 12 เท่า - มีซิลีเนียม สังกะสี และธาตุอื่นๆ ที่จำเป็นต่อร่างกายครบถ้วน - มีกรดไขมันแกมมาไลโนเลนิก ที่ช่วยลดคลอเลสเตอรอลในเส้นเลือดมากกว่า 170 เท่าของที่มีในน้ำมันพืช - มีคลอโรฟิลล์ในปริมาณที่มากกว่าพืชชนิดใดๆ สาหร่ายเกลียวทอง คือ โปรตีน ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโนหลายชนิดในสัดส่วนที่เหมาะสม ในสาหร่ายเกลียวทองนั้น มีคุณค่าทางอาหารเหนือกว่าอาหารชนิดอื่น คือมีปริมาณโปรตีนถึงกว่า 65% ของน้ำหนักแห้ง ซึ่ง สูงกว่าปริมาณโปรตีนที่มีในเนื้อสัตว์หรือในไข่ถึง 3/2 เท่า ถือว่า สาหร่ายเกลียวทอง เป็นอาหารพิเศษที่ประกอบด้วยเนื้อโปรตีนแท้ๆ นอกจากนี้ยังประกอบด้วย คลอโรฟิลล์ และ ไฟโคไซยานิน จำนวนมาก มีโปรวิตามิน ซึ่งเป็นสารที่เปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ ซึ่งเป็น คุณสมบัติเฉพาะของสาหร่ายเกลียวทอง จะเห็นว่าสาหร่ายเกลียวทอง มีสีเขียวแกมน้ำเงิน และรวมไปถึงทั้งกรดอะมิโนที่ร่างกายต้องการ เราลองมาดูตารางเปรียบเทียบ สาหร่ายเกลียวทอง (แห้ง) เปรียบเทียบปริมาณ โปรตีน นอกจากนั้น สาหร่ายเกลียวทอง ยังประกอบไปด้วย กรดอะมิโน ที่จำเป็นต่อร่างกาย ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ซึ่งในสาหร่ายเกลียวทอง มี กรดอะมิโน ทั้ง 18 ชนิด ที่ร่างกายต้องการดังนี้คือ 1. ไอโซลิวซีน จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโต และพัฒนาการเรียนรู้ (IQ) 2. ลิวซีน กระตุ้นการทำงานของสมอง เพิ่มกำลังให้กล้ามเนื้อ ช่วยให้เซลล์ประสาทแข็งแรงขึ้น 3. ไลซีน ทำให้ระบบเส้นเลือดแดงแข็งแรง ควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์ 4. เมไทโอ นีน บำรุงรักษาตับ ต้านความเครียด ทำให้ประสาทผ่อนคลาย 5. เฟนนิลอะลา นีน ใช้สร้างไทรอกซิน กระตุ้นกอัตราการย่อย และสลายอาหารเพื่อเป็นพลังงาน 6. ทรีโอนีน ทำให้ลำไส้ทำงานดีขึ้นเพิ่มการดูดซึม 7. แวลี ช่วยกระตุ้นความจำ 8. อะลานีน ทำให้ผนังเซลล์แข็งแรง 9. แอสพาร์ติก ช่วยเปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาล 10. อาร์จินีน เป็นส่วนประกอบของน้ำเชื้อเพศชาย และช่วยในการกำจัดสารพิษ 11. ทริพโตเฟน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของวิตามินบี จิตใจเยือกเย็นสงบ 12. กลูตามิก นำกลูโคสเข้าสู่เซลล์สมอง ช่วยลดพิษอัลกอฮอล์ และช่วยทำให้มีสติ 13. อีสติตีน ช่วยให้การส่งผ่านความรู้สึกของระบบประสาทดีขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องหู 14. ซีลีน ช่วยในการสร้างเยื่อหุ้มรอบเส้นประสาท เพื่อป้องกันอันตรายในเส้นประสาท 15. ซีสทีน บำรุงตับอ่อน ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด 16. โปรตีน เป็นสารต้นตอของกลูตามิกแอซิด 17. กลัยซีน เพิ่มพลังงานและการใช้ออกซิเจนของเซลล์ 18. ไทโรซีน ชะลอความแก่ของเซลล์ ในประเทศสหรัฐอเมริกายังไม่เคยมีการศึกษาทดลองใช้ สาหร่ายเกลียวทอง และศึกษาผลของสาหร่ายเกลียวทอง ที่มีต่อสุขภาพของมนุษย์ ถึงแม้จะเป็นที่ยอมรับมาเป็นเวลานานแล้วว่า สาหร่ายเกลียวทองมีคุณค่าทางโภชนาการอย่างยิ่งก็ตามในทางกลับกันแพทย์ชาวญี่ปุ่นและเม็กซิกันกลับให้ความสนใจ อย่างลึกซึ้งในการนำสาหร่ายเกลียวทองไปใช้เสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้แก่ มนุษย์ การศึกษาวิจัยส่วนใหญ่แสดงให้เห็นว่าสาหร่ายเกลียวทองเป็นสิ่งที่ใช้เสริมการรักษาของแพทย์ และให้ผลดี โดยเฉพาะในกลุ่มคนไข้ที่มีภาวะทุพโภชนาการเรื้อรัง เป็นสาเหตุของ โรค อย่างไรก็ดี มีตัวอย่างบางกรณี ที่แสดงถึงความสามารถของสาหร่ายเกลียวทอง ในการทำให้เกิด การรักษาตนเอง ที่ทำให้เราทราบว่า มีเรื่องที่มนุษย์ยังไม่ล่วงรู้อีกมากมายเกี่ยวกับคุณสมบัติต่างๆ ของสาหร่าย ขณะนี้องค์การอาหารและยาได้จัดสาหร่ายเกลียวทองเป็นเพียงผักชนิดหนึ่งเป็นอาหารเหมือนเช่นอาหารที่รับประทานทั่วไป ดังนั้นจึงไม่ควรที่จะแอบอ้าง สรรพคุณในการรักษาโรค แต่อาหารที่ดีก็เปรียบเสมือนยาวิเศษ สำหรับผู้ป่วยควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ ควบคู่ไปกับการใช้ยาแผนปัจจุบัน ซึ่งสาหร่ายเกลียวทองจะช่วยเสริมและขยายอำนาจการรักษาของยา นอกจากนี้ยังเหมาะสำหรับผู้ที่มีสุขภาพดีอยู่แล้วเพื่อเป็นปราการในการป้องกันโรคหรือผู้ที่มีสภาพต่างๆ ดังนี้ เช่น - เหนื่อยง่าย - เป็นหวัดง่าย - วิงเวียนศรีษะอยู่เสมอ - รู้สึกเจ็บถึงกระดูกเมื่อกดเนื้อเบาๆ - หญิงมีครรภ์ กินผัก - กินผักสีเขียวหรือผักสีเหลืองไม่เพียงพอ - ไม่รับประทานอาหารเช้า - กำลังอดอาหารเพื่อลดความอ้วน - ชอบหรือไม่ชอบอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งอย่างรุนแรงจนก่อให้เกิดอาการขาดสาร อาหาร - มีอาารท้องผูกเป็นประจำ อาการผิดปกติในร่างกายที่ทำให้เกิดโรคนั้นมีหลายอย่าง และกว่า 90% ของอาการผิดปกตินั้น เกิดจากการรับประทานอาหารที่บกพร่องไม่เพียงพอหรือไม่ ถูกส่วน คุณค่าทางโภชนาการของสาหร่ายเกลียวทอง สาหร่ายเกลียวทองมีสารอาหารครบ 5 หมู่ที่ร่างกายต้องการในสัดส่วน ที่สมดุลโดยเฉพาะโปรตีนในสาหร่ายเกลียวทอง จุดเด่นคือ มีกรดอะมิโนถึง 18 ชนิด ใน 18 ชนิด มีกรดอะมิโนจำเป็น ครบสมบูรณ์ นี่คือเหตุผลที่ว่า สาหร่ายเกลียวทอง คืออาหารแห่งอนาคต (Food of the Future) ปริมาณของสารอาหารต่าง ๆ ในสาหร่ายเกลียวทอง สาหร่ายเกลียวทองมีปริมาณ โปรตีนมากถึง 60 % ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าแหล่งอาหารอื่น ๆเช่น เนื้อสัตว์ ย่อยได้จริง แค่ 20- 30 % นอกจากโปรตีน สาหร่ายยังมีสารอาหารที่จำเป็นอื่น ๆ อีกมากมาย อาทิเช่นวิตามิน ซี, บี 1,บี 2,บี 5, บี 6,บี 12,เบต้าแคโรทีน, แคลเซียม,แมกนีเซียม, เหล็ก,สังกะสี, ไขมันจำเป็น แกมม่าไลโนเลนิก เป็นต้น คลอโรฟิลล์ในสาหร่ายเกลียวทอง ในระหว่างปี 2563 – 2473 ได้มีการวิจัยอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการใช้ คลอโรฟิลล์ เป็นยารักษาโรคเบื้องต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิจัยซ้ำถึงคุณค่าของคลอโรฟิลล์ในทางเภสัชกรรมเพื่อใช้เป็นยารักษาโรค คุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมของคลอโรฟิลล์ ดึงดูดความสนใจอย่างมาก และต่อไปนี้คือ คุณสมบัติของคลอโรฟิลล์ที่มีมากในสาหร่ายเกลียวทอง (สไปรูลิน่า) 1. คลอโรฟิลล์มีผลทางการเร่งประสิทธิภาพการทำงานของเนื้อเยื่อ และอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายให้สูงขึ้น ตัวอย่างเช่น ในการทดลองเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ และเส้นประสาท พบว่า คลอโรฟิลล์ช่วยในการส่งผ่านกระแสสิ่งเร้าไปยังกล้ามเนื้อและเส้นประสาทกล้ามเนื้อ เส้นประสาทที่อ่อนล้าไม่ยอมทำงานก็กลับทำงานได้เมื่อมีการให้คลอโรฟิลล์ 2. คลอโรฟิลล์มีผลต่อกล้ามเนื้อหัวใจ คือ การหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจดีขึ้นเพราะระยะเวลา การคลายตัวนานขึ้น การทำงานโดยส่วนรวมของหัวใจก็ดีขึ้นและเนื่องจากเส้นโลหิตฝอยมีการขยายตัวดีขึ้น ดังนั้นจึงมีทางเป็นไปได้ที่ความดันเลือดลดลงด้วย ยิ่งไปกว่านั้นถ้าฉีดคลอโรฟิลล์เหลวขนาดที่ 1/2000 (1/2000 TH) เข้าทางหัวใจที่หยุดทำงานแล้ว เนื่องจากยาพิษหรือหัวใจอ่อนล้าหัวใจก็กลับทำงานใหม่ได้ 3. คลอโรฟิลล์ช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น ทั้งนี้เพราะมันช่วยกระตุ้นการบีบรูดของลำไส้ส่วนปลาย 4. คลอโรฟิลล์ช่วยให้คลอดลูกง่าย เพราะคลอโรฟิลล์ช่วยให้การบีบรัดตัวของกล้ามเนื้อ มดลูกแรงขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อการคลอด 5. คลอโรฟิลล์ช่วยส่งเสริมการงอกใหม่ของเซลล์ 6. คลอโรฟิลล์เป็นสารที่ช่วยเพิ่มปริมาณเลือด เนื่องจากคลอโรฟิลล์มีผลทางการกระตุ้นอวัยวะที่ช่วยสร้างเลือดคล้ายคลึงกับธาตุเหล็กเรื่องที่คลอโรฟิลล์มีความสัมพันธ์กับการสร้างเลือดนั้นเป็นที่น่าสนใจอย่างมากของนักวิทยาศาสตร์และแพทย์ นอกเหนือจากความสนใจในความคล้ายคลึงกันมากของโครงสร้างของคลอโรฟิลล์และฮีโมโกลบิน 7. คลอโรฟิลล์ช่วยป้องกันไม่ให้บาดแผลติดเชื้อ และช่วยให้มีการสร้างเซลล์ใหม่ ได้มีการทดลองใช้คลอโรฟิลล์ในการรักษาการสกัดคลอโรฟิลล์ จึงเข้าว่าสารที่ให้ผลในการฆ่าเชื้อนั้นไม่ใช่คลอโรฟิลล์ แต่เป็นคาโรทีน(มีพบในใบไม้สีเขียวคู่กับคลอโรฟิลล์และในร่างกายของสัตว์รงควัตถุตัวนี้จะถูกสลายกลายเป็นวิตามินเอ) ต่อ ๆ มาก็ได้มีการค้นพบว่าธาตุแมกนีเซียมในคลอโรฟิลล์ มีบทบาทอย่างสำคัญในการรักษาบาดแผล คลอโรฟิลล์ยังมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อและทำหน้าที่ในการป้องกันการเกิดแบคทีเรีย ดังนั้นจึงป้องกันมิให้แผลติดเชื้อ และช่วยให้มีการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นอีกด้วย ดังนั้นคลอโรฟิลล์จึงเท่ากับทำประโยชน์ได้ถึงสองเท่า 8. คลอโรฟิลล์ขจัดกลิ่นเหม็นของแผล เพราะเมื่ออะแนโรบิคแบคทีเรีย (แบคทีเรียที่เจริญเติบโตในที่ไม่มีออกซิเจน ซึ่งจะตายเมื่อถูกอากาศ เช่น แบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในดินและเชื้อบาดทะยัก) เข้าไปในบาดแผลมันก็จะมีฤทธิ์มากขึ้นและก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นซึ่งคลอโรฟิลล์จะทำหน้าที่ขจัดกลิ่นนี้ออกไป 9. คลอโรฟิลล์มีคุณสมบัติเป็นสารดูดความชื้นทำให้แผลแห้ง และช่วยลดการคัดหลั่ง และยิ่งกว่านั้นคือ ไม่มีผลข้างเคียงเลยและจากการใช้คลอโรฟิลล์สามารถลดการใช้ยาปฏิชีวนะได้ถึง 50% 10. รักษาแผลเปื่อยในกระเพาะอาหารและการอักเสบของทางเดินอาหาร คนญี่ปุ่นจำนวนมากต้องทรมานด้วยโรคทางเดินอาหาร จึงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ทราบว่า คลอโรฟิลล์ใช้ได้ดีกับโรคหลายโรค เช่น โรคแผลเปื่อยในกระเพาะ, โรคมีกรดมากเกินไปในกระเพาะ, โรคกระเพาะอักเสบเรื้อรัง และสภาพการหย่อนยานของกระเพาะ (สภาพกระเพาะอาหารขาดกำลัง) ในกรณีที่มีกรดมากเกินไปในกระเพาะ คลอโรฟิลล์จะช่วยในการควบคุมความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร (Gastrix Juice) เช่น ถ้ากินคลอโรฟิลล์เข้าไปก็จะไปทำลายสภาพความเป็นกรดในกระเพาะอาหารให้เกิดความเป็นกลางยิ่งไปกว่านั้นในกรณีที่เป็นแผลเปื่่อยในกระเพาะอาหารและมีการตกเลือดแฝงในกระเพาะอาหาร (Gastric Juice occult bolld test) เมื่อกินสาหร่ายเกลียวทอง(สไปรูลิน่า) ติดต่อกันเป็นประจำ อาการตกเลือดแฝงนี้จะหายไป อาการอื่น ๆ เช่น ปวดท้อง คลื่นเหียนซึ่งมักพบเสมอในผู้ป่วยโรคดังกล่าวจะหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อกินคลอโรฟิลล์ คลอโรฟิลล์ช่วยป้องกันแผลเปื่อยในกระเพาะอาหารได้อย่างไร สาหร่ายเกลียวทองสมมุติฐานที่ดีที่สุด เห็นจะเป็นเพราะว่าคลอโรฟิลล์ทำปฏิกิริยากับเพปซิน และควบคุมปฏิกิริยาการย่อยของเพปซิน (เอนไซม์มีหน้าที่ย่อยโปรตีน น้ำหลั่งในกระเพาะอาหารเพปซินร่วมกับกรดโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรดเกลือทำการย่อยสลายโปรตีนให้เป็นโพรทิเอสและเปปโตน) ในการทดลองได้แสดงให้เห็นว่า คลอโรฟิลล์ ช่วยควบคุมการย่อยอาหารยิ่งไปกว่านั้นคลอโรฟิลล์ยังมีผลต่อต้านโรคภูมิแพ้ในกระเพาะอาหาร, โรคแผลเปื่อยในกระเพาะอาหารอันเกิดจากการเป็นโรคภูมิแพ้มาก่อน เช่นเดียวกับโรคภูมิแพ้ในส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ประสิทธิภาพของคลอโรฟิลล์เริ่มเป็นที่รู้จักกันในแวดวงของศัลยกรรมโรคผิวหนังและนรีเวชวิทยาตลอดจนจักษุวิทยา จมูกและคอ รวมทั้งทันตกรรมด้วย สาหร่ายเกลียวทอง เป็นที่ทราบกันแล้วว่า ยาสำหรับโรคกระเพาะอาหารอักเสบ หรือโรคแผลเปื่อยในกระเพาะอาหารนั้นต้องมีคลอโรฟิลล์ผสมอยู่ด้วย ทั้งนี้เพราะคลอโรฟิลล์เป็นสารที่ให้ผลทางการรักษาอาการอักเสบของเยื่อบุในกระเพาะอาหารและเยื่อบุหลอดลม สาหร่ายเกลียวทองผนังกระเพาะอาหารจะทำหน้าที่ผลิตน้ำย่อย ซึ่งเป็นน้ำย่อยที่มีประสิทธิภาพ ยิ่งสามารถย่อยชิ้นเนื้อชิ้นหนึ่งได้ภายในเวลาประมาณ 20 นาที และเพื่อป้องกันไม่ให้ผนังกระเพาะอาหารเกิดการอักเสบเนื่องจากน้ำย่อยชนิดนี้ กระเพาะจะมีเยื่อมูกบุภายนอกอีกชั้นหนึ่ง อย่างไรก็ตามเมื่อคนเกิดความกังวล หรือเมื่อมีความเครียดระบบป้องกันของกระเพาะอาหารก็จะทำงานไม่เต็มที่ น้ำย่อยที่ผลิตจากผนังกระเพาะ ก็จะทำการย่อยกระเพาะเสียเองทำให้เกิดรูแผลในผนังกระเพาะ นี่คือโรคกระเพาะอาหารอักเสบ แต่ถ้าเป็นมากเรียกโรคแผลเปื่อยในกระเพาะอาหาร และในปัจจุบันดูเหมือนว่า 8% ของคนไข้โรคแผลเปื่อยในกระเพาะอาหารจะมีสาเหตุมาจากความเครียดมากกว่าการกินอาหารมากเกินไป สาหร่ายเกลียวทองในปัจจุบัน พบโรคแผลเปื่อยในกระเพาะอาหารแม้ในเด็กชั้นประถม สาเหตุโดยตรงก็ดูเหมือนจะเป็นความเครียด อันเนื่องมาจากต้องเข้าสอบในสนามสอบแข่งขันตั้งแต่ยังเล็กตามระบบการศึกษาของญี่ปุ่น ประโยชน์ของ คลอโรฟิลล์ ที่มีมากใน สาหร่ายเกลียวทอง Best 1. ทำให้บาดแผลหายเร็ว 2. ช่วยให้เส้นประสาทที่อ่อนล้าไม่ยอมทำงาน ให้กลับมาทำงานได้ 3. การหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจดีขึ้น เสริมธาตุเหล็กให้กับกล้ามเนื้อหัวใจ 4. เพิ่มปริมาณเลือดในผู้ป่วยโรคโลหิตจาง 5. เส้นเลือดฝอยมีการขยายตัวดีขึ้น ความดันโลหิตลดลง 6. การขับถ่ายดีขึ้น เพราะช่วยกระตุ้นการบีบรูดของลำไส้ 7. ทำความสะอาดลำไส้ และขจัดกลิ่นจากลำไส้ 8. แก้ปัญหาเส้นเลือดขอด ทำให้เลือดไหลเวียนบริเวณขาดีขึ้น 9. ระงับปวด เช่นปวดจากบาดแผล ริดสีดวงทวาร และอาการอักเสบในร่างกาย 10. ขจัดกลิ่นเหม็นของแผล และกำจัดกลิ่นตัว 11. ป้องกันการติดเชื้อ และสร้างเซลล์ใหม่ 12. เสริมสมรรถภาพตับ รวมทั้งบรรเทาโรคตับอักเสบ 13. แผลเปื่อยในกระเพาะอาหาร และการอักเสบของทางเดินอาหาร 14. ควบคุมความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร 15. ขับสารพิษ 16. ควบคุมการย่อยอาหาร 17. คลอดบุตรง่าย 18. ปรับระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน 19. ไข้หวัด , เสริมสุขภาพในรายที่เป็นหอบหืด 20. อาการเจ็บคอ ทอนซิลอักเสบ สาหร่ายเกลียวทอง ได้รับการยอมรับจากสถาบันชั้นนำทั่วโลก พ.ศ. 2571 UN ( United Nation ) องค์การสหประชาติ ประกาศในที่ประชุมอาหารโลกว่า ไม่มีพืชชนิดใดที่จะให้คุณค่าหลากหลายเท่ากับ สาหร่ายเกลียวทอง ( THE MOST IDEAL FOOD FOR MANKIND ) อาหารและเกษตรแห่งสหประชาติ แนะนำว่าสาหร่ายเกลียวทองเป็นอาหาร พ.ศ.2517 FAO ( Food and Agriculture Organization ) องค์การ ที่ดีที่สุดสำหรับอนาคต ( The best food for tomorrow ) พ.ศ.2524 FDA ( Food and Drug Administration ) องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (อย.) รับรองว่า สาหร่ายเกลียวทอง เป็นแหล่งอาหารเสริมที่ดีที่สุดเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ปลอดภัย และไม่มีีผลข้างเคียงที่เป็นพิษ พ.ศ.2535 WHO ( World Health Organization ) องค์การอนามัยโลกประกาศว่า สาหร่ายเกลียวทอง เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในคริสตวรรษที่ 21 จุดเด่นของสาหร่ายเกลียวทอง สไปรูลิน่า คือ สาหร่ายชนิดหนึ่ง เป็นอาหารพื้นเมืองของประชาชนในประเทศ เม็กซิโก และ อัฟริกา มันเป็นสาหร่ายสีน้ำเงิน-เขียว(Blue Green Algae) ที่ขึ้นได้ดีในเขตร้อน และในบริเวณน้ำจืด หรือน้ำกร่อยที่มีลักษณะเป็นด่าง สาหร่ายสไปรูลิน่า ดังเพราะมีวิตามิน บี12 มีเม็ดสี และผนังเซลล์อื่น สไปรูลิน่า มีชื่อเสียงเพราะเป็นแหล่งวิตามิน บี12 ซึ่งตามธรรมชาติวิตามินนี้จะไม่มีในพืช แต่มีมากในเนื้อสัตว์ และมีเม็ดสี (Phytopigment) ที่วงการโภชนาการยอมรับว่า สำคัญต่อสุขภาพมนุษย์และสัตว์ผู้บริโภค คือ เม็ดสีน้ำเงินของไฟโคไซยานิน (Phycocyanin) สีเขียวของคลอโรฟิลล์ (Cholrophyll) และสีเหลืองของคาโรทีน (Carotene) จุดเด่นของสาหร่ายสไปรูลิน่าอีกอย่างคือ การที่มีผนังเซลล์อ่อน (Soft Cell Wall) เพราะไม่มีเซลลูโลส (Cellulose) เหมือนพืชอื่น ๆ ที่ทำให้ผนังของเซลล์แข็ง การที่ผนังเซลล์ของสไปรูลิน่ามีแต่น้ำตาลกับโปรตีน ทำให้ตัวมันย่อยง่ายกว่าพืชทุกชนิดอันเป็นความแตกต่างที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ ความสำคัญของเม็ดสีน้ำเงิน – เขียว (Blue – Green Pigment) เม็ดสีที่เป็นสีน้ำเงินเข้ม คือ ไฟโคไซยานิน (Phycocyanin) มีสูงถึงร้อยละ 14 โดยน้ำหนัก ซึ่งไฟโคไซยานินนี้ให้ผลดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง ดังได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น พืชอื่น ๆ มีไฟโคไซยานินน้อยกว่ามาก และแม้แต่สาหร่ายบางชนิดก็ไม่มีเลย เม็ดสีที่เป็นสีเขียว คือ คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) ได้ใช้เป็นยาใส่แผลในสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะมันมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อโรคลดการอักเสบและบวม คลอโรฟิลล์ช่วยการฟื้นตัวของเซลล์ตับที่อักเสบ และขยายหลอดเลือด ทำให้ระบบไหลเวียนของโลหิตใน ร่างกายดีขึ้น สาหร่ายเกลียวทอง "อาหารดีคือยาวิเศษ" ในยุคปัจจุบันพฤติกรรมในการบริโภคของคนเปลี่ยนไปเนื่องจากการใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบของคนในสังคม ทำให้คนส่วนใหญ่ละเลย และขาดการเอาใจใส่ดูแลสุขภาพของตนเอง โดยเฉพาะในเรื่องของการออกกำลังกายที่ผู้คนให้ความสนใจน้อยมาก ในทางกลับกัน ผู้คนหันมาบริโภคอาหารที่ติดฉลากว่าเป็น "อาหารเพื่อสุขภาพ" หรือ"อาหารธรรมชาติ" ซึ่งวางขายในท้องตลาดและ หนึ่งในจำนวนนั้นที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง คือ "สาหร่ายเกลียวทอง (Spirulina) " ”ซึ่งได้รับการขนานนามว่า " "อาหารทิพย์จากสวรรค์" "อาหารแห่งอนาคต" "อาหารเพื่อชาวโลก" และ "อาหารมหัศจรรย์" นางเจียมจิตต์ บุญสม ผู้อำนวยการด้านการวิจัยบริษัท กรีนไดมอนด์ จำกัด เป็นผู้ให้ชื่อภาษาไทยของสาหร่ายสไปรูลิน่า ว่า "สาหร่ายเกลียวทอง" คำว่าสไปรูลิน่ามาจากคำว่า สไปรัล (Spiral) ในภาษาอังกฤษ ซึ่งหมายถึงรูปเกลียววนแบบขดหอย สาหร่ายเกลียวทองมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมคือประเทศเม็กซิโกและทวีปแอฟริกา ซึ่งชนเผ่าพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในแหล่งต่างๆเหล่านี้ได้ใช้เป็นอาหารประจำวันมาเป็นเวลาหลายพันปี สาหร่ายเกลียวทองเป็นสาหร่ายเซลล์เดียวที่อยู่ในตระกูล สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินไม่ีมีรถชาติมีจำนวนทั้งหมด 35 สายพันธุ์ แต่บางสายพันธุ์ก็ไม่เหมาะที่จะใช้เป็นอาหารเนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการต่ำและสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ สายพันธุ์เม็กซิโกซึ่งสามารถเจริญได้ดีที่อุณหภูมิ 35-36.6 องศาเซลเซียส อันเป็นระดับเดียวกับเลือดของมนุษย์และขึ้นได้ดีในแหล่งน้ำที่ค่อนข้างเค็มในเขตศูนย์ สูตร เกลียวของสาหร่ายชนิดนี้จะเปลี่ยนไปตามอุณภูมิ ค่า pH และสารอาหารที่มันได้รับ สาหร่ายชนิดนี้มีขนาดเล็กมาก ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ในการศึกษา ข้อความในหนังสือ "The Secret of Spirulina" ซึ่งนางเจียมจิตต์ บุญสม แปลเป็นภาษาไทยว่า "ความลับของสาหร่ายเกลียวทอง"ได้กล่าวถึงสาหร่ายชนิดนี้ว่า ในอดีตกาลชาวมายันที่อาศัยอยู่แถบแหลม Yucatan ในอเมริกากลางมีชีวิตอย่างเรียบง่าย ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เป็นป่าดงดิบ ไม่สามารถทำการเกษตรได้ หลังจากทำไร่เลื่อนลอยจนดินเสื่อมพวกมายันได้สร้างบ่อเพาะเลี้ยงพืชที่มีลักษณะเป็นแพสีเขียวขึ้นซึ่งอาจจะเป็นบ่อเพาะสาหร่ายเกลียวทอง อยู่ท่ามกลางป่าดงดิบที่ถูกแผ้วถางแล้ว มีระบบระบายน้ำที่สลับซับซ้อนที่ดูเหมือนจะป้องกันน้ำท่วมบ่อ นักโบราณคดีได้ค้นพบเรื่องราวเหล่านี้และสรุปว่าถึงแม้ฝนจะตกถึง 70-90 นิ้วต่อปี ระบบระบายน้ำคงจะไม่สร้างขึ้นเพื่อการชลประทานเพาะปลูกทั่วไป น่าจะเป็นการบำรุงรักษาบ่อสาหร่ายมากกว่า ซึ่งน่าจะเป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นว่าได้มีการพัฒนาฟาร์มสาหร่ายของชาวมายัน เพื่อเลี้ยงประชากร 2 ล้านคน มากกว่าที่จะเพาะปลูกการเกษตรทั่วไป ดังนั้นจึงแสดงให้เห็นว่าสาหร่ายเกลียวทองได้ถูกนำมาใช้เป็นอาหารเลี้ยงประชากรมาตั้งแต่สมัยอดีตกาลมาแล้ว นอกจากนี้หนังสือ "The Secreat of Spirulina" ยังได้กล่าวถึงปริมาณโปรตีนของสาหร่ายเกลียวทอง (แห้ง)เมื่อเปรียบเทียบกับอาหารชนิดอื่นไว้ดังนี้ - เนื้อวัว 18-20% - ถั่วเหลือง 33.35% - ไข่ 10-25% - ปลาทู ปลาอินทรีย์ 20% - ข้าวสาลี 6-10% - คลอเรลลา 40-56% - ข้าวเจ้า 7% - สาหร่ายเกลียวทอง 69.5-71% คณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุขได้ให้ข้อมูลว่าสาหร่ายเกลียวทองเป็นสาหร่ายที่มีโปรตีนสูงถึง 60-70% เมื่อเปรียบเทียบกับพืชชนิดอื่นๆ เช่น ถั่วเหลือง ซึ่งให้โปรตีนเพียง 37% และยังพบว่าโปรตีนของสาหร่ายเกลียวทองมีปริมาณสูงกว่าเนื้อสัตว์นอกจากนี้ยังประกอบไปด้วยกรดแกมม่าไลโนเลนิก(GLA) ซึ่งกรดนี้มีคุณสมบัติช่วยลดไขมันในเลือด ลดความดันโลหิตบรรเทาอาการข้ออักเสบ ปวดประจำเดือน และสิวฝ้า, วิตามิน B12 ซึ่งถ้าขาดวิตามินนี้ก็จะทำให้เกิดโรคโลหิตจางได้ , วิตามิน A ซึ่งอยู่ในรูปเบตาแคโรทีน มีบทบาทในการลดอนุมูลอิสระ ดังนั้นจึงนำมาใช้เป็นสารต้านมะเร็งชนิดต่างๆ และสาหร่ายนี้ยังเป็นแหล่งที่มีวิตามิน E, วิตามิน C ,วิตามิน B1, B12 และไนอาซีนสูง นอกจากวิตามินต่างๆแล้วยังมีเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกายอีกมากมาย เช่น ธาตุเหล็ก สังกะสี แมงกานีส ทองแดง เซเลเนียม แคลเซียม และยังประกอบด้วยสีเขียวของคลอโรฟิลล์อีกด้วย จากรายงานการวิจัยของ ดร.มาโกโตะ อูโนะ วิทยาลัยแพทยศาสตร์ เกียวโต พิสูจน์ว่าคลอโรฟิลล์ที่อยู่ในรูปสาหร่ายเกลียวทองมีผลต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและสัตว์ การเผาผลาญอาหาร การหายใจ กระตุ้นสร้างเม็ดเลือดแดง การทำงานของฮอร์โมนและการกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย งานวิจัยเกี่ยวกับสาหร่ายเกลียวทองในประเทศญี่ปุ่นได้เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2511 คณะนักวิจัยได้มาร่วมทำงานกันโดยตั้งเป้าที่จะเริ่มการผลิตในระดับอุตสาหกรรม โดยได้รับความช่วยเหลือจากสหพันธ์สาหร่ายขนาดเล็กนานาชาติ หลังจากดำเนินงานได้ 2 ปีก็โอนกิจการงานวิจัยให้กับบริษัทไดนิปปอนอิงค์ กากากูโกกิโอ คาบู ชิกิไกซา บริษัทนี้ประสบความสำเร็จในการผลิตสาหร่ายเกลียวทองในระดับอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีคุณภาพดีและเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป ผลการวิจัยของศาสตราจารย์ ดร.เคนอิชิ อะกัตซูกะ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเมจิ แห่งประเทศญี่ปุ่นที่ปรากฎในหนังสือ "The Secreat of Spirulina" พบว่าสาหร่ายสไปรูลิน่ามีลักษณะของความปลอดภัย ดังนี้ คือ เป็นผลิตภัณฑ์ที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง ไม่มีผลข้างเคียง แม้ว่าจะใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานสักเท่าใด แม้ว่าบังเอิญจะกินเข้าไปมากเกินขนาด ก็ไม่เกิดเป็นพิษหรือมีผลข้างเคียง เมื่อใช้เป็นประจำทุกวัน จะทำให้ร่างกายแข็งแรงและเพิ่มความต้านทานโรค สำหรับในประเทศไทย ได้มีนักวิจัยหลายท่านที่ทำการวิจัยเรื่องนี้ อาทิเช่น รองศาสตราจารย์ ดร.มรกต ตันติเจริญ รองผู้อำนวยการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ว่า สาหร่ายชนิดนี้นอกจากจะนำมาถ่ายทอดสู่ภาคเอกชนในการสร้างโรงงานผลิตเป็นอาหารอันโอชะของบรรดาสัตว์น้ำทั้งหลายแล้ว ยังมีประโยชน์อย่างยิ่งในการกำจัดน้ำเสีย เนื่องจากสาหร่ายเกลียวทองสามารถเกิดขึ้นเองได้ในน้ำเสีย ยิ่งถ้าปล่อยน้ำเสียลงในบ่อมากเท่าใด ก็จะยิ่งมีสาหร่ายเกลียวทองเกิดขึ้นมากเท่านั้น เพราะในน้ำเสียจะมีไนโตรเจนและฟอสฟอรัสซึ่งเป็นอาหารของสาหร่ายเกลียวทอง เมื่อไนโตร-เจนและฟอสฟอรัสลดลงน้ำก็จะอยู่ในสภาพที่ดี นอกจากนั้นยังใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญของเครื่องสำอางบางชนิดเช่น ครีมรักษาสิวเสี้ยน เป็นต้น งานวิจัยชิ้นสำคัญที่กล่าวถึงผลเสียของการกินสาหร่ายสไปรูลินาคือ งานวิจัยของ ผศ. ดร.ภญ. อรนงค์ กังสดาลอำไพ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งกล่าวว่า"ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีขายนั้น บางอย่างจะพูดถึงเฉพาะประโยชน์ กรณีสาหร่ายเกลียวทองเป็นพืช สาหร่ายเซลล์เดียวที่ให้โปรตีนแต่ปริมาณไม่มากนัก กินอาหารประเภทอื่นก็ได้ เช่น ถั่ว แต่ผลร้าย ที่ตามมาคือ สาหร่ายเกลียวทองมีกรดนิวคลีอิก สะสมเป็นกรดยูริก ตกตะกอนตามข้อก่อให้เกิดโรคเก๊าต์ ปวดตามข้อเป็นอาการตามมาไม่จำเป็นต้องรับประทานสาหร่ายเกลียวทองเพราะอาหารทั่วไปมีโปรตีนอยู่แล้ว" ต่อมา นายแพทย์อนุชาติ มาธนะสารสุนทร อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทย์ศาสตร์ หาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้เสนอผลการวิจัยซึ่งสรุปผลตรงกันข้ามกับงานวิจัยของ ภญ. อรนงค์ โดยได้แถลงผลการวิจัยเกี่ยวกับกรดยูริกในสาหร่ายเกลียวทองที่มีผลต่อการเกิดโรคเบาหวานและโรคเก๊าท์ว่า "สาหร่ายเกลียวทองมีผลในการช่วยลดกรดยูริกในเลือด ดังนั้นสาหร่ายเกลียวทอง จึงไม่ส่งผลให้เกิดโรคเบาหวานและโรคเก๊าท์อย่างแน่นอน" อีกทั้งนายสมชาย บุญสม กรรมการผู้จัดการบริษัทกรีนไดมอนด์ เชียงใหม่ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนผลิตภัณฑ์สาหร่ายเพื่อทำการวิจัยครั้งนี้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าผลการศึกษาก่อนหน้านี้ที่ทำให้นักวิชาการปักใจว่าสาหร่ายทำให้กรดยูริกในเลือดเพิ่มขึ้นและอาจทำให้เป็นโรคเก๊าท์นั้น เป็นเพราะผลการศึกษาก่อนหน้านี้นำสาหร่ายสายพันธุ์หนึ่งมาทดลองกับหนู และพบว่าทำให้เกิดกรดยูริกเพิ่มมากขึ้น จนทำให้นักวิชาการมีความเชื่อว่ากินสาหร่ายแล้วทำให้เกิดโรคเก๊าท์ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วในการวิจัยครั้งนั้นได้ใช้สาหร่ายคนละสายพันธุ์กับสไปรูลิน่า จากการวิจัยของ รศ. ดร. สุมนทิพย์ บุนนาค อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พบว่า สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินชื่อ สไปรูลิน่า เป็นสาหร่ายที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการนำมาทำเป็นอาหารเสริม เนื่องจากมีปริมาณนิวคลีอิกและเซลลูโลสต่ำ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง นอกจากนี้ รศ. ดร. สุมนทิพย์ บุนนาค ยังได้ให้สัมภาษณ์กลุ่มนาฬิกาทรายเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2545 โดยกล่าวว่า "อาหารชนิดใดก็ตามถ้าบริโภคเกินพอดีก็จะก่อให้เกิดโทษได้และถ้าเราไม่บริโภคสาหร่ายสไปรูลิน่าในปริมาณที่มากเกินไปก็จะไม่ก่อให้เกิดโทษต่อร่างกาย" ในประเทศอินเดียที่มีประชากรมากเป็นอันดับสองของโลกได้พยายามอย่างยิ่งที่จะให้มีอาหารเพียงพอสำหรับคนในประเทศ สาหร่ายเกลียวทองเป็นสาหร่ายชนิดหนึ่งที่ถูกเลือกใช้เพื่อช่วยให้บรรลุจุดประสงค์นี้ในส่วนหนึ่ง เพราะเป็นการเลี้ยงที่ใช้ต้นทุนต่ำ ขณะเดียวกันประเทศเม็กซิโก ทั้งสถาบันฝ่ายรัฐบาลและมหาวิทยาลัย ได้ศึกษาเกี่ยวกับการเติมสาหร่ายเกลียวทองลงในนมในปริมาณ 10% สำหรับให้ทารกและเด็กขาดสารอาหารดื่มผลจากการศึกษาครั้งนั้นรัฐบาลได้อนุญาตให้ใช้สาหร่ายเกลียวทองเป็นอาหารชนิดใหม่ได้ ก่อน ค.ศ. 1981 ประเทศสหรัฐอเมริกามีกฎหมาย FDA (Food and Drug Administration) ห้ามใช้ผลิตภัณฑ์ทุกชนิดเป็นยา โดยไม่ผ่านการทดสอบและรับรองเสียก่อน ดังนั้นรัฐบาลจึงไม่อนุญาตให้ประชาชนบริโภคผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากสาหร่ายเกลียวทองแต่อย่างไรก็ตามสาหร่ายสไปรูลิน่าได้รับการประกาศรับรองจากสถาบันชั้นนำของโลกหลายสถาบัน ได้แก่ ค.ศ. 1967 "THE INTERNATIONAL CONFERENCE ON APPILIED MICROBIOLOGY" ประกาศว่าสาหร่ายสไปรูลิน่าเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของมวลมนุษยชาติ ค.ศ.1974 UN ประกาศในที่ประชุมอาหารโลกว่าเป็น "THE MOST IDEAL FOOD FOR MANKIND" ค.ศ.1974 FAO (Food and Agriculture Organization) แนะนำว่าเป็น “ The Best Food for Tomorrow” ให้กับสาหร่ายสไปรูลิน่า ค.ศ.1981 FDA (Food and Druge Admistration) แห่งสหรัฐอเมริการับรองว่าสาหร่ายสไปรูลิน่า เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ปลอดภัยและไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นพิษ ค.ศ.1983 IFE (International Food Exposition)ซึ่งจัดทำขึ้นที่ประเทศเยอรมันตะวันออก มอบรางวัล "The Best Natural Food" ให้สาหร่ายสไปรูลิน่า ค.ศ.1992 WHO (World Health Organizion) ประกาศแนะนำว่า สาหร่ายสไปรูลิน่าเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในคริสตวรรษที่ 21 ที่ประเทศญี่ปุ่นมีการศึกษาสไปรูลิน่าในด้านเป็นอาหารเสริมวันละ 6-10 กรัม (12-20 เม็ด) ในปริมาณเช่นเดียวกันนี้ นักกีฬา และนักวิ่ง ฯลฯ ก็จะสามารถเพิ่มพูนกำลังได้เช่นเดียวกัน และสิ่งที่น่าทึ่งอย่างหนึ่ง ก็คือมีนักปราชญ์ชาวญี่ปุ่น ชื่อโทรุ มัทซุอิ สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่รับประทานอาหารอื่นใดเลย นอกจาก สาหร่ายเกลียวทองและสาหร่ายอื่นบ้างเป็นเวลา 15 ปี โดยไม่ปรากฏผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายแต่อย่างใด เราอาจจะพบสาหร่ายสไปรูลิน่าในรูปของเม็ด แคปซูล หรือเป็นผง เราสามารถรับประทานเป็นอาหารเสริมได้หลายรูปแบบ การบริโภคสไปรูลิน่าจะได้ผลเร็วหรือช้านั้นขึ้นอยู่กับ อายุ ความเครียด นิสัยการบริโภค ปริมาณสารเคมีหรือสารตกค้างในร่างกายความรุนแรงของโรค การบริโภคสาหร่ายในปริมาณที่เพียงพออย่างต่อเนื่อง ปริมาณการออกกำลังกายและการพักผ่อน โดยทั่วไป สัปดาห์แรก จะได้ปฎิกิริยาตอบรับร่างกายจะมีการปรับตัวมีการตอบรับที่ดีขึ้น ปัญหาสุขภาพที่มีอยู่จะค่อย ๆ ดีขึ้น ในเดือนที่ 3-5 ก็จะฟื้นฟูจนปกติ ยกเว้นผู้ที่ร่างกายทรุดโทรมมากจนเซลล์ที่ประกอบเป็นอวัยวะเสียไปหมดแล้วก็จะไม่สามารถฟื้นฟูได้ สาหร่ายมีธาตุเหล็ก มากกว่าผักโขม 58 เท่าและวิตามินบี 12 มากกว่าไข่ไก่100 เท่า จึงเพียงพอกับ ความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน สาหร่ายเกลียวทองจึงเหมาะสำหรับผู้มีภาวะโลหิตจางและลดโอกาสเสี่ยงการเป็นภาะวโลหิตจาง ในสาหร่ายมีสารสีน้ำเงินชื่อ ไฟโคไซยานินช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยป้องกันและสร้างระบบภูมิคุ้มกันกระตุ้นเซลล์ตั้งต้น ( Stem cell) ให้ผลิตเม็ดเลือดแดง และขาว เพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ ในสาหร่ายมีเอนไซม์เอนโดนิวเคลีย เอซ , B12,กรดนิวคลีอิก เป็นตัวช่วยสร้างและซ่อมแซม DNA ให้เซลส์แบ่งตัวได้รวดเร็วและไม่ผิดเพื้ยนจนกลายเป็นเซลส์มะเร็ง ในสาหร่ายมีกรดอะมิโนเมทไทโอนีนเป็นสารอาหารสำคัญของโครงสร้างเซลล์ตับ และช่วยป้องกันเซลส์ตับจากพิษแอลกอฮอล์ ผลการวิจัย ผู้ป่วยโรคตับต้องการอาหารที่มีโปรตีนและแคลลอรี่สูงๆถึงจะฟื้นฟูเซลส์ตับได้และสาหร่ายมีโปรตีนที่มีคุณภาพสูงถึง 69.5% ร่างกายสามารถดูดซึมได้ถึง 95.1% ในสาหร่ายมีเบต้าแคโรทีน มากกว่าแครอท 20 เท่าเป็นแหล่งของวิตามิน A ช่วยบำรุงสายตา แพทย์ญี่ปุ่น ใช้ยารักษาผู้ป่วยโรคตาเรื้อรังและที่มีอาการหนักควบคู่กับการรับประทานสาหร่ายวันละ 20-30 เม็ดภายใน 2-4 เดือน ผู้ป่วยอาการดีขึ้นมากถึง 90% บางรายหายเป็นปกติ สาหร่ายเกลียวทอง ช่วยเสริมสร้าง แลคโตบาซิลลัสในลำไส้ทำให้การย่อยอาหารและการดูดซึมสารอาหารดีขึ้นป้องกันการติดเชื้อและดูดซับสารพิษที่ตกค้างในลำไส้ ให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ สาหร่ายเกลียวทอง ช่วยป้องกันอาการเมาค้างได้ดี ทั้งนี้เพราะสาหร่ายเกลียวทอง มีโปรตีนปริมาณมากซึ่งจะช่วยระบบการทำงานของตับในการขับแอลกอฮอล์ออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ สาหร่ายเกลียทองมีกรด "กลูตามิก" ซึ่งมีความสำคัญในขบวนการเผาผลาญอาหารให้สมอง อีกทั้งยังอุดมไปด้วย ทริพโตเฟน แวลีน เฟนนิลอลานีน ไอโซลิวซีนลิวซีน และแมงกานีส ซึ่งช่วยบำรุงสมอง ป้องกันความจำเสื่อม สาหร่ายเกลียวทองมีสารอาหาร วิตามิน เกลือแร่ และแร่ธาตุครบถ้วน กรดอะิมิโนครบ 18 ตัว วิตามิน A, B6 สาหร่ายเกลียวทองจึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับหญิงมีครรภ์ สาหร่ายเกลียวทอง ประกอบด้วยแร่ธาตุที่สำคัญ ช่วยลดปัญหาและเสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศ อันประกอบด้วย สังกะสี, ทริพโตเฟน, อาร์จินีน คุณประโยชน์ของสาหร่ายเกลียวทอง หรือสาหร่ายสไปรูลิน่า สุขภาพดี24ชม.com จำหน่ายสาหร่ายเกลียวทอง สาหร่ายสไปรุลินา ดูแลสุขภาพดีตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยคุณค่ามหัศจรรย์จากธรรมชาติ ของสาหร่ายเกลียวทอง Best
พ.ศ. 2541 UN ( United Nation ) องค์การสหประชาติ ประกาศในที่ประชุม อาหารโลกว่า ไม่มีพืชชนิดใดที่จะให้คุณค่าหลากหลายเท่ากับ สาหร่ายเกลียวทอง ( THE MOST IDEAL FOOD FOR MANKIND )
จำหน่ายผลิตภัณฑ์สาหร่ายเกลียวทอง สาหร่ายสไปรูลินา ฺSpirulina ของแท้จากธรรมชาติ 100% ราคาถูก ที่ สขภาพดี24ชม.com+สุขภาพดี 24 ชั่วโมง สาหร่ายเกลียวทอง (สาหร่ายสไปรูลิน่า) คืออะไร สาหร่ายเกลียวทอง คือ สาหร่ายหลายเซลล์ สีเขียวแกมน้ำเงินที่อุดมด้วยคุณค่าทางสารอาหารครบ 5 หมู่ เพรียบพร้อมด้วยวิตามิน และเกลือแร่ที่ร่างกายต้องการย่อยสลายและดูดซึมง่าย เซลล์ต่างๆของร่างกายสามารถนำไปใช้ได้อย่างรวดเร็วและไม่มีผลข้างเคียงเมื่อรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน สาหร่ายเกลียวทอง หรือ สาหร่ายสไปรูลิน่า(spirulina) การค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสาหร่ายเริ่มมากขึ้นเมื่อพบว่ามีสาหร่ายบางชนิดมนุษย์ได้ใช้เป็นอาหารมานานกว่า 500 ปี ใน ค.ศ. 1521 ( พ.ศ. 2064 ) ได้มีการรายงานซึ่งพบจากบันทึกของกองทัพคอร์ตเตส(Cortez's Troops)ว่าชาวเม็กซิกันกินอาหารเป็นพวกสาหร่ายชนิดหนึ่ง โดยชาวพื้นเมืองปลูกในทะเลสาบ ( Lake Texcoco ) เก็บมาตากแห้งแล้วนำมาขายในตลาดเพื่อใช้เป็นอาหาร ในยุคของการตื่นตัวเรื่องสุขภาพ และความระมัดระวังที่จะเลือกอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ทำให้มีการศึกษาในหลายสถาบันเพื่อให้ได้อาหารที่เป็นอุดมคติของนักโภชนาการนำมาซึ่งการค้นพบสาหร่ายพืช ขนาดจุลินทรีย์ชนิดหนึ่ง ซึ่งเรียกชื่อต่อมาว่า สไปรูลิน่า Spirulina สารอาหารใน...สาหร่ายเกลี่ยวทองเป็นที่น่าทึ่งมากว่า สาหร่ายเกลียวทอง ประกอบด้วยสารอาหารหลากหลายที่ทรงคุณค่ามากกว่าเนื้อสัตว์ และพืชชนิดอื่นๆ เปรียบเสมือนโรงงานผลิตอาหารของโลกทีเดียว - มีโปรตีนซึ่งสูงกว่า เนื้อ นม ไข่ ถึง 3 เท่า - มีกรดอะมิโนครบถ้วน 18 ชนิด และเรียงตัวกันอย่างสมดุล - อุดมไปด้วยวิตามิน B1 , B2 , B6 , B12 , C , E และ H ซึ่งวิตามิน B12 มีมากกว่าในตับถึง 250% - มีเบต้าแคโรทีนมากกว่าแครอทถึง 20 เท่า - มีธาตุุเหล็กมากกว่าอาหารชนิดอื่น ๆ ถึง 12 เท่า - มีซิลีเนียม สังกะสี และธาตุอื่นๆ ที่จำเป็นต่อร่างกายครบถ้วน - มีกรดไขมันแกมมาไลโนเลนิก ที่ช่วยลดคลอเลสเตอรอลในเส้นเลือดมากกว่า 170 เท่าของที่มีในน้ำมันพืช - มีคลอโรฟิลล์ในปริมาณที่มากกว่าพืชชนิดใดๆ สาหร่ายเกลียวทอง คือ โปรตีน ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโนหลายชนิดในสัดส่วนที่เหมาะสม ในสาหร่ายเกลียวทองนั้น มีคุณค่าทางอาหารเหนือกว่าอาหารชนิดอื่น คือมีปริมาณโปรตีนถึงกว่า 65% ของน้ำหนักแห้ง ซึ่ง สูงกว่าปริมาณโปรตีนที่มีในเนื้อสัตว์หรือในไข่ถึง 3/2 เท่า ถือว่า สาหร่ายเกลียวทอง เป็นอาหารพิเศษที่ประกอบด้วยเนื้อโปรตีนแท้ๆ นอกจากนี้ยังประกอบด้วย คลอโรฟิลล์ และ ไฟโคไซยานิน จำนวนมาก มีโปรวิตามิน ซึ่งเป็นสารที่เปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ ซึ่งเป็น คุณสมบัติเฉพาะของสาหร่ายเกลียวทอง จะเห็นว่าสาหร่ายเกลียวทอง มีสีเขียวแกมน้ำเงิน และรวมไปถึงทั้งกรดอะมิโนที่ร่างกายต้องการ เราลองมาดูตารางเปรียบเทียบ สาหร่ายเกลียวทอง (แห้ง) เปรียบเทียบปริมาณ โปรตีน นอกจากนั้น สาหร่ายเกลียวทอง ยังประกอบไปด้วย กรดอะมิโน ที่จำเป็นต่อร่างกาย ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ซึ่งในสาหร่ายเกลียวทอง มี กรดอะมิโน ทั้ง 18 ชนิด ที่ร่างกายต้องการดังนี้คือ 1. ไอโซลิวซีน จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโต และพัฒนาการเรียนรู้ (IQ) 2. ลิวซีน กระตุ้นการทำงานของสมอง เพิ่มกำลังให้กล้ามเนื้อ ช่วยให้เซลล์ประสาทแข็งแรงขึ้น 3. ไลซีน ทำให้ระบบเส้นเลือดแดงแข็งแรง ควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์ 4. เมไทโอ นีน บำรุงรักษาตับ ต้านความเครียด ทำให้ประสาทผ่อนคลาย 5. เฟนนิลอะลา นีน ใช้สร้างไทรอกซิน กระตุ้นกอัตราการย่อย และสลายอาหารเพื่อเป็นพลังงาน 6. ทรีโอนีน ทำให้ลำไส้ทำงานดีขึ้นเพิ่มการดูดซึม 7. แวลี ช่วยกระตุ้นความจำ 8. อะลานีน ทำให้ผนังเซลล์แข็งแรง 9. แอสพาร์ติก ช่วยเปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาล 10. อาร์จินีน เป็นส่วนประกอบของน้ำเชื้อเพศชาย และช่วยในการกำจัดสารพิษ 11. ทริพโตเฟน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของวิตามินบี จิตใจเยือกเย็นสงบ 12. กลูตามิก นำกลูโคสเข้าสู่เซลล์สมอง ช่วยลดพิษอัลกอฮอล์ และช่วยทำให้มีสติ 13. อีสติตีน ช่วยให้การส่งผ่านความรู้สึกของระบบประสาทดีขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องหู 14. ซีลีน ช่วยในการสร้างเยื่อหุ้มรอบเส้นประสาท เพื่อป้องกันอันตรายในเส้นประสาท 15. ซีสทีน บำรุงตับอ่อน ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด 16. โปรตีน เป็นสารต้นตอของกลูตามิกแอซิด 17. กลัยซีน เพิ่มพลังงานและการใช้ออกซิเจนของเซลล์ 18. ไทโรซีน ชะลอความแก่ของเซลล์ ในประเทศสหรัฐอเมริกายังไม่เคยมีการศึกษาทดลองใช้ สาหร่ายเกลียวทอง และศึกษาผลของสาหร่ายเกลียวทอง ที่มีต่อสุขภาพของมนุษย์ ถึงแม้จะเป็นที่ยอมรับมาเป็นเวลานานแล้วว่า สาหร่ายเกลียวทองมีคุณค่าทางโภชนาการอย่างยิ่งก็ตามในทางกลับกันแพทย์ชาวญี่ปุ่นและเม็กซิกันกลับให้ความสนใจ อย่างลึกซึ้งในการนำสาหร่ายเกลียวทองไปใช้เสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้แก่ มนุษย์ การศึกษาวิจัยส่วนใหญ่แสดงให้เห็นว่าสาหร่ายเกลียวทองเป็นสิ่งที่ใช้เสริมการรักษาของแพทย์ และให้ผลดี โดยเฉพาะในกลุ่มคนไข้ที่มีภาวะทุพโภชนาการเรื้อรัง เป็นสาเหตุของ โรค อย่างไรก็ดี มีตัวอย่างบางกรณี ที่แสดงถึงความสามารถของสาหร่ายเกลียวทอง ในการทำให้เกิด การรักษาตนเอง ที่ทำให้เราทราบว่า มีเรื่องที่มนุษย์ยังไม่ล่วงรู้อีกมากมายเกี่ยวกับคุณสมบัติต่างๆ ของสาหร่าย ขณะนี้องค์การอาหารและยาได้จัดสาหร่ายเกลียวทองเป็นเพียงผักชนิดหนึ่งเป็นอาหารเหมือนเช่นอาหารที่รับประทานทั่วไป ดังนั้นจึงไม่ควรที่จะแอบอ้าง สรรพคุณในการรักษาโรค แต่อาหารที่ดีก็เปรียบเสมือนยาวิเศษ สำหรับผู้ป่วยควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ ควบคู่ไปกับการใช้ยาแผนปัจจุบัน ซึ่งสาหร่ายเกลียวทองจะช่วยเสริมและขยายอำนาจการรักษาของยา นอกจากนี้ยังเหมาะสำหรับผู้ที่มีสุขภาพดีอยู่แล้วเพื่อเป็นปราการในการป้องกันโรคหรือผู้ที่มีสภาพต่างๆ ดังนี้ เช่น - เหนื่อยง่าย - เป็นหวัดง่าย - วิงเวียนศรีษะอยู่เสมอ - รู้สึกเจ็บถึงกระดูกเมื่อกดเนื้อเบาๆ - หญิงมีครรภ์ กินผัก - กินผักสีเขียวหรือผักสีเหลืองไม่เพียงพอ - ไม่รับประทานอาหารเช้า - กำลังอดอาหารเพื่อลดความอ้วน - ชอบหรือไม่ชอบอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งอย่างรุนแรงจนก่อให้เกิดอาการขาดสาร อาหาร - มีอาารท้องผูกเป็นประจำ อาการผิดปกติในร่างกายที่ทำให้เกิดโรคนั้นมีหลายอย่าง และกว่า 90% ของอาการผิดปกตินั้น เกิดจากการรับประทานอาหารที่บกพร่องไม่เพียงพอหรือไม่ ถูกส่วน คุณค่าทางโภชนาการของสาหร่ายเกลียวทอง สาหร่ายเกลียวทองมีสารอาหารครบ 5 หมู่ที่ร่างกายต้องการในสัดส่วน ที่สมดุลโดยเฉพาะโปรตีนในสาหร่ายเกลียวทอง จุดเด่นคือ มีกรดอะมิโนถึง 18 ชนิด ใน 18 ชนิด มีกรดอะมิโนจำเป็น ครบสมบูรณ์ นี่คือเหตุผลที่ว่า สาหร่ายเกลียวทอง คืออาหารแห่งอนาคต (Food of the Future) ปริมาณของสารอาหารต่าง ๆ ในสาหร่ายเกลียวทอง สาหร่ายเกลียวทองมีปริมาณ โปรตีนมากถึง 60 % ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าแหล่งอาหารอื่น ๆเช่น เนื้อสัตว์ ย่อยได้จริง แค่ 20- 30 % นอกจากโปรตีน สาหร่ายยังมีสารอาหารที่จำเป็นอื่น ๆ อีกมากมาย อาทิเช่นวิตามิน ซี, บี 1,บี 2,บี 5, บี 6,บี 12,เบต้าแคโรทีน, แคลเซียม,แมกนีเซียม, เหล็ก,สังกะสี, ไขมันจำเป็น แกมม่าไลโนเลนิก เป็นต้น คลอโรฟิลล์ในสาหร่ายเกลียวทอง ในระหว่างปี 2563 – 2473 ได้มีการวิจัยอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการใช้ คลอโรฟิลล์ เป็นยารักษาโรคเบื้องต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิจัยซ้ำถึงคุณค่าของคลอโรฟิลล์ในทางเภสัชกรรมเพื่อใช้เป็นยารักษาโรค คุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมของคลอโรฟิลล์ ดึงดูดความสนใจอย่างมาก และต่อไปนี้คือ คุณสมบัติของคลอโรฟิลล์ที่มีมากในสาหร่ายเกลียวทอง (สไปรูลิน่า) 1. คลอโรฟิลล์มีผลทางการเร่งประสิทธิภาพการทำงานของเนื้อเยื่อ และอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายให้สูงขึ้น ตัวอย่างเช่น ในการทดลองเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ และเส้นประสาท พบว่า คลอโรฟิลล์ช่วยในการส่งผ่านกระแสสิ่งเร้าไปยังกล้ามเนื้อและเส้นประสาทกล้ามเนื้อ เส้นประสาทที่อ่อนล้าไม่ยอมทำงานก็กลับทำงานได้เมื่อมีการให้คลอโรฟิลล์ 2. คลอโรฟิลล์มีผลต่อกล้ามเนื้อหัวใจ คือ การหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจดีขึ้นเพราะระยะเวลา การคลายตัวนานขึ้น การทำงานโดยส่วนรวมของหัวใจก็ดีขึ้นและเนื่องจากเส้นโลหิตฝอยมีการขยายตัวดีขึ้น ดังนั้นจึงมีทางเป็นไปได้ที่ความดันเลือดลดลงด้วย ยิ่งไปกว่านั้นถ้าฉีดคลอโรฟิลล์เหลวขนาดที่ 1/2000 (1/2000 TH) เข้าทางหัวใจที่หยุดทำงานแล้ว เนื่องจากยาพิษหรือหัวใจอ่อนล้าหัวใจก็กลับทำงานใหม่ได้ 3. คลอโรฟิลล์ช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น ทั้งนี้เพราะมันช่วยกระตุ้นการบีบรูดของลำไส้ส่วนปลาย 4. คลอโรฟิลล์ช่วยให้คลอดลูกง่าย เพราะคลอโรฟิลล์ช่วยให้การบีบรัดตัวของกล้ามเนื้อ มดลูกแรงขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อการคลอด 5. คลอโรฟิลล์ช่วยส่งเสริมการงอกใหม่ของเซลล์ 6. คลอโรฟิลล์เป็นสารที่ช่วยเพิ่มปริมาณเลือด เนื่องจากคลอโรฟิลล์มีผลทางการกระตุ้นอวัยวะที่ช่วยสร้างเลือดคล้ายคลึงกับธาตุเหล็กเรื่องที่คลอโรฟิลล์มีความสัมพันธ์กับการสร้างเลือดนั้นเป็นที่น่าสนใจอย่างมากของนักวิทยาศาสตร์และแพทย์ นอกเหนือจากความสนใจในความคล้ายคลึงกันมากของโครงสร้างของคลอโรฟิลล์และฮีโมโกลบิน 7. คลอโรฟิลล์ช่วยป้องกันไม่ให้บาดแผลติดเชื้อ และช่วยให้มีการสร้างเซลล์ใหม่ ได้มีการทดลองใช้คลอโรฟิลล์ในการรักษาการสกัดคลอโรฟิลล์ จึงเข้าว่าสารที่ให้ผลในการฆ่าเชื้อนั้นไม่ใช่คลอโรฟิลล์ แต่เป็นคาโรทีน(มีพบในใบไม้สีเขียวคู่กับคลอโรฟิลล์และในร่างกายของสัตว์รงควัตถุตัวนี้จะถูกสลายกลายเป็นวิตามินเอ) ต่อ ๆ มาก็ได้มีการค้นพบว่าธาตุแมกนีเซียมในคลอโรฟิลล์ มีบทบาทอย่างสำคัญในการรักษาบาดแผล คลอโรฟิลล์ยังมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อและทำหน้าที่ในการป้องกันการเกิดแบคทีเรีย ดังนั้นจึงป้องกันมิให้แผลติดเชื้อ และช่วยให้มีการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นอีกด้วย ดังนั้นคลอโรฟิลล์จึงเท่ากับทำประโยชน์ได้ถึงสองเท่า 8. คลอโรฟิลล์ขจัดกลิ่นเหม็นของแผล เพราะเมื่ออะแนโรบิคแบคทีเรีย (แบคทีเรียที่เจริญเติบโตในที่ไม่มีออกซิเจน ซึ่งจะตายเมื่อถูกอากาศ เช่น แบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในดินและเชื้อบาดทะยัก) เข้าไปในบาดแผลมันก็จะมีฤทธิ์มากขึ้นและก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นซึ่งคลอโรฟิลล์จะทำหน้าที่ขจัดกลิ่นนี้ออกไป 9. คลอโรฟิลล์มีคุณสมบัติเป็นสารดูดความชื้นทำให้แผลแห้ง และช่วยลดการคัดหลั่ง และยิ่งกว่านั้นคือ ไม่มีผลข้างเคียงเลยและจากการใช้คลอโรฟิลล์สามารถลดการใช้ยาปฏิชีวนะได้ถึง 50% 10. รักษาแผลเปื่อยในกระเพาะอาหารและการอักเสบของทางเดินอาหาร คนญี่ปุ่นจำนวนมากต้องทรมานด้วยโรคทางเดินอาหาร จึงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ทราบว่า คลอโรฟิลล์ใช้ได้ดีกับโรคหลายโรค เช่น โรคแผลเปื่อยในกระเพาะ, โรคมีกรดมากเกินไปในกระเพาะ, โรคกระเพาะอักเสบเรื้อรัง และสภาพการหย่อนยานของกระเพาะ (สภาพกระเพาะอาหารขาดกำลัง) ในกรณีที่มีกรดมากเกินไปในกระเพาะ คลอโรฟิลล์จะช่วยในการควบคุมความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร (Gastrix Juice) เช่น ถ้ากินคลอโรฟิลล์เข้าไปก็จะไปทำลายสภาพความเป็นกรดในกระเพาะอาหารให้เกิดความเป็นกลางยิ่งไปกว่านั้นในกรณีที่เป็นแผลเปื่่อยในกระเพาะอาหารและมีการตกเลือดแฝงในกระเพาะอาหาร (Gastric Juice occult bolld test) เมื่อกินสาหร่ายเกลียวทอง(สไปรูลิน่า) ติดต่อกันเป็นประจำ อาการตกเลือดแฝงนี้จะหายไป อาการอื่น ๆ เช่น ปวดท้อง คลื่นเหียนซึ่งมักพบเสมอในผู้ป่วยโรคดังกล่าวจะหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อกินคลอโรฟิลล์ คลอโรฟิลล์ช่วยป้องกันแผลเปื่อยในกระเพาะอาหารได้อย่างไร สาหร่ายเกลียวทองสมมุติฐานที่ดีที่สุด เห็นจะเป็นเพราะว่าคลอโรฟิลล์ทำปฏิกิริยากับเพปซิน และควบคุมปฏิกิริยาการย่อยของเพปซิน (เอนไซม์มีหน้าที่ย่อยโปรตีน น้ำหลั่งในกระเพาะอาหารเพปซินร่วมกับกรดโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรดเกลือทำการย่อยสลายโปรตีนให้เป็นโพรทิเอสและเปปโตน) ในการทดลองได้แสดงให้เห็นว่า คลอโรฟิลล์ ช่วยควบคุมการย่อยอาหารยิ่งไปกว่านั้นคลอโรฟิลล์ยังมีผลต่อต้านโรคภูมิแพ้ในกระเพาะอาหาร, โรคแผลเปื่อยในกระเพาะอาหารอันเกิดจากการเป็นโรคภูมิแพ้มาก่อน เช่นเดียวกับโรคภูมิแพ้ในส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ประสิทธิภาพของคลอโรฟิลล์เริ่มเป็นที่รู้จักกันในแวดวงของศัลยกรรมโรคผิวหนังและนรีเวชวิทยาตลอดจนจักษุวิทยา จมูกและคอ รวมทั้งทันตกรรมด้วย สาหร่ายเกลียวทอง เป็นที่ทราบกันแล้วว่า ยาสำหรับโรคกระเพาะอาหารอักเสบ หรือโรคแผลเปื่อยในกระเพาะอาหารนั้นต้องมีคลอโรฟิลล์ผสมอยู่ด้วย ทั้งนี้เพราะคลอโรฟิลล์เป็นสารที่ให้ผลทางการรักษาอาการอักเสบของเยื่อบุในกระเพาะอาหารและเยื่อบุหลอดลม สาหร่ายเกลียวทองผนังกระเพาะอาหารจะทำหน้าที่ผลิตน้ำย่อย ซึ่งเป็นน้ำย่อยที่มีประสิทธิภาพ ยิ่งสามารถย่อยชิ้นเนื้อชิ้นหนึ่งได้ภายในเวลาประมาณ 20 นาที และเพื่อป้องกันไม่ให้ผนังกระเพาะอาหารเกิดการอักเสบเนื่องจากน้ำย่อยชนิดนี้ กระเพาะจะมีเยื่อมูกบุภายนอกอีกชั้นหนึ่ง อย่างไรก็ตามเมื่อคนเกิดความกังวล หรือเมื่อมีความเครียดระบบป้องกันของกระเพาะอาหารก็จะทำงานไม่เต็มที่ น้ำย่อยที่ผลิตจากผนังกระเพาะ ก็จะทำการย่อยกระเพาะเสียเองทำให้เกิดรูแผลในผนังกระเพาะ นี่คือโรคกระเพาะอาหารอักเสบ แต่ถ้าเป็นมากเรียกโรคแผลเปื่อยในกระเพาะอาหาร และในปัจจุบันดูเหมือนว่า 8% ของคนไข้โรคแผลเปื่อยในกระเพาะอาหารจะมีสาเหตุมาจากความเครียดมากกว่าการกินอาหารมากเกินไป สาหร่ายเกลียวทองในปัจจุบัน พบโรคแผลเปื่อยในกระเพาะอาหารแม้ในเด็กชั้นประถม สาเหตุโดยตรงก็ดูเหมือนจะเป็นความเครียด อันเนื่องมาจากต้องเข้าสอบในสนามสอบแข่งขันตั้งแต่ยังเล็กตามระบบการศึกษาของญี่ปุ่น ประโยชน์ของ คลอโรฟิลล์ ที่มีมากใน สาหร่ายเกลียวทอง Best 1. ทำให้บาดแผลหายเร็ว 2. ช่วยให้เส้นประสาทที่อ่อนล้าไม่ยอมทำงาน ให้กลับมาทำงานได้ 3. การหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจดีขึ้น เสริมธาตุเหล็กให้กับกล้ามเนื้อหัวใจ 4. เพิ่มปริมาณเลือดในผู้ป่วยโรคโลหิตจาง 5. เส้นเลือดฝอยมีการขยายตัวดีขึ้น ความดันโลหิตลดลง 6. การขับถ่ายดีขึ้น เพราะช่วยกระตุ้นการบีบรูดของลำไส้ 7. ทำความสะอาดลำไส้ และขจัดกลิ่นจากลำไส้ 8. แก้ปัญหาเส้นเลือดขอด ทำให้เลือดไหลเวียนบริเวณขาดีขึ้น 9. ระงับปวด เช่นปวดจากบาดแผล ริดสีดวงทวาร และอาการอักเสบในร่างกาย 10. ขจัดกลิ่นเหม็นของแผล และกำจัดกลิ่นตัว 11. ป้องกันการติดเชื้อ และสร้างเซลล์ใหม่ 12. เสริมสมรรถภาพตับ รวมทั้งบรรเทาโรคตับอักเสบ 13. แผลเปื่อยในกระเพาะอาหาร และการอักเสบของทางเดินอาหาร 14. ควบคุมความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร 15. ขับสารพิษ 16. ควบคุมการย่อยอาหาร 17. คลอดบุตรง่าย 18. ปรับระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน 19. ไข้หวัด , เสริมสุขภาพในรายที่เป็นหอบหืด 20. อาการเจ็บคอ ทอนซิลอักเสบ สาหร่ายเกลียวทอง ได้รับการยอมรับจากสถาบันชั้นนำทั่วโลก พ.ศ. 2571 UN ( United Nation ) องค์การสหประชาติ ประกาศในที่ประชุมอาหารโลกว่า ไม่มีพืชชนิดใดที่จะให้คุณค่าหลากหลายเท่ากับ สาหร่ายเกลียวทอง ( THE MOST IDEAL FOOD FOR MANKIND ) อาหารและเกษตรแห่งสหประชาติ แนะนำว่าสาหร่ายเกลียวทองเป็นอาหาร พ.ศ.2517 FAO ( Food and Agriculture Organization ) องค์การ ที่ดีที่สุดสำหรับอนาคต ( The best food for tomorrow ) พ.ศ.2524 FDA ( Food and Drug Administration ) องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (อย.) รับรองว่า สาหร่ายเกลียวทอง เป็นแหล่งอาหารเสริมที่ดีที่สุดเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ปลอดภัย และไม่มีีผลข้างเคียงที่เป็นพิษ พ.ศ.2535 WHO ( World Health Organization ) องค์การอนามัยโลกประกาศว่า สาหร่ายเกลียวทอง เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในคริสตวรรษที่ 21 จุดเด่นของสาหร่ายเกลียวทอง สไปรูลิน่า คือ สาหร่ายชนิดหนึ่ง เป็นอาหารพื้นเมืองของประชาชนในประเทศ เม็กซิโก และ อัฟริกา มันเป็นสาหร่ายสีน้ำเงิน-เขียว(Blue Green Algae) ที่ขึ้นได้ดีในเขตร้อน และในบริเวณน้ำจืด หรือน้ำกร่อยที่มีลักษณะเป็นด่าง สาหร่ายสไปรูลิน่า ดังเพราะมีวิตามิน บี12 มีเม็ดสี และผนังเซลล์อื่น สไปรูลิน่า มีชื่อเสียงเพราะเป็นแหล่งวิตามิน บี12 ซึ่งตามธรรมชาติวิตามินนี้จะไม่มีในพืช แต่มีมากในเนื้อสัตว์ และมีเม็ดสี (Phytopigment) ที่วงการโภชนาการยอมรับว่า สำคัญต่อสุขภาพมนุษย์และสัตว์ผู้บริโภค คือ เม็ดสีน้ำเงินของไฟโคไซยานิน (Phycocyanin) สีเขียวของคลอโรฟิลล์ (Cholrophyll) และสีเหลืองของคาโรทีน (Carotene) จุดเด่นของสาหร่ายสไปรูลิน่าอีกอย่างคือ การที่มีผนังเซลล์อ่อน (Soft Cell Wall) เพราะไม่มีเซลลูโลส (Cellulose) เหมือนพืชอื่น ๆ ที่ทำให้ผนังของเซลล์แข็ง การที่ผนังเซลล์ของสไปรูลิน่ามีแต่น้ำตาลกับโปรตีน ทำให้ตัวมันย่อยง่ายกว่าพืชทุกชนิดอันเป็นความแตกต่างที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ ความสำคัญของเม็ดสีน้ำเงิน – เขียว (Blue – Green Pigment) เม็ดสีที่เป็นสีน้ำเงินเข้ม คือ ไฟโคไซยานิน (Phycocyanin) มีสูงถึงร้อยละ 14 โดยน้ำหนัก ซึ่งไฟโคไซยานินนี้ให้ผลดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง ดังได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น พืชอื่น ๆ มีไฟโคไซยานินน้อยกว่ามาก และแม้แต่สาหร่ายบางชนิดก็ไม่มีเลย เม็ดสีที่เป็นสีเขียว คือ คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) ได้ใช้เป็นยาใส่แผลในสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะมันมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อโรคลดการอักเสบและบวม คลอโรฟิลล์ช่วยการฟื้นตัวของเซลล์ตับที่อักเสบ และขยายหลอดเลือด ทำให้ระบบไหลเวียนของโลหิตใน ร่างกายดีขึ้น สาหร่ายเกลียวทอง "อาหารดีคือยาวิเศษ" ในยุคปัจจุบันพฤติกรรมในการบริโภคของคนเปลี่ยนไปเนื่องจากการใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบของคนในสังคม ทำให้คนส่วนใหญ่ละเลย และขาดการเอาใจใส่ดูแลสุขภาพของตนเอง โดยเฉพาะในเรื่องของการออกกำลังกายที่ผู้คนให้ความสนใจน้อยมาก ในทางกลับกัน ผู้คนหันมาบริโภคอาหารที่ติดฉลากว่าเป็น "อาหารเพื่อสุขภาพ" หรือ"อาหารธรรมชาติ" ซึ่งวางขายในท้องตลาดและ หนึ่งในจำนวนนั้นที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง คือ "สาหร่ายเกลียวทอง (Spirulina) " ”ซึ่งได้รับการขนานนามว่า " "อาหารทิพย์จากสวรรค์" "อาหารแห่งอนาคต" "อาหารเพื่อชาวโลก" และ "อาหารมหัศจรรย์" นางเจียมจิตต์ บุญสม ผู้อำนวยการด้านการวิจัยบริษัท กรีนไดมอนด์ จำกัด เป็นผู้ให้ชื่อภาษาไทยของสาหร่ายสไปรูลิน่า ว่า "สาหร่ายเกลียวทอง" คำว่าสไปรูลิน่ามาจากคำว่า สไปรัล (Spiral) ในภาษาอังกฤษ ซึ่งหมายถึงรูปเกลียววนแบบขดหอย สาหร่ายเกลียวทองมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมคือประเทศเม็กซิโกและทวีปแอฟริกา ซึ่งชนเผ่าพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในแหล่งต่างๆเหล่านี้ได้ใช้เป็นอาหารประจำวันมาเป็นเวลาหลายพันปี สาหร่ายเกลียวทองเป็นสาหร่ายเซลล์เดียวที่อยู่ในตระกูล สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินไม่ีมีรถชาติมีจำนวนทั้งหมด 35 สายพันธุ์ แต่บางสายพันธุ์ก็ไม่เหมาะที่จะใช้เป็นอาหารเนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการต่ำและสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ สายพันธุ์เม็กซิโกซึ่งสามารถเจริญได้ดีที่อุณหภูมิ 35-36.6 องศาเซลเซียส อันเป็นระดับเดียวกับเลือดของมนุษย์และขึ้นได้ดีในแหล่งน้ำที่ค่อนข้างเค็มในเขตศูนย์ สูตร เกลียวของสาหร่ายชนิดนี้จะเปลี่ยนไปตามอุณภูมิ ค่า pH และสารอาหารที่มันได้รับ สาหร่ายชนิดนี้มีขนาดเล็กมาก ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ในการศึกษา ข้อความในหนังสือ "The Secret of Spirulina" ซึ่งนางเจียมจิตต์ บุญสม แปลเป็นภาษาไทยว่า "ความลับของสาหร่ายเกลียวทอง"ได้กล่าวถึงสาหร่ายชนิดนี้ว่า ในอดีตกาลชาวมายันที่อาศัยอยู่แถบแหลม Yucatan ในอเมริกากลางมีชีวิตอย่างเรียบง่าย ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เป็นป่าดงดิบ ไม่สามารถทำการเกษตรได้ หลังจากทำไร่เลื่อนลอยจนดินเสื่อมพวกมายันได้สร้างบ่อเพาะเลี้ยงพืชที่มีลักษณะเป็นแพสีเขียวขึ้นซึ่งอาจจะเป็นบ่อเพาะสาหร่ายเกลียวทอง อยู่ท่ามกลางป่าดงดิบที่ถูกแผ้วถางแล้ว มีระบบระบายน้ำที่สลับซับซ้อนที่ดูเหมือนจะป้องกันน้ำท่วมบ่อ นักโบราณคดีได้ค้นพบเรื่องราวเหล่านี้และสรุปว่าถึงแม้ฝนจะตกถึง 70-90 นิ้วต่อปี ระบบระบายน้ำคงจะไม่สร้างขึ้นเพื่อการชลประทานเพาะปลูกทั่วไป น่าจะเป็นการบำรุงรักษาบ่อสาหร่ายมากกว่า ซึ่งน่าจะเป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นว่าได้มีการพัฒนาฟาร์มสาหร่ายของชาวมายัน เพื่อเลี้ยงประชากร 2 ล้านคน มากกว่าที่จะเพาะปลูกการเกษตรทั่วไป ดังนั้นจึงแสดงให้เห็นว่าสาหร่ายเกลียวทองได้ถูกนำมาใช้เป็นอาหารเลี้ยงประชากรมาตั้งแต่สมัยอดีตกาลมาแล้ว นอกจากนี้หนังสือ "The Secreat of Spirulina" ยังได้กล่าวถึงปริมาณโปรตีนของสาหร่ายเกลียวทอง (แห้ง)เมื่อเปรียบเทียบกับอาหารชนิดอื่นไว้ดังนี้ - เนื้อวัว 18-20% - ถั่วเหลือง 33.35% - ไข่ 10-25% - ปลาทู ปลาอินทรีย์ 20% - ข้าวสาลี 6-10% - คลอเรลลา 40-56% - ข้าวเจ้า 7% - สาหร่ายเกลียวทอง 69.5-71% คณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุขได้ให้ข้อมูลว่าสาหร่ายเกลียวทองเป็นสาหร่ายที่มีโปรตีนสูงถึง 60-70% เมื่อเปรียบเทียบกับพืชชนิดอื่นๆ เช่น ถั่วเหลือง ซึ่งให้โปรตีนเพียง 37% และยังพบว่าโปรตีนของสาหร่ายเกลียวทองมีปริมาณสูงกว่าเนื้อสัตว์นอกจากนี้ยังประกอบไปด้วยกรดแกมม่าไลโนเลนิก(GLA) ซึ่งกรดนี้มีคุณสมบัติช่วยลดไขมันในเลือด ลดความดันโลหิตบรรเทาอาการข้ออักเสบ ปวดประจำเดือน และสิวฝ้า, วิตามิน B12 ซึ่งถ้าขาดวิตามินนี้ก็จะทำให้เกิดโรคโลหิตจางได้ , วิตามิน A ซึ่งอยู่ในรูปเบตาแคโรทีน มีบทบาทในการลดอนุมูลอิสระ ดังนั้นจึงนำมาใช้เป็นสารต้านมะเร็งชนิดต่างๆ และสาหร่ายนี้ยังเป็นแหล่งที่มีวิตามิน E, วิตามิน C ,วิตามิน B1, B12 และไนอาซีนสูง นอกจากวิตามินต่างๆแล้วยังมีเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกายอีกมากมาย เช่น ธาตุเหล็ก สังกะสี แมงกานีส ทองแดง เซเลเนียม แคลเซียม และยังประกอบด้วยสีเขียวของคลอโรฟิลล์อีกด้วย จากรายงานการวิจัยของ ดร.มาโกโตะ อูโนะ วิทยาลัยแพทยศาสตร์ เกียวโต พิสูจน์ว่าคลอโรฟิลล์ที่อยู่ในรูปสาหร่ายเกลียวทองมีผลต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและสัตว์ การเผาผลาญอาหาร การหายใจ กระตุ้นสร้างเม็ดเลือดแดง การทำงานของฮอร์โมนและการกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย งานวิจัยเกี่ยวกับสาหร่ายเกลียวทองในประเทศญี่ปุ่นได้เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2511 คณะนักวิจัยได้มาร่วมทำงานกันโดยตั้งเป้าที่จะเริ่มการผลิตในระดับอุตสาหกรรม โดยได้รับความช่วยเหลือจากสหพันธ์สาหร่ายขนาดเล็กนานาชาติ หลังจากดำเนินงานได้ 2 ปีก็โอนกิจการงานวิจัยให้กับบริษัทไดนิปปอนอิงค์ กากากูโกกิโอ คาบู ชิกิไกซา บริษัทนี้ประสบความสำเร็จในการผลิตสาหร่ายเกลียวทองในระดับอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีคุณภาพดีและเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป ผลการวิจัยของศาสตราจารย์ ดร.เคนอิชิ อะกัตซูกะ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเมจิ แห่งประเทศญี่ปุ่นที่ปรากฎในหนังสือ "The Secreat of Spirulina" พบว่าสาหร่ายสไปรูลิน่ามีลักษณะของความปลอดภัย ดังนี้ คือ เป็นผลิตภัณฑ์ที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง ไม่มีผลข้างเคียง แม้ว่าจะใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานสักเท่าใด แม้ว่าบังเอิญจะกินเข้าไปมากเกินขนาด ก็ไม่เกิดเป็นพิษหรือมีผลข้างเคียง เมื่อใช้เป็นประจำทุกวัน จะทำให้ร่างกายแข็งแรงและเพิ่มความต้านทานโรค สำหรับในประเทศไทย ได้มีนักวิจัยหลายท่านที่ทำการวิจัยเรื่องนี้ อาทิเช่น รองศาสตราจารย์ ดร.มรกต ตันติเจริญ รองผู้อำนวยการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ว่า สาหร่ายชนิดนี้นอกจากจะนำมาถ่ายทอดสู่ภาคเอกชนในการสร้างโรงงานผลิตเป็นอาหารอันโอชะของบรรดาสัตว์น้ำทั้งหลายแล้ว ยังมีประโยชน์อย่างยิ่งในการกำจัดน้ำเสีย เนื่องจากสาหร่ายเกลียวทองสามารถเกิดขึ้นเองได้ในน้ำเสีย ยิ่งถ้าปล่อยน้ำเสียลงในบ่อมากเท่าใด ก็จะยิ่งมีสาหร่ายเกลียวทองเกิดขึ้นมากเท่านั้น เพราะในน้ำเสียจะมีไนโตรเจนและฟอสฟอรัสซึ่งเป็นอาหารของสาหร่ายเกลียวทอง เมื่อไนโตร-เจนและฟอสฟอรัสลดลงน้ำก็จะอยู่ในสภาพที่ดี นอกจากนั้นยังใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญของเครื่องสำอางบางชนิดเช่น ครีมรักษาสิวเสี้ยน เป็นต้น งานวิจัยชิ้นสำคัญที่กล่าวถึงผลเสียของการกินสาหร่ายสไปรูลินาคือ งานวิจัยของ ผศ. ดร.ภญ. อรนงค์ กังสดาลอำไพ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งกล่าวว่า"ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีขายนั้น บางอย่างจะพูดถึงเฉพาะประโยชน์ กรณีสาหร่ายเกลียวทองเป็นพืช สาหร่ายเซลล์เดียวที่ให้โปรตีนแต่ปริมาณไม่มากนัก กินอาหารประเภทอื่นก็ได้ เช่น ถั่ว แต่ผลร้าย ที่ตามมาคือ สาหร่ายเกลียวทองมีกรดนิวคลีอิก สะสมเป็นกรดยูริก ตกตะกอนตามข้อก่อให้เกิดโรคเก๊าต์ ปวดตามข้อเป็นอาการตามมาไม่จำเป็นต้องรับประทานสาหร่ายเกลียวทองเพราะอาหารทั่วไปมีโปรตีนอยู่แล้ว" ต่อมา นายแพทย์อนุชาติ มาธนะสารสุนทร อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทย์ศาสตร์ หาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้เสนอผลการวิจัยซึ่งสรุปผลตรงกันข้ามกับงานวิจัยของ ภญ. อรนงค์ โดยได้แถลงผลการวิจัยเกี่ยวกับกรดยูริกในสาหร่ายเกลียวทองที่มีผลต่อการเกิดโรคเบาหวานและโรคเก๊าท์ว่า "สาหร่ายเกลียวทองมีผลในการช่วยลดกรดยูริกในเลือด ดังนั้นสาหร่ายเกลียวทอง จึงไม่ส่งผลให้เกิดโรคเบาหวานและโรคเก๊าท์อย่างแน่นอน" อีกทั้งนายสมชาย บุญสม กรรมการผู้จัดการบริษัทกรีนไดมอนด์ เชียงใหม่ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนผลิตภัณฑ์สาหร่ายเพื่อทำการวิจัยครั้งนี้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าผลการศึกษาก่อนหน้านี้ที่ทำให้นักวิชาการปักใจว่าสาหร่ายทำให้กรดยูริกในเลือดเพิ่มขึ้นและอาจทำให้เป็นโรคเก๊าท์นั้น เป็นเพราะผลการศึกษาก่อนหน้านี้นำสาหร่ายสายพันธุ์หนึ่งมาทดลองกับหนู และพบว่าทำให้เกิดกรดยูริกเพิ่มมากขึ้น จนทำให้นักวิชาการมีความเชื่อว่ากินสาหร่ายแล้วทำให้เกิดโรคเก๊าท์ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วในการวิจัยครั้งนั้นได้ใช้สาหร่ายคนละสายพันธุ์กับสไปรูลิน่า จากการวิจัยของ รศ. ดร. สุมนทิพย์ บุนนาค อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พบว่า สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินชื่อ สไปรูลิน่า เป็นสาหร่ายที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการนำมาทำเป็นอาหารเสริม เนื่องจากมีปริมาณนิวคลีอิกและเซลลูโลสต่ำ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง นอกจากนี้ รศ. ดร. สุมนทิพย์ บุนนาค ยังได้ให้สัมภาษณ์กลุ่มนาฬิกาทรายเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2545 โดยกล่าวว่า "อาหารชนิดใดก็ตามถ้าบริโภคเกินพอดีก็จะก่อให้เกิดโทษได้และถ้าเราไม่บริโภคสาหร่ายสไปรูลิน่าในปริมาณที่มากเกินไปก็จะไม่ก่อให้เกิดโทษต่อร่างกาย" ในประเทศอินเดียที่มีประชากรมากเป็นอันดับสองของโลกได้พยายามอย่างยิ่งที่จะให้มีอาหารเพียงพอสำหรับคนในประเทศ สาหร่ายเกลียวทองเป็นสาหร่ายชนิดหนึ่งที่ถูกเลือกใช้เพื่อช่วยให้บรรลุจุดประสงค์นี้ในส่วนหนึ่ง เพราะเป็นการเลี้ยงที่ใช้ต้นทุนต่ำ ขณะเดียวกันประเทศเม็กซิโก ทั้งสถาบันฝ่ายรัฐบาลและมหาวิทยาลัย ได้ศึกษาเกี่ยวกับการเติมสาหร่ายเกลียวทองลงในนมในปริมาณ 10% สำหรับให้ทารกและเด็กขาดสารอาหารดื่มผลจากการศึกษาครั้งนั้นรัฐบาลได้อนุญาตให้ใช้สาหร่ายเกลียวทองเป็นอาหารชนิดใหม่ได้ ก่อน ค.ศ. 1981 ประเทศสหรัฐอเมริกามีกฎหมาย FDA (Food and Drug Administration) ห้ามใช้ผลิตภัณฑ์ทุกชนิดเป็นยา โดยไม่ผ่านการทดสอบและรับรองเสียก่อน ดังนั้นรัฐบาลจึงไม่อนุญาตให้ประชาชนบริโภคผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากสาหร่ายเกลียวทองแต่อย่างไรก็ตามสาหร่ายสไปรูลิน่าได้รับการประกาศรับรองจากสถาบันชั้นนำของโลกหลายสถาบัน ได้แก่ ค.ศ. 1967 "THE INTERNATIONAL CONFERENCE ON APPILIED MICROBIOLOGY" ประกาศว่าสาหร่ายสไปรูลิน่าเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของมวลมนุษยชาติ ค.ศ.1974 UN ประกาศในที่ประชุมอาหารโลกว่าเป็น "THE MOST IDEAL FOOD FOR MANKIND" ค.ศ.1974 FAO (Food and Agriculture Organization) แนะนำว่าเป็น “ The Best Food for Tomorrow” ให้กับสาหร่ายสไปรูลิน่า ค.ศ.1981 FDA (Food and Druge Admistration) แห่งสหรัฐอเมริการับรองว่าสาหร่ายสไปรูลิน่า เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ปลอดภัยและไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นพิษ ค.ศ.1983 IFE (International Food Exposition)ซึ่งจัดทำขึ้นที่ประเทศเยอรมันตะวันออก มอบรางวัล "The Best Natural Food" ให้สาหร่ายสไปรูลิน่า ค.ศ.1992 WHO (World Health Organizion) ประกาศแนะนำว่า สาหร่ายสไปรูลิน่าเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในคริสตวรรษที่ 21 ที่ประเทศญี่ปุ่นมีการศึกษาสไปรูลิน่าในด้านเป็นอาหารเสริมวันละ 6-10 กรัม (12-20 เม็ด) ในปริมาณเช่นเดียวกันนี้ นักกีฬา และนักวิ่ง ฯลฯ ก็จะสามารถเพิ่มพูนกำลังได้เช่นเดียวกัน และสิ่งที่น่าทึ่งอย่างหนึ่ง ก็คือมีนักปราชญ์ชาวญี่ปุ่น ชื่อโทรุ มัทซุอิ สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่รับประทานอาหารอื่นใดเลย นอกจาก สาหร่ายเกลียวทองและสาหร่ายอื่นบ้างเป็นเวลา 15 ปี โดยไม่ปรากฏผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายแต่อย่างใด เราอาจจะพบสาหร่ายสไปรูลิน่าในรูปของเม็ด แคปซูล หรือเป็นผง เราสามารถรับประทานเป็นอาหารเสริมได้หลายรูปแบบ การบริโภคสไปรูลิน่าจะได้ผลเร็วหรือช้านั้นขึ้นอยู่กับ อายุ ความเครียด นิสัยการบริโภค ปริมาณสารเคมีหรือสารตกค้างในร่างกายความรุนแรงของโรค การบริโภคสาหร่ายในปริมาณที่เพียงพออย่างต่อเนื่อง ปริมาณการออกกำลังกายและการพักผ่อน โดยทั่วไป สัปดาห์แรก จะได้ปฎิกิริยาตอบรับร่างกายจะมีการปรับตัวมีการตอบรับที่ดีขึ้น ปัญหาสุขภาพที่มีอยู่จะค่อย ๆ ดีขึ้น ในเดือนที่ 3-5 ก็จะฟื้นฟูจนปกติ ยกเว้นผู้ที่ร่างกายทรุดโทรมมากจนเซลล์ที่ประกอบเป็นอวัยวะเสียไปหมดแล้วก็จะไม่สามารถฟื้นฟูได้ สาหร่ายมีธาตุเหล็ก มากกว่าผักโขม 58 เท่าและวิตามินบี 12 มากกว่าไข่ไก่100 เท่า จึงเพียงพอกับ ความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน สาหร่ายเกลียวทองจึงเหมาะสำหรับผู้มีภาวะโลหิตจางและลดโอกาสเสี่ยงการเป็นภาะวโลหิตจาง ในสาหร่ายมีสารสีน้ำเงินชื่อ ไฟโคไซยานินช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยป้องกันและสร้างระบบภูมิคุ้มกันกระตุ้นเซลล์ตั้งต้น ( Stem cell) ให้ผลิตเม็ดเลือดแดง และขาว เพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ ในสาหร่ายมีเอนไซม์เอนโดนิวเคลีย เอซ , B12,กรดนิวคลีอิก เป็นตัวช่วยสร้างและซ่อมแซม DNA ให้เซลส์แบ่งตัวได้รวดเร็วและไม่ผิดเพื้ยนจนกลายเป็นเซลส์มะเร็ง ในสาหร่ายมีกรดอะมิโนเมทไทโอนีนเป็นสารอาหารสำคัญของโครงสร้างเซลล์ตับ และช่วยป้องกันเซลส์ตับจากพิษแอลกอฮอล์ ผลการวิจัย ผู้ป่วยโรคตับต้องการอาหารที่มีโปรตีนและแคลลอรี่สูงๆถึงจะฟื้นฟูเซลส์ตับได้และสาหร่ายมีโปรตีนที่มีคุณภาพสูงถึง 69.5% ร่างกายสามารถดูดซึมได้ถึง 95.1% ในสาหร่ายมีเบต้าแคโรทีน มากกว่าแครอท 20 เท่าเป็นแหล่งของวิตามิน A ช่วยบำรุงสายตา แพทย์ญี่ปุ่น ใช้ยารักษาผู้ป่วยโรคตาเรื้อรังและที่มีอาการหนักควบคู่กับการรับประทานสาหร่ายวันละ 20-30 เม็ดภายใน 2-4 เดือน ผู้ป่วยอาการดีขึ้นมากถึง 90% บางรายหายเป็นปกติ สาหร่ายเกลียวทอง ช่วยเสริมสร้าง แลคโตบาซิลลัสในลำไส้ทำให้การย่อยอาหารและการดูดซึมสารอาหารดีขึ้นป้องกันการติดเชื้อและดูดซับสารพิษที่ตกค้างในลำไส้ ให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ สาหร่ายเกลียวทอง ช่วยป้องกันอาการเมาค้างได้ดี ทั้งนี้เพราะสาหร่ายเกลียวทอง มีโปรตีนปริมาณมากซึ่งจะช่วยระบบการทำงานของตับในการขับแอลกอฮอล์ออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ สาหร่ายเกลียทองมีกรด "กลูตามิก" ซึ่งมีความสำคัญในขบวนการเผาผลาญอาหารให้สมอง อีกทั้งยังอุดมไปด้วย ทริพโตเฟน แวลีน เฟนนิลอลานีน ไอโซลิวซีนลิวซีน และแมงกานีส ซึ่งช่วยบำรุงสมอง ป้องกันความจำเสื่อม สาหร่ายเกลียวทองมีสารอาหาร วิตามิน เกลือแร่ และแร่ธาตุครบถ้วน กรดอะิมิโนครบ 18 ตัว วิตามิน A, B6 สาหร่ายเกลียวทองจึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับหญิงมีครรภ์ สาหร่ายเกลียวทอง ประกอบด้วยแร่ธาตุที่สำคัญ ช่วยลดปัญหาและเสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศ อันประกอบด้วย สังกะสี, ทริพโตเฟน, อาร์จินีน คุณประโยชน์ของสาหร่ายเกลียวทอง หรือสาหร่ายสไปรูลิน่า สุขภาพดี24ชม.com จำหน่ายสาหร่ายเกลียวทอง สาหร่ายสไปรุลินา ดูแลสุขภาพดีตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยคุณค่ามหัศจรรย์จากธรรมชาติ ของสาหร่ายเกลียวทอง Best
อาหารและเกษตรแห่งสหประชาติ แนะนำว่าสาหร่ายเกลียวทองเป็นอาหาร พ.ศ.2517 FAO ( Food and Agriculture Organization ) องค์การ ที่ดีที่สุดสำหรับอนาคต ( The best food for tomorrow )
จำหน่ายผลิตภัณฑ์สาหร่ายเกลียวทอง สาหร่ายสไปรูลินา ฺSpirulina ของแท้จากธรรมชาติ 100% ราคาถูก ที่ สขภาพดี24ชม.com+สุขภาพดี 24 ชั่วโมง สาหร่ายเกลียวทอง (สาหร่ายสไปรูลิน่า) คืออะไร สาหร่ายเกลียวทอง คือ สาหร่ายหลายเซลล์ สีเขียวแกมน้ำเงินที่อุดมด้วยคุณค่าทางสารอาหารครบ 5 หมู่ เพรียบพร้อมด้วยวิตามิน และเกลือแร่ที่ร่างกายต้องการย่อยสลายและดูดซึมง่าย เซลล์ต่างๆของร่างกายสามารถนำไปใช้ได้อย่างรวดเร็วและไม่มีผลข้างเคียงเมื่อรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน สาหร่ายเกลียวทอง หรือ สาหร่ายสไปรูลิน่า(spirulina) การค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสาหร่ายเริ่มมากขึ้นเมื่อพบว่ามีสาหร่ายบางชนิดมนุษย์ได้ใช้เป็นอาหารมานานกว่า 500 ปี ใน ค.ศ. 1521 ( พ.ศ. 2064 ) ได้มีการรายงานซึ่งพบจากบันทึกของกองทัพคอร์ตเตส(Cortez's Troops)ว่าชาวเม็กซิกันกินอาหารเป็นพวกสาหร่ายชนิดหนึ่ง โดยชาวพื้นเมืองปลูกในทะเลสาบ ( Lake Texcoco ) เก็บมาตากแห้งแล้วนำมาขายในตลาดเพื่อใช้เป็นอาหาร ในยุคของการตื่นตัวเรื่องสุขภาพ และความระมัดระวังที่จะเลือกอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ทำให้มีการศึกษาในหลายสถาบันเพื่อให้ได้อาหารที่เป็นอุดมคติของนักโภชนาการนำมาซึ่งการค้นพบสาหร่ายพืช ขนาดจุลินทรีย์ชนิดหนึ่ง ซึ่งเรียกชื่อต่อมาว่า สไปรูลิน่า Spirulina สารอาหารใน...สาหร่ายเกลี่ยวทองเป็นที่น่าทึ่งมากว่า สาหร่ายเกลียวทอง ประกอบด้วยสารอาหารหลากหลายที่ทรงคุณค่ามากกว่าเนื้อสัตว์ และพืชชนิดอื่นๆ เปรียบเสมือนโรงงานผลิตอาหารของโลกทีเดียว - มีโปรตีนซึ่งสูงกว่า เนื้อ นม ไข่ ถึง 3 เท่า - มีกรดอะมิโนครบถ้วน 18 ชนิด และเรียงตัวกันอย่างสมดุล - อุดมไปด้วยวิตามิน B1 , B2 , B6 , B12 , C , E และ H ซึ่งวิตามิน B12 มีมากกว่าในตับถึง 250% - มีเบต้าแคโรทีนมากกว่าแครอทถึง 20 เท่า - มีธาตุุเหล็กมากกว่าอาหารชนิดอื่น ๆ ถึง 12 เท่า - มีซิลีเนียม สังกะสี และธาตุอื่นๆ ที่จำเป็นต่อร่างกายครบถ้วน - มีกรดไขมันแกมมาไลโนเลนิก ที่ช่วยลดคลอเลสเตอรอลในเส้นเลือดมากกว่า 170 เท่าของที่มีในน้ำมันพืช - มีคลอโรฟิลล์ในปริมาณที่มากกว่าพืชชนิดใดๆ สาหร่ายเกลียวทอง คือ โปรตีน ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโนหลายชนิดในสัดส่วนที่เหมาะสม ในสาหร่ายเกลียวทองนั้น มีคุณค่าทางอาหารเหนือกว่าอาหารชนิดอื่น คือมีปริมาณโปรตีนถึงกว่า 65% ของน้ำหนักแห้ง ซึ่ง สูงกว่าปริมาณโปรตีนที่มีในเนื้อสัตว์หรือในไข่ถึง 3/2 เท่า ถือว่า สาหร่ายเกลียวทอง เป็นอาหารพิเศษที่ประกอบด้วยเนื้อโปรตีนแท้ๆ นอกจากนี้ยังประกอบด้วย คลอโรฟิลล์ และ ไฟโคไซยานิน จำนวนมาก มีโปรวิตามิน ซึ่งเป็นสารที่เปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ ซึ่งเป็น คุณสมบัติเฉพาะของสาหร่ายเกลียวทอง จะเห็นว่าสาหร่ายเกลียวทอง มีสีเขียวแกมน้ำเงิน และรวมไปถึงทั้งกรดอะมิโนที่ร่างกายต้องการ เราลองมาดูตารางเปรียบเทียบ สาหร่ายเกลียวทอง (แห้ง) เปรียบเทียบปริมาณ โปรตีน นอกจากนั้น สาหร่ายเกลียวทอง ยังประกอบไปด้วย กรดอะมิโน ที่จำเป็นต่อร่างกาย ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ซึ่งในสาหร่ายเกลียวทอง มี กรดอะมิโน ทั้ง 18 ชนิด ที่ร่างกายต้องการดังนี้คือ 1. ไอโซลิวซีน จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโต และพัฒนาการเรียนรู้ (IQ) 2. ลิวซีน กระตุ้นการทำงานของสมอง เพิ่มกำลังให้กล้ามเนื้อ ช่วยให้เซลล์ประสาทแข็งแรงขึ้น 3. ไลซีน ทำให้ระบบเส้นเลือดแดงแข็งแรง ควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์ 4. เมไทโอ นีน บำรุงรักษาตับ ต้านความเครียด ทำให้ประสาทผ่อนคลาย 5. เฟนนิลอะลา นีน ใช้สร้างไทรอกซิน กระตุ้นกอัตราการย่อย และสลายอาหารเพื่อเป็นพลังงาน 6. ทรีโอนีน ทำให้ลำไส้ทำงานดีขึ้นเพิ่มการดูดซึม 7. แวลี ช่วยกระตุ้นความจำ 8. อะลานีน ทำให้ผนังเซลล์แข็งแรง 9. แอสพาร์ติก ช่วยเปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาล 10. อาร์จินีน เป็นส่วนประกอบของน้ำเชื้อเพศชาย และช่วยในการกำจัดสารพิษ 11. ทริพโตเฟน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของวิตามินบี จิตใจเยือกเย็นสงบ 12. กลูตามิก นำกลูโคสเข้าสู่เซลล์สมอง ช่วยลดพิษอัลกอฮอล์ และช่วยทำให้มีสติ 13. อีสติตีน ช่วยให้การส่งผ่านความรู้สึกของระบบประสาทดีขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องหู 14. ซีลีน ช่วยในการสร้างเยื่อหุ้มรอบเส้นประสาท เพื่อป้องกันอันตรายในเส้นประสาท 15. ซีสทีน บำรุงตับอ่อน ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด 16. โปรตีน เป็นสารต้นตอของกลูตามิกแอซิด 17. กลัยซีน เพิ่มพลังงานและการใช้ออกซิเจนของเซลล์ 18. ไทโรซีน ชะลอความแก่ของเซลล์ ในประเทศสหรัฐอเมริกายังไม่เคยมีการศึกษาทดลองใช้ สาหร่ายเกลียวทอง และศึกษาผลของสาหร่ายเกลียวทอง ที่มีต่อสุขภาพของมนุษย์ ถึงแม้จะเป็นที่ยอมรับมาเป็นเวลานานแล้วว่า สาหร่ายเกลียวทองมีคุณค่าทางโภชนาการอย่างยิ่งก็ตามในทางกลับกันแพทย์ชาวญี่ปุ่นและเม็กซิกันกลับให้ความสนใจ อย่างลึกซึ้งในการนำสาหร่ายเกลียวทองไปใช้เสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้แก่ มนุษย์ การศึกษาวิจัยส่วนใหญ่แสดงให้เห็นว่าสาหร่ายเกลียวทองเป็นสิ่งที่ใช้เสริมการรักษาของแพทย์ และให้ผลดี โดยเฉพาะในกลุ่มคนไข้ที่มีภาวะทุพโภชนาการเรื้อรัง เป็นสาเหตุของ โรค อย่างไรก็ดี มีตัวอย่างบางกรณี ที่แสดงถึงความสามารถของสาหร่ายเกลียวทอง ในการทำให้เกิด การรักษาตนเอง ที่ทำให้เราทราบว่า มีเรื่องที่มนุษย์ยังไม่ล่วงรู้อีกมากมายเกี่ยวกับคุณสมบัติต่างๆ ของสาหร่าย ขณะนี้องค์การอาหารและยาได้จัดสาหร่ายเกลียวทองเป็นเพียงผักชนิดหนึ่งเป็นอาหารเหมือนเช่นอาหารที่รับประทานทั่วไป ดังนั้นจึงไม่ควรที่จะแอบอ้าง สรรพคุณในการรักษาโรค แต่อาหารที่ดีก็เปรียบเสมือนยาวิเศษ สำหรับผู้ป่วยควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ ควบคู่ไปกับการใช้ยาแผนปัจจุบัน ซึ่งสาหร่ายเกลียวทองจะช่วยเสริมและขยายอำนาจการรักษาของยา นอกจากนี้ยังเหมาะสำหรับผู้ที่มีสุขภาพดีอยู่แล้วเพื่อเป็นปราการในการป้องกันโรคหรือผู้ที่มีสภาพต่างๆ ดังนี้ เช่น - เหนื่อยง่าย - เป็นหวัดง่าย - วิงเวียนศรีษะอยู่เสมอ - รู้สึกเจ็บถึงกระดูกเมื่อกดเนื้อเบาๆ - หญิงมีครรภ์ กินผัก - กินผักสีเขียวหรือผักสีเหลืองไม่เพียงพอ - ไม่รับประทานอาหารเช้า - กำลังอดอาหารเพื่อลดความอ้วน - ชอบหรือไม่ชอบอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งอย่างรุนแรงจนก่อให้เกิดอาการขาดสาร อาหาร - มีอาารท้องผูกเป็นประจำ อาการผิดปกติในร่างกายที่ทำให้เกิดโรคนั้นมีหลายอย่าง และกว่า 90% ของอาการผิดปกตินั้น เกิดจากการรับประทานอาหารที่บกพร่องไม่เพียงพอหรือไม่ ถูกส่วน คุณค่าทางโภชนาการของสาหร่ายเกลียวทอง สาหร่ายเกลียวทองมีสารอาหารครบ 5 หมู่ที่ร่างกายต้องการในสัดส่วน ที่สมดุลโดยเฉพาะโปรตีนในสาหร่ายเกลียวทอง จุดเด่นคือ มีกรดอะมิโนถึง 18 ชนิด ใน 18 ชนิด มีกรดอะมิโนจำเป็น ครบสมบูรณ์ นี่คือเหตุผลที่ว่า สาหร่ายเกลียวทอง คืออาหารแห่งอนาคต (Food of the Future) ปริมาณของสารอาหารต่าง ๆ ในสาหร่ายเกลียวทอง สาหร่ายเกลียวทองมีปริมาณ โปรตีนมากถึง 60 % ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าแหล่งอาหารอื่น ๆเช่น เนื้อสัตว์ ย่อยได้จริง แค่ 20- 30 % นอกจากโปรตีน สาหร่ายยังมีสารอาหารที่จำเป็นอื่น ๆ อีกมากมาย อาทิเช่นวิตามิน ซี, บี 1,บี 2,บี 5, บี 6,บี 12,เบต้าแคโรทีน, แคลเซียม,แมกนีเซียม, เหล็ก,สังกะสี, ไขมันจำเป็น แกมม่าไลโนเลนิก เป็นต้น คลอโรฟิลล์ในสาหร่ายเกลียวทอง ในระหว่างปี 2563 – 2473 ได้มีการวิจัยอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการใช้ คลอโรฟิลล์ เป็นยารักษาโรคเบื้องต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิจัยซ้ำถึงคุณค่าของคลอโรฟิลล์ในทางเภสัชกรรมเพื่อใช้เป็นยารักษาโรค คุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมของคลอโรฟิลล์ ดึงดูดความสนใจอย่างมาก และต่อไปนี้คือ คุณสมบัติของคลอโรฟิลล์ที่มีมากในสาหร่ายเกลียวทอง (สไปรูลิน่า) 1. คลอโรฟิลล์มีผลทางการเร่งประสิทธิภาพการทำงานของเนื้อเยื่อ และอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายให้สูงขึ้น ตัวอย่างเช่น ในการทดลองเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ และเส้นประสาท พบว่า คลอโรฟิลล์ช่วยในการส่งผ่านกระแสสิ่งเร้าไปยังกล้ามเนื้อและเส้นประสาทกล้ามเนื้อ เส้นประสาทที่อ่อนล้าไม่ยอมทำงานก็กลับทำงานได้เมื่อมีการให้คลอโรฟิลล์ 2. คลอโรฟิลล์มีผลต่อกล้ามเนื้อหัวใจ คือ การหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจดีขึ้นเพราะระยะเวลา การคลายตัวนานขึ้น การทำงานโดยส่วนรวมของหัวใจก็ดีขึ้นและเนื่องจากเส้นโลหิตฝอยมีการขยายตัวดีขึ้น ดังนั้นจึงมีทางเป็นไปได้ที่ความดันเลือดลดลงด้วย ยิ่งไปกว่านั้นถ้าฉีดคลอโรฟิลล์เหลวขนาดที่ 1/2000 (1/2000 TH) เข้าทางหัวใจที่หยุดทำงานแล้ว เนื่องจากยาพิษหรือหัวใจอ่อนล้าหัวใจก็กลับทำงานใหม่ได้ 3. คลอโรฟิลล์ช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น ทั้งนี้เพราะมันช่วยกระตุ้นการบีบรูดของลำไส้ส่วนปลาย 4. คลอโรฟิลล์ช่วยให้คลอดลูกง่าย เพราะคลอโรฟิลล์ช่วยให้การบีบรัดตัวของกล้ามเนื้อ มดลูกแรงขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อการคลอด 5. คลอโรฟิลล์ช่วยส่งเสริมการงอกใหม่ของเซลล์ 6. คลอโรฟิลล์เป็นสารที่ช่วยเพิ่มปริมาณเลือด เนื่องจากคลอโรฟิลล์มีผลทางการกระตุ้นอวัยวะที่ช่วยสร้างเลือดคล้ายคลึงกับธาตุเหล็กเรื่องที่คลอโรฟิลล์มีความสัมพันธ์กับการสร้างเลือดนั้นเป็นที่น่าสนใจอย่างมากของนักวิทยาศาสตร์และแพทย์ นอกเหนือจากความสนใจในความคล้ายคลึงกันมากของโครงสร้างของคลอโรฟิลล์และฮีโมโกลบิน 7. คลอโรฟิลล์ช่วยป้องกันไม่ให้บาดแผลติดเชื้อ และช่วยให้มีการสร้างเซลล์ใหม่ ได้มีการทดลองใช้คลอโรฟิลล์ในการรักษาการสกัดคลอโรฟิลล์ จึงเข้าว่าสารที่ให้ผลในการฆ่าเชื้อนั้นไม่ใช่คลอโรฟิลล์ แต่เป็นคาโรทีน(มีพบในใบไม้สีเขียวคู่กับคลอโรฟิลล์และในร่างกายของสัตว์รงควัตถุตัวนี้จะถูกสลายกลายเป็นวิตามินเอ) ต่อ ๆ มาก็ได้มีการค้นพบว่าธาตุแมกนีเซียมในคลอโรฟิลล์ มีบทบาทอย่างสำคัญในการรักษาบาดแผล คลอโรฟิลล์ยังมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อและทำหน้าที่ในการป้องกันการเกิดแบคทีเรีย ดังนั้นจึงป้องกันมิให้แผลติดเชื้อ และช่วยให้มีการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นอีกด้วย ดังนั้นคลอโรฟิลล์จึงเท่ากับทำประโยชน์ได้ถึงสองเท่า 8. คลอโรฟิลล์ขจัดกลิ่นเหม็นของแผล เพราะเมื่ออะแนโรบิคแบคทีเรีย (แบคทีเรียที่เจริญเติบโตในที่ไม่มีออกซิเจน ซึ่งจะตายเมื่อถูกอากาศ เช่น แบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในดินและเชื้อบาดทะยัก) เข้าไปในบาดแผลมันก็จะมีฤทธิ์มากขึ้นและก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นซึ่งคลอโรฟิลล์จะทำหน้าที่ขจัดกลิ่นนี้ออกไป 9. คลอโรฟิลล์มีคุณสมบัติเป็นสารดูดความชื้นทำให้แผลแห้ง และช่วยลดการคัดหลั่ง และยิ่งกว่านั้นคือ ไม่มีผลข้างเคียงเลยและจากการใช้คลอโรฟิลล์สามารถลดการใช้ยาปฏิชีวนะได้ถึง 50% 10. รักษาแผลเปื่อยในกระเพาะอาหารและการอักเสบของทางเดินอาหาร คนญี่ปุ่นจำนวนมากต้องทรมานด้วยโรคทางเดินอาหาร จึงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ทราบว่า คลอโรฟิลล์ใช้ได้ดีกับโรคหลายโรค เช่น โรคแผลเปื่อยในกระเพาะ, โรคมีกรดมากเกินไปในกระเพาะ, โรคกระเพาะอักเสบเรื้อรัง และสภาพการหย่อนยานของกระเพาะ (สภาพกระเพาะอาหารขาดกำลัง) ในกรณีที่มีกรดมากเกินไปในกระเพาะ คลอโรฟิลล์จะช่วยในการควบคุมความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร (Gastrix Juice) เช่น ถ้ากินคลอโรฟิลล์เข้าไปก็จะไปทำลายสภาพความเป็นกรดในกระเพาะอาหารให้เกิดความเป็นกลางยิ่งไปกว่านั้นในกรณีที่เป็นแผลเปื่่อยในกระเพาะอาหารและมีการตกเลือดแฝงในกระเพาะอาหาร (Gastric Juice occult bolld test) เมื่อกินสาหร่ายเกลียวทอง(สไปรูลิน่า) ติดต่อกันเป็นประจำ อาการตกเลือดแฝงนี้จะหายไป อาการอื่น ๆ เช่น ปวดท้อง คลื่นเหียนซึ่งมักพบเสมอในผู้ป่วยโรคดังกล่าวจะหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อกินคลอโรฟิลล์ คลอโรฟิลล์ช่วยป้องกันแผลเปื่อยในกระเพาะอาหารได้อย่างไร สาหร่ายเกลียวทองสมมุติฐานที่ดีที่สุด เห็นจะเป็นเพราะว่าคลอโรฟิลล์ทำปฏิกิริยากับเพปซิน และควบคุมปฏิกิริยาการย่อยของเพปซิน (เอนไซม์มีหน้าที่ย่อยโปรตีน น้ำหลั่งในกระเพาะอาหารเพปซินร่วมกับกรดโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรดเกลือทำการย่อยสลายโปรตีนให้เป็นโพรทิเอสและเปปโตน) ในการทดลองได้แสดงให้เห็นว่า คลอโรฟิลล์ ช่วยควบคุมการย่อยอาหารยิ่งไปกว่านั้นคลอโรฟิลล์ยังมีผลต่อต้านโรคภูมิแพ้ในกระเพาะอาหาร, โรคแผลเปื่อยในกระเพาะอาหารอันเกิดจากการเป็นโรคภูมิแพ้มาก่อน เช่นเดียวกับโรคภูมิแพ้ในส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ประสิทธิภาพของคลอโรฟิลล์เริ่มเป็นที่รู้จักกันในแวดวงของศัลยกรรมโรคผิวหนังและนรีเวชวิทยาตลอดจนจักษุวิทยา จมูกและคอ รวมทั้งทันตกรรมด้วย สาหร่ายเกลียวทอง เป็นที่ทราบกันแล้วว่า ยาสำหรับโรคกระเพาะอาหารอักเสบ หรือโรคแผลเปื่อยในกระเพาะอาหารนั้นต้องมีคลอโรฟิลล์ผสมอยู่ด้วย ทั้งนี้เพราะคลอโรฟิลล์เป็นสารที่ให้ผลทางการรักษาอาการอักเสบของเยื่อบุในกระเพาะอาหารและเยื่อบุหลอดลม สาหร่ายเกลียวทองผนังกระเพาะอาหารจะทำหน้าที่ผลิตน้ำย่อย ซึ่งเป็นน้ำย่อยที่มีประสิทธิภาพ ยิ่งสามารถย่อยชิ้นเนื้อชิ้นหนึ่งได้ภายในเวลาประมาณ 20 นาที และเพื่อป้องกันไม่ให้ผนังกระเพาะอาหารเกิดการอักเสบเนื่องจากน้ำย่อยชนิดนี้ กระเพาะจะมีเยื่อมูกบุภายนอกอีกชั้นหนึ่ง อย่างไรก็ตามเมื่อคนเกิดความกังวล หรือเมื่อมีความเครียดระบบป้องกันของกระเพาะอาหารก็จะทำงานไม่เต็มที่ น้ำย่อยที่ผลิตจากผนังกระเพาะ ก็จะทำการย่อยกระเพาะเสียเองทำให้เกิดรูแผลในผนังกระเพาะ นี่คือโรคกระเพาะอาหารอักเสบ แต่ถ้าเป็นมากเรียกโรคแผลเปื่อยในกระเพาะอาหาร และในปัจจุบันดูเหมือนว่า 8% ของคนไข้โรคแผลเปื่อยในกระเพาะอาหารจะมีสาเหตุมาจากความเครียดมากกว่าการกินอาหารมากเกินไป สาหร่ายเกลียวทองในปัจจุบัน พบโรคแผลเปื่อยในกระเพาะอาหารแม้ในเด็กชั้นประถม สาเหตุโดยตรงก็ดูเหมือนจะเป็นความเครียด อันเนื่องมาจากต้องเข้าสอบในสนามสอบแข่งขันตั้งแต่ยังเล็กตามระบบการศึกษาของญี่ปุ่น ประโยชน์ของ คลอโรฟิลล์ ที่มีมากใน สาหร่ายเกลียวทอง Best 1. ทำให้บาดแผลหายเร็ว 2. ช่วยให้เส้นประสาทที่อ่อนล้าไม่ยอมทำงาน ให้กลับมาทำงานได้ 3. การหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจดีขึ้น เสริมธาตุเหล็กให้กับกล้ามเนื้อหัวใจ 4. เพิ่มปริมาณเลือดในผู้ป่วยโรคโลหิตจาง 5. เส้นเลือดฝอยมีการขยายตัวดีขึ้น ความดันโลหิตลดลง 6. การขับถ่ายดีขึ้น เพราะช่วยกระตุ้นการบีบรูดของลำไส้ 7. ทำความสะอาดลำไส้ และขจัดกลิ่นจากลำไส้ 8. แก้ปัญหาเส้นเลือดขอด ทำให้เลือดไหลเวียนบริเวณขาดีขึ้น 9. ระงับปวด เช่นปวดจากบาดแผล ริดสีดวงทวาร และอาการอักเสบในร่างกาย 10. ขจัดกลิ่นเหม็นของแผล และกำจัดกลิ่นตัว 11. ป้องกันการติดเชื้อ และสร้างเซลล์ใหม่ 12. เสริมสมรรถภาพตับ รวมทั้งบรรเทาโรคตับอักเสบ 13. แผลเปื่อยในกระเพาะอาหาร และการอักเสบของทางเดินอาหาร 14. ควบคุมความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร 15. ขับสารพิษ 16. ควบคุมการย่อยอาหาร 17. คลอดบุตรง่าย 18. ปรับระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน 19. ไข้หวัด , เสริมสุขภาพในรายที่เป็นหอบหืด 20. อาการเจ็บคอ ทอนซิลอักเสบ สาหร่ายเกลียวทอง ได้รับการยอมรับจากสถาบันชั้นนำทั่วโลก พ.ศ. 2571 UN ( United Nation ) องค์การสหประชาติ ประกาศในที่ประชุมอาหารโลกว่า ไม่มีพืชชนิดใดที่จะให้คุณค่าหลากหลายเท่ากับ สาหร่ายเกลียวทอง ( THE MOST IDEAL FOOD FOR MANKIND ) อาหารและเกษตรแห่งสหประชาติ แนะนำว่าสาหร่ายเกลียวทองเป็นอาหาร พ.ศ.2517 FAO ( Food and Agriculture Organization ) องค์การ ที่ดีที่สุดสำหรับอนาคต ( The best food for tomorrow ) พ.ศ.2524 FDA ( Food and Drug Administration ) องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (อย.) รับรองว่า สาหร่ายเกลียวทอง เป็นแหล่งอาหารเสริมที่ดีที่สุดเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ปลอดภัย และไม่มีีผลข้างเคียงที่เป็นพิษ พ.ศ.2535 WHO ( World Health Organization ) องค์การอนามัยโลกประกาศว่า สาหร่ายเกลียวทอง เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในคริสตวรรษที่ 21 จุดเด่นของสาหร่ายเกลียวทอง สไปรูลิน่า คือ สาหร่ายชนิดหนึ่ง เป็นอาหารพื้นเมืองของประชาชนในประเทศ เม็กซิโก และ อัฟริกา มันเป็นสาหร่ายสีน้ำเงิน-เขียว(Blue Green Algae) ที่ขึ้นได้ดีในเขตร้อน และในบริเวณน้ำจืด หรือน้ำกร่อยที่มีลักษณะเป็นด่าง สาหร่ายสไปรูลิน่า ดังเพราะมีวิตามิน บี12 มีเม็ดสี และผนังเซลล์อื่น สไปรูลิน่า มีชื่อเสียงเพราะเป็นแหล่งวิตามิน บี12 ซึ่งตามธรรมชาติวิตามินนี้จะไม่มีในพืช แต่มีมากในเนื้อสัตว์ และมีเม็ดสี (Phytopigment) ที่วงการโภชนาการยอมรับว่า สำคัญต่อสุขภาพมนุษย์และสัตว์ผู้บริโภค คือ เม็ดสีน้ำเงินของไฟโคไซยานิน (Phycocyanin) สีเขียวของคลอโรฟิลล์ (Cholrophyll) และสีเหลืองของคาโรทีน (Carotene) จุดเด่นของสาหร่ายสไปรูลิน่าอีกอย่างคือ การที่มีผนังเซลล์อ่อน (Soft Cell Wall) เพราะไม่มีเซลลูโลส (Cellulose) เหมือนพืชอื่น ๆ ที่ทำให้ผนังของเซลล์แข็ง การที่ผนังเซลล์ของสไปรูลิน่ามีแต่น้ำตาลกับโปรตีน ทำให้ตัวมันย่อยง่ายกว่าพืชทุกชนิดอันเป็นความแตกต่างที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ ความสำคัญของเม็ดสีน้ำเงิน – เขียว (Blue – Green Pigment) เม็ดสีที่เป็นสีน้ำเงินเข้ม คือ ไฟโคไซยานิน (Phycocyanin) มีสูงถึงร้อยละ 14 โดยน้ำหนัก ซึ่งไฟโคไซยานินนี้ให้ผลดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง ดังได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น พืชอื่น ๆ มีไฟโคไซยานินน้อยกว่ามาก และแม้แต่สาหร่ายบางชนิดก็ไม่มีเลย เม็ดสีที่เป็นสีเขียว คือ คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) ได้ใช้เป็นยาใส่แผลในสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะมันมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อโรคลดการอักเสบและบวม คลอโรฟิลล์ช่วยการฟื้นตัวของเซลล์ตับที่อักเสบ และขยายหลอดเลือด ทำให้ระบบไหลเวียนของโลหิตใน ร่างกายดีขึ้น สาหร่ายเกลียวทอง "อาหารดีคือยาวิเศษ" ในยุคปัจจุบันพฤติกรรมในการบริโภคของคนเปลี่ยนไปเนื่องจากการใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบของคนในสังคม ทำให้คนส่วนใหญ่ละเลย และขาดการเอาใจใส่ดูแลสุขภาพของตนเอง โดยเฉพาะในเรื่องของการออกกำลังกายที่ผู้คนให้ความสนใจน้อยมาก ในทางกลับกัน ผู้คนหันมาบริโภคอาหารที่ติดฉลากว่าเป็น "อาหารเพื่อสุขภาพ" หรือ"อาหารธรรมชาติ" ซึ่งวางขายในท้องตลาดและ หนึ่งในจำนวนนั้นที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง คือ "สาหร่ายเกลียวทอง (Spirulina) " ”ซึ่งได้รับการขนานนามว่า " "อาหารทิพย์จากสวรรค์" "อาหารแห่งอนาคต" "อาหารเพื่อชาวโลก" และ "อาหารมหัศจรรย์" นางเจียมจิตต์ บุญสม ผู้อำนวยการด้านการวิจัยบริษัท กรีนไดมอนด์ จำกัด เป็นผู้ให้ชื่อภาษาไทยของสาหร่ายสไปรูลิน่า ว่า "สาหร่ายเกลียวทอง" คำว่าสไปรูลิน่ามาจากคำว่า สไปรัล (Spiral) ในภาษาอังกฤษ ซึ่งหมายถึงรูปเกลียววนแบบขดหอย สาหร่ายเกลียวทองมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมคือประเทศเม็กซิโกและทวีปแอฟริกา ซึ่งชนเผ่าพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในแหล่งต่างๆเหล่านี้ได้ใช้เป็นอาหารประจำวันมาเป็นเวลาหลายพันปี สาหร่ายเกลียวทองเป็นสาหร่ายเซลล์เดียวที่อยู่ในตระกูล สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินไม่ีมีรถชาติมีจำนวนทั้งหมด 35 สายพันธุ์ แต่บางสายพันธุ์ก็ไม่เหมาะที่จะใช้เป็นอาหารเนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการต่ำและสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ สายพันธุ์เม็กซิโกซึ่งสามารถเจริญได้ดีที่อุณหภูมิ 35-36.6 องศาเซลเซียส อันเป็นระดับเดียวกับเลือดของมนุษย์และขึ้นได้ดีในแหล่งน้ำที่ค่อนข้างเค็มในเขตศูนย์ สูตร เกลียวของสาหร่ายชนิดนี้จะเปลี่ยนไปตามอุณภูมิ ค่า pH และสารอาหารที่มันได้รับ สาหร่ายชนิดนี้มีขนาดเล็กมาก ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ในการศึกษา ข้อความในหนังสือ "The Secret of Spirulina" ซึ่งนางเจียมจิตต์ บุญสม แปลเป็นภาษาไทยว่า "ความลับของสาหร่ายเกลียวทอง"ได้กล่าวถึงสาหร่ายชนิดนี้ว่า ในอดีตกาลชาวมายันที่อาศัยอยู่แถบแหลม Yucatan ในอเมริกากลางมีชีวิตอย่างเรียบง่าย ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เป็นป่าดงดิบ ไม่สามารถทำการเกษตรได้ หลังจากทำไร่เลื่อนลอยจนดินเสื่อมพวกมายันได้สร้างบ่อเพาะเลี้ยงพืชที่มีลักษณะเป็นแพสีเขียวขึ้นซึ่งอาจจะเป็นบ่อเพาะสาหร่ายเกลียวทอง อยู่ท่ามกลางป่าดงดิบที่ถูกแผ้วถางแล้ว มีระบบระบายน้ำที่สลับซับซ้อนที่ดูเหมือนจะป้องกันน้ำท่วมบ่อ นักโบราณคดีได้ค้นพบเรื่องราวเหล่านี้และสรุปว่าถึงแม้ฝนจะตกถึง 70-90 นิ้วต่อปี ระบบระบายน้ำคงจะไม่สร้างขึ้นเพื่อการชลประทานเพาะปลูกทั่วไป น่าจะเป็นการบำรุงรักษาบ่อสาหร่ายมากกว่า ซึ่งน่าจะเป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นว่าได้มีการพัฒนาฟาร์มสาหร่ายของชาวมายัน เพื่อเลี้ยงประชากร 2 ล้านคน มากกว่าที่จะเพาะปลูกการเกษตรทั่วไป ดังนั้นจึงแสดงให้เห็นว่าสาหร่ายเกลียวทองได้ถูกนำมาใช้เป็นอาหารเลี้ยงประชากรมาตั้งแต่สมัยอดีตกาลมาแล้ว นอกจากนี้หนังสือ "The Secreat of Spirulina" ยังได้กล่าวถึงปริมาณโปรตีนของสาหร่ายเกลียวทอง (แห้ง)เมื่อเปรียบเทียบกับอาหารชนิดอื่นไว้ดังนี้ - เนื้อวัว 18-20% - ถั่วเหลือง 33.35% - ไข่ 10-25% - ปลาทู ปลาอินทรีย์ 20% - ข้าวสาลี 6-10% - คลอเรลลา 40-56% - ข้าวเจ้า 7% - สาหร่ายเกลียวทอง 69.5-71% คณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุขได้ให้ข้อมูลว่าสาหร่ายเกลียวทองเป็นสาหร่ายที่มีโปรตีนสูงถึง 60-70% เมื่อเปรียบเทียบกับพืชชนิดอื่นๆ เช่น ถั่วเหลือง ซึ่งให้โปรตีนเพียง 37% และยังพบว่าโปรตีนของสาหร่ายเกลียวทองมีปริมาณสูงกว่าเนื้อสัตว์นอกจากนี้ยังประกอบไปด้วยกรดแกมม่าไลโนเลนิก(GLA) ซึ่งกรดนี้มีคุณสมบัติช่วยลดไขมันในเลือด ลดความดันโลหิตบรรเทาอาการข้ออักเสบ ปวดประจำเดือน และสิวฝ้า, วิตามิน B12 ซึ่งถ้าขาดวิตามินนี้ก็จะทำให้เกิดโรคโลหิตจางได้ , วิตามิน A ซึ่งอยู่ในรูปเบตาแคโรทีน มีบทบาทในการลดอนุมูลอิสระ ดังนั้นจึงนำมาใช้เป็นสารต้านมะเร็งชนิดต่างๆ และสาหร่ายนี้ยังเป็นแหล่งที่มีวิตามิน E, วิตามิน C ,วิตามิน B1, B12 และไนอาซีนสูง นอกจากวิตามินต่างๆแล้วยังมีเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกายอีกมากมาย เช่น ธาตุเหล็ก สังกะสี แมงกานีส ทองแดง เซเลเนียม แคลเซียม และยังประกอบด้วยสีเขียวของคลอโรฟิลล์อีกด้วย จากรายงานการวิจัยของ ดร.มาโกโตะ อูโนะ วิทยาลัยแพทยศาสตร์ เกียวโต พิสูจน์ว่าคลอโรฟิลล์ที่อยู่ในรูปสาหร่ายเกลียวทองมีผลต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและสัตว์ การเผาผลาญอาหาร การหายใจ กระตุ้นสร้างเม็ดเลือดแดง การทำงานของฮอร์โมนและการกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย งานวิจัยเกี่ยวกับสาหร่ายเกลียวทองในประเทศญี่ปุ่นได้เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2511 คณะนักวิจัยได้มาร่วมทำงานกันโดยตั้งเป้าที่จะเริ่มการผลิตในระดับอุตสาหกรรม โดยได้รับความช่วยเหลือจากสหพันธ์สาหร่ายขนาดเล็กนานาชาติ หลังจากดำเนินงานได้ 2 ปีก็โอนกิจการงานวิจัยให้กับบริษัทไดนิปปอนอิงค์ กากากูโกกิโอ คาบู ชิกิไกซา บริษัทนี้ประสบความสำเร็จในการผลิตสาหร่ายเกลียวทองในระดับอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีคุณภาพดีและเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป ผลการวิจัยของศาสตราจารย์ ดร.เคนอิชิ อะกัตซูกะ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเมจิ แห่งประเทศญี่ปุ่นที่ปรากฎในหนังสือ "The Secreat of Spirulina" พบว่าสาหร่ายสไปรูลิน่ามีลักษณะของความปลอดภัย ดังนี้ คือ เป็นผลิตภัณฑ์ที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง ไม่มีผลข้างเคียง แม้ว่าจะใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานสักเท่าใด แม้ว่าบังเอิญจะกินเข้าไปมากเกินขนาด ก็ไม่เกิดเป็นพิษหรือมีผลข้างเคียง เมื่อใช้เป็นประจำทุกวัน จะทำให้ร่างกายแข็งแรงและเพิ่มความต้านทานโรค สำหรับในประเทศไทย ได้มีนักวิจัยหลายท่านที่ทำการวิจัยเรื่องนี้ อาทิเช่น รองศาสตราจารย์ ดร.มรกต ตันติเจริญ รองผู้อำนวยการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ว่า สาหร่ายชนิดนี้นอกจากจะนำมาถ่ายทอดสู่ภาคเอกชนในการสร้างโรงงานผลิตเป็นอาหารอันโอชะของบรรดาสัตว์น้ำทั้งหลายแล้ว ยังมีประโยชน์อย่างยิ่งในการกำจัดน้ำเสีย เนื่องจากสาหร่ายเกลียวทองสามารถเกิดขึ้นเองได้ในน้ำเสีย ยิ่งถ้าปล่อยน้ำเสียลงในบ่อมากเท่าใด ก็จะยิ่งมีสาหร่ายเกลียวทองเกิดขึ้นมากเท่านั้น เพราะในน้ำเสียจะมีไนโตรเจนและฟอสฟอรัสซึ่งเป็นอาหารของสาหร่ายเกลียวทอง เมื่อไนโตร-เจนและฟอสฟอรัสลดลงน้ำก็จะอยู่ในสภาพที่ดี นอกจากนั้นยังใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญของเครื่องสำอางบางชนิดเช่น ครีมรักษาสิวเสี้ยน เป็นต้น งานวิจัยชิ้นสำคัญที่กล่าวถึงผลเสียของการกินสาหร่ายสไปรูลินาคือ งานวิจัยของ ผศ. ดร.ภญ. อรนงค์ กังสดาลอำไพ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งกล่าวว่า"ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีขายนั้น บางอย่างจะพูดถึงเฉพาะประโยชน์ กรณีสาหร่ายเกลียวทองเป็นพืช สาหร่ายเซลล์เดียวที่ให้โปรตีนแต่ปริมาณไม่มากนัก กินอาหารประเภทอื่นก็ได้ เช่น ถั่ว แต่ผลร้าย ที่ตามมาคือ สาหร่ายเกลียวทองมีกรดนิวคลีอิก สะสมเป็นกรดยูริก ตกตะกอนตามข้อก่อให้เกิดโรคเก๊าต์ ปวดตามข้อเป็นอาการตามมาไม่จำเป็นต้องรับประทานสาหร่ายเกลียวทองเพราะอาหารทั่วไปมีโปรตีนอยู่แล้ว" ต่อมา นายแพทย์อนุชาติ มาธนะสารสุนทร อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทย์ศาสตร์ หาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้เสนอผลการวิจัยซึ่งสรุปผลตรงกันข้ามกับงานวิจัยของ ภญ. อรนงค์ โดยได้แถลงผลการวิจัยเกี่ยวกับกรดยูริกในสาหร่ายเกลียวทองที่มีผลต่อการเกิดโรคเบาหวานและโรคเก๊าท์ว่า "สาหร่ายเกลียวทองมีผลในการช่วยลดกรดยูริกในเลือด ดังนั้นสาหร่ายเกลียวทอง จึงไม่ส่งผลให้เกิดโรคเบาหวานและโรคเก๊าท์อย่างแน่นอน" อีกทั้งนายสมชาย บุญสม กรรมการผู้จัดการบริษัทกรีนไดมอนด์ เชียงใหม่ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนผลิตภัณฑ์สาหร่ายเพื่อทำการวิจัยครั้งนี้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าผลการศึกษาก่อนหน้านี้ที่ทำให้นักวิชาการปักใจว่าสาหร่ายทำให้กรดยูริกในเลือดเพิ่มขึ้นและอาจทำให้เป็นโรคเก๊าท์นั้น เป็นเพราะผลการศึกษาก่อนหน้านี้นำสาหร่ายสายพันธุ์หนึ่งมาทดลองกับหนู และพบว่าทำให้เกิดกรดยูริกเพิ่มมากขึ้น จนทำให้นักวิชาการมีความเชื่อว่ากินสาหร่ายแล้วทำให้เกิดโรคเก๊าท์ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วในการวิจัยครั้งนั้นได้ใช้สาหร่ายคนละสายพันธุ์กับสไปรูลิน่า จากการวิจัยของ รศ. ดร. สุมนทิพย์ บุนนาค อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พบว่า สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินชื่อ สไปรูลิน่า เป็นสาหร่ายที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการนำมาทำเป็นอาหารเสริม เนื่องจากมีปริมาณนิวคลีอิกและเซลลูโลสต่ำ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง นอกจากนี้ รศ. ดร. สุมนทิพย์ บุนนาค ยังได้ให้สัมภาษณ์กลุ่มนาฬิกาทรายเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2545 โดยกล่าวว่า "อาหารชนิดใดก็ตามถ้าบริโภคเกินพอดีก็จะก่อให้เกิดโทษได้และถ้าเราไม่บริโภคสาหร่ายสไปรูลิน่าในปริมาณที่มากเกินไปก็จะไม่ก่อให้เกิดโทษต่อร่างกาย" ในประเทศอินเดียที่มีประชากรมากเป็นอันดับสองของโลกได้พยายามอย่างยิ่งที่จะให้มีอาหารเพียงพอสำหรับคนในประเทศ สาหร่ายเกลียวทองเป็นสาหร่ายชนิดหนึ่งที่ถูกเลือกใช้เพื่อช่วยให้บรรลุจุดประสงค์นี้ในส่วนหนึ่ง เพราะเป็นการเลี้ยงที่ใช้ต้นทุนต่ำ ขณะเดียวกันประเทศเม็กซิโก ทั้งสถาบันฝ่ายรัฐบาลและมหาวิทยาลัย ได้ศึกษาเกี่ยวกับการเติมสาหร่ายเกลียวทองลงในนมในปริมาณ 10% สำหรับให้ทารกและเด็กขาดสารอาหารดื่มผลจากการศึกษาครั้งนั้นรัฐบาลได้อนุญาตให้ใช้สาหร่ายเกลียวทองเป็นอาหารชนิดใหม่ได้ ก่อน ค.ศ. 1981 ประเทศสหรัฐอเมริกามีกฎหมาย FDA (Food and Drug Administration) ห้ามใช้ผลิตภัณฑ์ทุกชนิดเป็นยา โดยไม่ผ่านการทดสอบและรับรองเสียก่อน ดังนั้นรัฐบาลจึงไม่อนุญาตให้ประชาชนบริโภคผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากสาหร่ายเกลียวทองแต่อย่างไรก็ตามสาหร่ายสไปรูลิน่าได้รับการประกาศรับรองจากสถาบันชั้นนำของโลกหลายสถาบัน ได้แก่ ค.ศ. 1967 "THE INTERNATIONAL CONFERENCE ON APPILIED MICROBIOLOGY" ประกาศว่าสาหร่ายสไปรูลิน่าเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของมวลมนุษยชาติ ค.ศ.1974 UN ประกาศในที่ประชุมอาหารโลกว่าเป็น "THE MOST IDEAL FOOD FOR MANKIND" ค.ศ.1974 FAO (Food and Agriculture Organization) แนะนำว่าเป็น “ The Best Food for Tomorrow” ให้กับสาหร่ายสไปรูลิน่า ค.ศ.1981 FDA (Food and Druge Admistration) แห่งสหรัฐอเมริการับรองว่าสาหร่ายสไปรูลิน่า เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ปลอดภัยและไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นพิษ ค.ศ.1983 IFE (International Food Exposition)ซึ่งจัดทำขึ้นที่ประเทศเยอรมันตะวันออก มอบรางวัล "The Best Natural Food" ให้สาหร่ายสไปรูลิน่า ค.ศ.1992 WHO (World Health Organizion) ประกาศแนะนำว่า สาหร่ายสไปรูลิน่าเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในคริสตวรรษที่ 21 ที่ประเทศญี่ปุ่นมีการศึกษาสไปรูลิน่าในด้านเป็นอาหารเสริมวันละ 6-10 กรัม (12-20 เม็ด) ในปริมาณเช่นเดียวกันนี้ นักกีฬา และนักวิ่ง ฯลฯ ก็จะสามารถเพิ่มพูนกำลังได้เช่นเดียวกัน และสิ่งที่น่าทึ่งอย่างหนึ่ง ก็คือมีนักปราชญ์ชาวญี่ปุ่น ชื่อโทรุ มัทซุอิ สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่รับประทานอาหารอื่นใดเลย นอกจาก สาหร่ายเกลียวทองและสาหร่ายอื่นบ้างเป็นเวลา 15 ปี โดยไม่ปรากฏผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายแต่อย่างใด เราอาจจะพบสาหร่ายสไปรูลิน่าในรูปของเม็ด แคปซูล หรือเป็นผง เราสามารถรับประทานเป็นอาหารเสริมได้หลายรูปแบบ การบริโภคสไปรูลิน่าจะได้ผลเร็วหรือช้านั้นขึ้นอยู่กับ อายุ ความเครียด นิสัยการบริโภค ปริมาณสารเคมีหรือสารตกค้างในร่างกายความรุนแรงของโรค การบริโภคสาหร่ายในปริมาณที่เพียงพออย่างต่อเนื่อง ปริมาณการออกกำลังกายและการพักผ่อน โดยทั่วไป สัปดาห์แรก จะได้ปฎิกิริยาตอบรับร่างกายจะมีการปรับตัวมีการตอบรับที่ดีขึ้น ปัญหาสุขภาพที่มีอยู่จะค่อย ๆ ดีขึ้น ในเดือนที่ 3-5 ก็จะฟื้นฟูจนปกติ ยกเว้นผู้ที่ร่างกายทรุดโทรมมากจนเซลล์ที่ประกอบเป็นอวัยวะเสียไปหมดแล้วก็จะไม่สามารถฟื้นฟูได้ สาหร่ายมีธาตุเหล็ก มากกว่าผักโขม 58 เท่าและวิตามินบี 12 มากกว่าไข่ไก่100 เท่า จึงเพียงพอกับ ความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน สาหร่ายเกลียวทองจึงเหมาะสำหรับผู้มีภาวะโลหิตจางและลดโอกาสเสี่ยงการเป็นภาะวโลหิตจาง ในสาหร่ายมีสารสีน้ำเงินชื่อ ไฟโคไซยานินช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยป้องกันและสร้างระบบภูมิคุ้มกันกระตุ้นเซลล์ตั้งต้น ( Stem cell) ให้ผลิตเม็ดเลือดแดง และขาว เพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ ในสาหร่ายมีเอนไซม์เอนโดนิวเคลีย เอซ , B12,กรดนิวคลีอิก เป็นตัวช่วยสร้างและซ่อมแซม DNA ให้เซลส์แบ่งตัวได้รวดเร็วและไม่ผิดเพื้ยนจนกลายเป็นเซลส์มะเร็ง ในสาหร่ายมีกรดอะมิโนเมทไทโอนีนเป็นสารอาหารสำคัญของโครงสร้างเซลล์ตับ และช่วยป้องกันเซลส์ตับจากพิษแอลกอฮอล์ ผลการวิจัย ผู้ป่วยโรคตับต้องการอาหารที่มีโปรตีนและแคลลอรี่สูงๆถึงจะฟื้นฟูเซลส์ตับได้และสาหร่ายมีโปรตีนที่มีคุณภาพสูงถึง 69.5% ร่างกายสามารถดูดซึมได้ถึง 95.1% ในสาหร่ายมีเบต้าแคโรทีน มากกว่าแครอท 20 เท่าเป็นแหล่งของวิตามิน A ช่วยบำรุงสายตา แพทย์ญี่ปุ่น ใช้ยารักษาผู้ป่วยโรคตาเรื้อรังและที่มีอาการหนักควบคู่กับการรับประทานสาหร่ายวันละ 20-30 เม็ดภายใน 2-4 เดือน ผู้ป่วยอาการดีขึ้นมากถึง 90% บางรายหายเป็นปกติ สาหร่ายเกลียวทอง ช่วยเสริมสร้าง แลคโตบาซิลลัสในลำไส้ทำให้การย่อยอาหารและการดูดซึมสารอาหารดีขึ้นป้องกันการติดเชื้อและดูดซับสารพิษที่ตกค้างในลำไส้ ให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ สาหร่ายเกลียวทอง ช่วยป้องกันอาการเมาค้างได้ดี ทั้งนี้เพราะสาหร่ายเกลียวทอง มีโปรตีนปริมาณมากซึ่งจะช่วยระบบการทำงานของตับในการขับแอลกอฮอล์ออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ สาหร่ายเกลียทองมีกรด "กลูตามิก" ซึ่งมีความสำคัญในขบวนการเผาผลาญอาหารให้สมอง อีกทั้งยังอุดมไปด้วย ทริพโตเฟน แวลีน เฟนนิลอลานีน ไอโซลิวซีนลิวซีน และแมงกานีส ซึ่งช่วยบำรุงสมอง ป้องกันความจำเสื่อม สาหร่ายเกลียวทองมีสารอาหาร วิตามิน เกลือแร่ และแร่ธาตุครบถ้วน กรดอะิมิโนครบ 18 ตัว วิตามิน A, B6 สาหร่ายเกลียวทองจึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับหญิงมีครรภ์ สาหร่ายเกลียวทอง ประกอบด้วยแร่ธาตุที่สำคัญ ช่วยลดปัญหาและเสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศ อันประกอบด้วย สังกะสี, ทริพโตเฟน, อาร์จินีน คุณประโยชน์ของสาหร่ายเกลียวทอง หรือสาหร่ายสไปรูลิน่า สุขภาพดี24ชม.com จำหน่ายสาหร่ายเกลียวทอง สาหร่ายสไปรุลินา ดูแลสุขภาพดีตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยคุณค่ามหัศจรรย์จากธรรมชาติ ของสาหร่ายเกลียวทอง Best
พ.ศ.2535 WHO ( World Health Organization ) องค์การอนามัยโลก ประกาศว่า สาหร่ายเกลียวทอง เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในคริสตวรรษที่ 21
สาหร่ายเกลียวทอง คือ สาหร่ายสไปรูลินา (Spirulina) สายพันธุ์ไทยที่ได้รับการยกย่องจากสถาบันและองค์กรสากลระดับโลก ให้เป็นราชันย์แห่งสาหร่ายที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงที่สุดในโลกและเป็นอาหารแห่งอนาคต

พ.ศ.2524 FDA ( Food and Drug Administration ) องค์การอาหารและยาแห่ง สหรัฐอเมริกา (อย.) รับรองว่า สาหร่ายเกลียวทอง เป็นแหล่งอาหารเสริมที่ดีที่สุด เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ปลอดภัย และไม่มีีผลข้างเคียงที่เป็นพิษ

สรรพคุณคุณค่าของสาหร่ายเกลียวทอง สไปรูลินา benefits 0f spirulina

สาหร่ายเกลียวทองอาหารเสริม จัดว่าเป็นอาหารที่ปลอดภัยมีผู้บริโภคหลายสิบล้านคน ทุกเชื้อชาติทุกภาษาทุกศาสนา รับประทานเป็นอาหาร หรืออาหารเสริมติดต่อกันมานานหลายศตวรรษ สาหร่ายเกลียวทองได้รับอนุญาตทางกฎหมายให้เป็นอาหารเสริมที่ผลิตจากธรรมชาติ(Natural Food Supplement) จากประเทศที่มีเทคโนโลยีชั้นสูง เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น มายาวนานกว่า 20 ปี และมีการศึกษาค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์ออกมาอย่างต่อเนื่อง สาหร่ายเกลียวทองเป็นอาหารธรรมชาติชนิดเดียวที่มีคุณค่ามากมายที่ร่างกายต้องการ จึงเหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัยโดยเฉพาะผู้ที่ต้องการเสริมสร้างสมรรถภาพกายให้แข็งแรงสุขภาพดีอยู่เสมอหรือแม้แต่ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ อาการผิดปกติของร่างกายที่ทำให้เกิดโรคมีหลายอย่าง ซึ่งกว่า 90% ของการผิดปกตินั้น เกิดจากภาวะทุพโชนาการหรือการรับประทานอาหารที่บกพร่องขาดสารอาหารที่จำเป็น หรือรับประทานอาหารไม่ถูกส่วนอย่างเป็นประจำ องค์การ สหประชาชาติได้ยกย่องว่า ” สาหร่ายเกลียวทอง หรือสาหร่ายสไปรูลินา คืออาหารอุดมคติที่ดีที่สุดของของมนุษยชาติ” ดังนั้นจึงเป็นแหล่งอาหารที่เหมาะสำหรับทุกคน หรือ บุคคลดังนี้

  1. ผู้สูงอายุ
  2. ผู้ที่ไม่ชอบทานผัก
  3. ผู้ป่วยเบาหวาน
  4. นักกีฬา
  5. ผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติ
  6. ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง
  7. ผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ลดน้ำหนัก ลดความอ้วน
  8. ผู้ที่มีปัญหาโรคกระเพาะ
  9. เด็กในวัยเจริญเติบโต
  10. สตรี ตั้งครรภ์ หลังคลอด หรือให้นมบุตร
  11. ผู้ที่มีปัญหาโลหิตจาง หรือโรคตับ
  12. ผู้เป็นหวัดบ่อยๆ หรือภูมิแพ้
  13. ผู้พักฟื้นหลังผ่าตัด
  14. ท่านที่นอนดึก พักผ่อนน้อย หลับยาก
  15. ผู้ที่ไม่มีเวลารับประทานอาหารเช้า

 

สาหร่ายเกลียวทองคืออะไร?

สาหร่ายเกลียวทองสไปรูลิน่า เป็นสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินขนาดเล็ก มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เป็นอาหารเสริมที่มีคุณค่าและได้ผ่านการทดลองอย่างดีในด้านการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์จากประเทศญี่ปุ่น ทั้งยังเป็นผลิตภัณฑ์ทางธรรมชาติที่มนุษย์ใช้เป็นอาหารอย่างปลอดภัยมานานนับพันปี
      องค์ประกอบของสาหร่ายเกลียวทองสไปรูลิน่าที่เด่นที่สุดคือ ปริมาณโปรตีนกว่า 60% ของน้ำหนักแห้งโดยเฉลี่ย ซึ่งสูงกว่าโปรตีนที่มีในเนื้อวัวหรือไข่ถึง 3 เท่า มีกรดอะมิโนที่จัดเรียงกันอย่างได้สัดส่วนสมดุลถึง 18 ตัว มีวิตามินที่มีคุณค่า เช่น B1, B2,B3, B12, วิตามิน C, วิตามิน E และเบต้าแคโรทีน ซึ่งมีอยู่ปริมาณ 20 – 25 เท่าของที่มีอยู่ในแครอท เป็นแหล่งของกรดไขมันแกมมาไลโนเลนิค ซึ่งสามารถลดคอเลสเตอรอลได้ถึง 170 เท่า ของกรดไขมันไลโนเลอิคทีมีอยู่ในน้ำมันพืช มีวิตามินและเกลือแร่ที่สามารถซึมซับเข้าสู่กระแสเลือดได้เร็วเป็น 4 – 5 เท่า ของแหล่งที่ได้จากสัตว์ เช่น เนื้อ ไข่ หรือเนยแข็ง
      ขณะนี้องค์การอาหารและยาได้จัดสาหร่ายเกลียวทองสไปรูลิน่า เป็นเพียงผักชนิดหนึ่ง  เป็นอาหารเหมือนเช่นอาหารที่รับประทานทั่วไป ดังนั้นจึงไม่ควรแอบอ้างสรรพคุณในการรักษาโรค แต่อาหารที่ดีก็เปรียบเสมือนยาวิเศษ สำหรับผู้ป่วยควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ควบคู่ไปกับการใช้ยาแผนปัจจุบัน ซึ่งสาหร่ายเกลียวทองจะช่วยเสริมและขยายอำนาจการรักษาของยา
นอกจากนี้ยังเหมาะสำหรับผู้ที่มีสุขภาพดีอยู่แล้ว เพื่อเป็นปราการในการป้องกันโรค หรือผู้ที่มีสภาพต่าง ๆ ดังนี้

1. เหนื่อยง่าย
2. เป็นหวัดง่าย
3. วิงเวียนศรีษะอยู่เสมอ
4. รู้สึกเจ็บถึงกระดูกเมื่อกดเนื้อเบา ๆ
5. หญิงมีครรภ์
6. กินผักสีเขียวหรือผักสีเหลืองไม่เพียงพอ
7. ไม่รับประทานอาหารเช้า
8. กำลังอดอาหารเพื่อลดความอ้วน
9. ชอบหรือไม่ชอบอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งอย่างรุนแรงจนก่อให้เกิดอาการขาดสารอาหาร
10. มีอาการท้องผูกอยู่เป็นประจำอาการผิดปกติในร่างกายที่ทำให้เกิดโรคนั้นมีหลายอย่างและกว่า 90% ของ
อาการผิดปกตินั้นเกิดจากการรับประทานอาหารที่บกพร่องไม่เพียงพอหรือไม่ถูกส่วน

สาหร่ายเบส

 สาหร่ายเกลียวทองเป็นอาหารที่สำคัญสำหรับผู้ที่ขาดสารอาหาร เนื่องจากมีวิตามินและเกลือแร่มากเพียงแค่วันละ 10 กรัม ก็สามารถทำให้ฟื้นตัวจากการขาดสารอาหารอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กได้มีการให้สาหร่ายเกลียวทองกับเด็กและผู้ใหญ่ที่ขาดสารอาหารในเม็กซิโก โดยให้มากกว่า 10% ของปริมาณอาหารที่กินประจำวัน พบว่าไม่มีผลข้างเคียงแต่อย่างใดในประเทศโตโก ได้ให้เด็กขาดสารอาหารในท้องที่ห่างไกลรับประทานวันละ 10 – 15 กรัม โดยผสมกับข้าวฟ่างและเครื่องเทศ พบว่า เด็ก ๆ ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่อาทิตย์
ในกรุงบูคาเรสต์ ประเทศโรมาเนียได้ให้สาหร่ายเกลียวทอง ชนิดเม็ดกับคนไข้ที่มีอาการขาดสารอาหารจำนวน 21 คน (คนไข้เหล่านี้มีอาการน้ำหนักลด เนื่องจากเป็นโรคตับอ่อนเรื้อรัง โรคปวดตามข้อ โรคโลหิตจาง เบาหวาน และอื่น ๆ ) พบว่าคนไข้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นและมีสุขภาพดีขึ้น
โรงพยาบาลเด็กเมืองนานจิง ประเทศจีน แพทย์ได้สั่งจ่ายสาหร่ายเกลียวทองให้เด็กอายุระหว่าง 2-6 ขวบ เพื่อเป็นอาหารเสริมร่วมกับต้นอ่อนของข้าวบาร์เลย์อบ เด็กจำนวน 27 คนจาก 30 คน ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจากอาการไม่อยากอาหาร, ปัสสาวะรดที่นอน,ท้องร่วงและท้องผูก การทดลองสรุปได้ว่า สาหร่ายเกลียวทองเป็นอาหารที่เหมาะสมสำหรับเด็กอย่างยิ่ง
สาหร่ายเกลียวเบส
ภาวะโภชนาการในสตรีตั้งครรภ์นั้นมีอิทธิพลโดยตรงต่อความสมบูรณ์ของสุขภาพแม่และลูกในครรภ์ พัฒนาการในการเจริญโตของทารกต้องอาศัยปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญ คือ สารอาหารจากแม่ผ่านทางรก ถ้าหญิงตั้งครรภ์มีภาวะโภชนาการที่ไม่ดี อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ทารกในครรภ์เจริญเติบโตช้ากว่าปกติ ทารกไม่สมบูรณ์มีน้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติ เกิดภาวะโลหิตจาง และความผิดปกติของอวัยวะต่างๆ รวมทั้งพัฒนาการทางสติปัญญาและสมอง เป็นต้น ดังนั้น สตรีมีครรภ์จึงควรรับประทานอาหารในแต่ละวันให้ได้ปริมาณและสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและเพียงพอต่อความต้องการของแม่และทารกในครรภ์ สาหร่ายเกลียวทอง Best มีสารอาหารโปรตีนสูง วิตามิน เกลือแร่และแร่ธาตุครบถ้วน โดยร่างกายของหญิงตั้งครรภ์นั้น มีความต้องการโปรตีนคุณภาพสูง วิตามินมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะวิตามิน A, B6, B12 ต้องการเกลือแร่มากกว่าปกติถึง 50 เท่า เพื่อช่วยเพิ่มพัฒนาการในการเจริญเติบโตทางร่างกายและสมองของทารกในครรภ์ ซึ่งสารอาหารธรรมชาติดังกล่าวมีครบถ้วนอยู่ในสาหร่ายเกลียวทอง Best ซึ้งมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าพืชผักทุกชนิด
 สาหร่ายเกลียวทองบำรุงสายตา

โรคเกี่ยวกับตาได้เพิ่มมากขึ้นในหมู่ผู้สูงอายุ เช่น โรคต้อหิน ต้อกระจกและการสูญเสียเรตินา อันเนื่องจากโรคเบาหวานและโรคสายตาสั้นในนักเรียนนักศึกษา โรคเหล่านี้บางทีเกิดขึ้นเนื่องจากมีโรคชรามาเกี่ยวข้อง เช่น โรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน

ดร.ยาชิโตะ ยามาซากิ แพทย์ชาวญี่ปุ่นได้เริ่มใช้ สาหร่ายเกลียวทอง ช่วยในการบำบัดคนไข้มาตั้งแต่เดือนตุลาคม 1976 โดยใช้เสริมกับยาสมัยใหม่ที่ใช้รักษาโรคตาโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคตาที่เกี่ยวข้องกับโรคชรา

ดร.ยาชิโตะ ยามาซากิ ได้รายงานว่า 90% ของคนไข้โรคต้อกระจกจำนวน 480 รายนั้น โรคได้หยุดการแพร่เชื้อหรือสายตาดีขึ้น และคนไข้380 รายนั้น มีความดันโลหิตและอาการของเส้นเลือดในเรตินาตีบดีขึ้น คนไข้ที่แพทย์จ่าย สาหร่ายเกลียวทอง ให้นี้ได้รับคำสั่งให้ดูแล และปฏิบัติตนใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมอาหาร ห้ามดูทีวี และต้องใส่แว่นตาดำ เพื่อตัดแสงอุลตร้าไวโอเล็ต สำหรับคนไข้โรค ต้อกระจกนั้น แพทย์ได้ให้ยาหยอดตา 4 – 5 ครั้งต่อวัน พร้อมให้ยา Tacloin Parotin หรือ Thioia โดยกินหลังอาหารร่วมกับสาหร่ายเกลียวทอง ปริมาณสาหร่ายเกลียวทองที่ให้ขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของอาการ ถ้าเป็นน้อยก็ให้มื้อละ 4 เม็ด วันละ 2 ครั้ง หลังอาหารเช้าและเย็น ถ้าเป็นมากก็ให้มื้อละ 4 เม็ด 3 มื้อ และให้กลับมาตรวจสายตาและตรวจทางห้องปฏิบัติการ 1 – 2 อาทิตย์ต่อครั้ง
สำหรับขนาดการใช้สาหร่ายเกลียวทองกับคนไข้ของ ดร. ยาชิโตะ ยามาซากิ นั้นใช้ 20 – 30 เม็ดต่อวันเป็นมาตรฐานและได้ทดลองใช้ขนาดนี้กับคนไข้หลายรายติดต่อกันเป็นเวลาถึง 600 วัน ไม่ปรากฏมีรายใดมีผลข้างเคียงอันเนื่องมาจากการใช้สาหร่ายเกลียวทอง เป็นเวลานาน ๆ เลย
การใช้สาหร่ายเกลียวทองเป็นประจำเพียงอย่างเดียว (โดยไม่ใช้ยาอื่นร่วมด้วย) ก็จะช่วยให้การติดเชื้อโรคตาบางชนิดยากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง กับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ ผิวหนังบาง แพ้ง่าย เด็กนักเรียนที่มักเป็นไข้หวัด มีน้ำมูกไหล บำรุงสายตา และผู้ที่มักเป็นเม็ดที่เยื้อหุ้มตา อย่างไรก็ตามถ้าจะใช้สาหร่ายเกลียวทองให้ได้ผลอย่างเต็มที่ก็จะต้องจัดระบบชีวิตเสียใหม่ให้เหมาะสมไม่กินอาหารจุบจิบระหว่างมื้อหรือกินอาหารที่ไม่ถูกส่วน
ไม่แต่เท่านี้ สาหร่ายเกลียวทองยังให้ผลการรักโรคที่ปัจจุบันยังรักษาไม่ได้ ถ้ากินในปริมาณมากและกินติดต่อกันเป็นประจำ เช่น โรคสมอน (Smon disease) ซึ่งเป็นโรคที่เลือดคั่งในเนื้อเยื่อเรตินา เกิดขึ้นได้ทั้งในเด็กเล็กหรือผู้ใหญ่ หรือแม้กระทั่ง โรคที่คิดว่ารักษาไม่ได้ อย่างเช่น โรคเบเซต เป็นต้น
ในแง่ของการบำบัดโรค การที่มีโปรตีน วิตามิน และเกลือแร่สูง ย่อมเป็นส่วนเสริมพลังของสาหร่ายเกลียวทอง และจากการศึกษาทดลองเราเชื่อว่าสาหร่ายเกลียวทอง มีอิทธิพลอย่างมากต่อประสิทธิภาพการบำบัดโรคอย่างไม่ต้องสงสัย ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อใช้สาหร่ายเกลียวทอง ในการบำบัดจริง ๆ ในโรงพยาบาล ก็พบว่า สาหร่ายเกลียวทอง ไม่เพียงแต่จะเป็นอาหารเสริมเท่านั้น แต่่สามารถใช้บำบัดโรคผู้สูงอายุเรื้อรังได้อีกด้วย

 

 สาหร่ายแก้นอนไม่หลับ

อาการนอนไม่หลับเป็นอาการที่เรามักพบเห็นได้ง่ายทั้งในวัยคนทำงานหรือผู้สูงอายุ ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะนอนไม่หลับได้ และเวลานอนไม่หลับจะสร้างความทุกข์ทรมานกับผู้คนนั้นพอสมควรเลยทีเดียว อันที่จริงการนอนไม่หลับเป็นปัญหาที่ปลายเหตุ ซึ่งอาจมีต้นเหตุมาจากหลายทางเป็นต้นว่า ต้นเหตุมาจากทางกาย เช่น มีสาเหตุมาจากการปวดข้อ เป็นไข้ ปวดกล้ามเนื้อ หรือแพ้ยานอนหลับ

ส่วนต้นเหตุทางจิต เช่น มีความวิตกกังวล ครุ่นคิดบางเรื่องที่คิดไม่ตก หรือมีอาการซึมเศร้า หรือจากความเครียด รวมทั้งบางคนอาจมีสาเหตุมาจากการนอนแปลกที่ก็ได้ อีกสาเหตุที่เป็นไปได้คือ การขาด
สารอาหารจำเป็นสำหรับวงจรการนอนหลับ เช่น แอลฟ่า –ทริปโตเฟน หรือ วิตามินบี 12

การปฏิบัติตนเพื่อช่วยป้องกันหรือแก้ไขปัญหาการนอนหลับ อันมีต้นเหตุมาจากทางกายหรือทางจิต ทำได้โดยการรับประทานอาหารให้ตรงเวลา การออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควรสวมเสื้อผ้าที่สบาย อย่าดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มที่กระตุ้นประสาทก่อนถึงเวลานอนใน 6 ชั่วโมง อาบน้ำอุ่นเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ รวมไปถึงการนั่งสมาธิ, สวดมนต์ หรือฟังเพลงเบา ๆ ก่อนนอน
สำหรับสาเหตุจากสารอาหาร เราพบว่า แอลฟ่า – ทริปโตเฟน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่ร่างกายต้องการ แต่ไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ และสารแอลฟ่า – ทริปโตเฟน ชนิดนี้เป็นวัตถุดิบที่สมองใช้สังเคราะห์ ซีโรโทนิน เมลาโทนิน และไนอาซิน อันเป็น สารช่วยให้นอนหลับ ในผู้สูงอายุ จะมีการหลั่งเมลาโทนินลดลงตามธรรมชาติ จึงทำให้นอนหลับยาก จึงมีการใช้เมลาโทนินช่วยในการนอนหลับจากการวิเคราะห์ส่วนประกอบของสาหร่ายเกลียวทอง พบว่า ในสาหร่ายเกลียวทอง 1 กรัม มีทริปโตเฟนอยู่ถึง 13.0 มิลลิกรัมและไนอาซิน 2.67 มิลลิกรัม นับว่ามีปริมาณสูงกว่าอาหารประเภทเนื้อ, ถั่ว, ไข่, ปลา และพืชผักหลายชนิด

สาหร่ายเบส1

 

โทร.สั่งสาหร่ายเกลียวทอง